“ปปง.”จวก”สังศิต” ระบุคดีสินบนโรลส์-รอยซ์ อาจส่งผลต่อการประเมินFATF เป็นสึนามิ เศรษฐกิจ ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนยืนยันทำงานตลอดแต่เป็นความลับ
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงาน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจง กรณี นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และคณะกรรมการ ปปง. ให้สัมภาษณ์ในประเด็นเรื่องสินบนโรลส์-รอยซ์กับการดำเนินงานของ ปปง. อาจส่งผลกระทบต่อการประเมินของ FATF ในเดือน พ.ค.นี้ จนอาจเกิดผลกระทบเป็น “สึนามิ” ทางเศรษฐกิจได้นั้น การให้สัมภาษณ์ดังกล่าว มีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อ ปปง. จึงขอส่งข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังต่อไปนี้
คือ 1.สถิติการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน 1,200 ราย แต่ศาลให้เป็นไปตามคำขอแค่ 12 ราย
สำหรับสถิติการยื่นคำร้องต่อศาล ปปง. มีการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน 1,225 คดี ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน 1,128 คดี คิดเป็นร้อยละ 92.08 ของคดีทั้งหมด และมีการนำเรื่องขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา 21 คดี ศาลฎีกามี คำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้องของ ปปง. 18 คดี ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลของนายสังศิตที่ให้สัมภาษณ์ในรายการแต่อย่างใด
2.การปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จากกรณีที่นายสังศิตได้ให้สัมภาษณ์ถึง “อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน” นั้น ปปง. ขอเรียนว่าสหประชาชาติไม่มีการลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว น่าจะเป็นการกล่าวโดยรวมอนุสัญญา 3 ฉบับ คือ อนุสัญญาสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด อนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ซึ่งอนุสัญญาทั้ง 3 ฉบับ ได้กำหนดให้นำมาตรการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาใช้ เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในหัวข้อการสนทนากรณีสินบนโรลส์-รอยซ์เป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกใช้มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อยับยั้ง และป้องกันการทุจริต รวมถึงการยึด อายัด และริบทรัพย์สินที่ได้จากการทุจริต ซึ่งทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว และ ปปง. ได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องไปพร้อมด้วยแล้ว
3.FATF ไม่ใช่อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แต่เป็น “แนวทางการปฏิบัติที่ดี” ที่นานาประเทศนำมาใช้ สำหรับข้อแนะนำของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน FATF แม้ไม่ใช่ “ข้อบังคับ” ให้ทุกประเทศ “ต้อง” ปฏิบัติตาม แต่ “ข้อแนะนำของ FATF” คือ “มาตรฐานสากล” หรือ “แนวทางการปฏิบัติที่ดี” ที่นานาประเทศนำมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายโดยครอบคลุมถึงมาตรการทั้งเชิงป้องกันและปราบปราม โดยอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ
แม้ว่าข้อแนะนำ FATF จะไม่มีสถานะเป็นอนุสัญญาและไม่มีสภาพบังคับในทางกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นข้อแนะนำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งกว่า 180 ประเทศ มีการนำมาตรฐานสากลนี้มาปฏิบัติ อีกทั้ง มีสภาพบังคับทางอ้อม โดยผ่านกระบวนการประเมินผลการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลของสมาชิก FATF หรือกลุ่มเครือข่ายต่อต้านการฟอกเงินของ FATF ซึ่งรวมถึงกลุ่มความร่วมมือเพื่อต่อต้านการฟอกเงินเอเชียแปซิฟิก APG ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่
หากประเมินแล้วพบว่า ประเทศสมาชิกมีข้อบกพร่องจำนวนมากในการปฏิบัติตามมาตรการด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เช่น กฎหมายที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิผล และไม่มีการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศอย่างเพียงพอ อาจส่งผลให้ประเทศนั้นถูกกำหนดรายชื่อเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน
สำนักงาน ปปง. ขอยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ดำเนินการและประสานงานกับทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด ภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างเคร่งครัด ดังนั้น การดำเนินการทางคดีโดยเฉพาะคดีที่มีความสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน จึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง และไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดการดำเนินงานได้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดี
ทั้งนี้ ได้มีหนังสือชี้แจงประเด็นดังกล่าวไปยังสถานีโทรทัศน์สปริงส์นิวส์แล้ว และขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า ปปง. จะใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในการดำเนินการในคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนอย่างรอบคอบรัดกุม เพื่อมิให้กระทบสิทธิผู้สุจริต บนพื้นฐานของความยุติธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญต่อไป

