หน้าแรก การเมือง ทัศนัย ปลุกกร...

ทัศนัย ปลุกกระแส ‘เลือกส.ว.’ ชงตั้ง ‘สหกรณ์ร่วมทุกข์’ เป็นปากเสียง-เปลี่ยนประเทศ

10.05.24 | 17:55 น.

‘ทัศนัย’ จวกโครงสร้างสังคมที่อยุติธรรม ปลุกกระแส ‘เลือก ส.ว.’ ลั่น เป็นผู้เชี่ยวชาญได้ทุกคน แนะตั้งกลุ่ม ‘สหภาพจำแลง-สหกรณ์ร่วมทุกข์’ เป็นตัวแทนปากเสียงให้สังคม

สืบเนื่องจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดปัจจุบันทั้ง 250 คน มีกำหนดครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ ซึ่งจะมีประกาศการเลือก ส.ว.ชุดใหม่ จำนวน 200 คน ที่มาจากการเลือกกันเองของผู้ลงสมัคร นั้น

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา Kinjai contemporary จัดงานเสวนาในหัวข้อ ‘บทบาทศิลปินกับการเมืองไทย ทัศนะสัญจร: ศิลปะขยับโลก x senate67’ โดยมี ผศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.), นายธีระวัฒน์ มุลวิไล ศิลปินรางวัลศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2561 ผู้ร่วมก่อตั้งคณะละคร B-Floor, นายศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ นักร้องเจ้าของฉายาเจ้าพ่อเพลงละคร ดำเนินรายการโดย นายฉัตรชัย พุ่มพวง

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่าศิลปินในทรรศนะของท่านเป็นอย่างไร ?

Advertisement

ผศ.ดร.ทัศนัยกล่าวว่า เราไม่ต้องการให้ใครมาบอกว่าใครเป็นศิลปิน หรือไม่ได้เป็นศิลปิน ทุกคนสามารถที่จะสร้างสื่อในรูปแบบแตกต่างกัน เพื่อที่จะถ่ายทอดความคิด ทัศนคติ ความคิดเห็นที่มีต่อโลกสังคมการเมือง เป็นเรื่องส่วนตัวที่ลึกซึ้งที่สุด ทำได้อย่างเท่าเทียมกัน เป็นนิยามของโลกสมัยใหม่ ที่ทุกคนมีสิทธิจะเลือก ไม่มีนิยามความหมายใดที่มีผู้วิเศษกำหนดขึ้นมาและประยุกต์ใช้กับทุกคน ทุกคนสามารถเขียนความหมายให้กับตนเองได้ ศิลปะไม่มีความหมายที่ชัดเจน ทุกคนสามารถเป็นศิลปินได้ในแบบของตนเอง

“เราย้อนกลับไปดูสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ต่ำกว่า 70 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน มีความพยายามที่จะถูกเขียนขึ้นเพื่อจะกำหนดว่าศิลปะและศิลปินคือใคร รวมทั้งคำว่า ‘ศิลปินแห่งชาติ’ และใครที่จะถูกถอดออกจากศิลปินแห่งชาติ” ผศ.ดร.ทัศนัยชี้

ผศ.ดร.ทัศนัยกล่าวต่อไปว่า น่าแปลกใจว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งกำหนดนโยบายเป็นทหาร หรือเป็นคนที่มาจากมรดกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งสิ้น มากำหนดทิศทางพัฒนาการของศิลปวัฒนธรรมว่าใครจะเป็นศิลปินแห่งชาติ และใครที่จะถูกถอดถอนเพียงแค่สนับสนุนความคิดประชาธิปไตย

“ตั้งแต่สงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน มีคำว่าศิลปะในสกุลช่างต่างๆ หลังจากการเกิดมหาวิทยาลัยศิลปะตั้งแต่รุ่นแรก จนถึงการเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยศิลปากร มีสถานที่ในการแสดงงานศิลปะมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน มีศิลปินที่ทำงานทั้งรุ่นเก่า และรุ่นใหม่

ก่อนที่จะถึงยุคสมัยที่เราอาศัย มีศิลปินศิลปะจำนวนมากทำงานเพื่อจรรโลงตอกย้ำ และประดับประดาความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ศิลปะทำหน้าที่ตกแต่งอำนาจที่วิปริต และศิลปะก็ถูกใช้อย่างมีพลังในการครอบงำ เปลี่ยนแปลง กำหนด สำนึกในจิตใจส่วนลึกของผู้คน โดยที่เราไม่เคยรู้สึกตัว งานพิธีกรรมต่างๆ ล้วนใช้ศิลปะทั้งสิ้น แต่ศิลปะในแบบนี้ตามความหมายของสากลโลกมันก็เป็นศิลปะ แต่ใช้ในนัยยะทางการเมืองของชนชั้นนำ และชนชั้นการปกครอง” ผศ.ดร.ทัศนัยกล่าว

ผศ.ดร.ทัศนัยกล่าวอีกว่า ศิลปวัฒนธรรมคอยกล่อมเกลาพวกเราให้เป็นคนที่อยู่เป็นตลอดเวลา อีกทั้งใช้งบประมาณเยอะกว่ากระทรวงกลาโหม งบประมาณศิลปวัฒนธรรมมีลักษณะนามธรรมมากๆ นอกจากนี้ สิ่งแวดล้อมที่เราเห็น เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมทางสายตา เดินออกไปตรงไหนก็เจอ เปิดวิทยุช่องไหนก็ได้ฟัง

“ศิลปวัฒนธรรมทำงานอย่างมีกำลังและมีอำนาจมากๆ ในทางกลับกัน บรรยากาศสิ่งแวดล้อมศิลปวัฒนธรรมในช่วง 70 ปี ก็สร้างคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ คือ ศิลปินที่อยู่เป็น เพราะงบประมาณมหาศาล หลังรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี 2557 งบประมาณก้อนแรกที่ คสช.อนุมัติ คือการสร้างพิพิธภัณฑ์ไม้หายากในค่ายทหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ประชาชนทุกคนมีทางเข้าถึง ไปดูระบบนิเวศวิทยาของป่าว่าเป็นอย่างไร ไม้ประเภทใดเป็นไม้สงวนที่ต้องอนุรักษ์เอาไว้ และมีการแปรรูปอย่างไร ดังนั้น ไม้แผ่น ไม้แปรรูป ท่อนไม้ซุง ถูกแปรรูปให้กลายเป็นวัตถุทางศิลปะ เพื่อไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

“ผมกำลังจะบอกว่า สิ่งที่ผมเล่าเป็นสิ่งแวดล้อมที่สร้างคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ เพราะอยู่กับงบประมาณ อำนาจ บารมี และชื่อเสียงที่เข้าถึงก่อนผู้อื่น ถือว่าเป็นคนที่อยู่เป็น ในขณะที่สังคมไม่เคยแร้นแค้นผู้คน ไม่เคยแร้นแค้นความฝันและความหวัง มีกลุ่มคนที่อยู่ไม่เป็น ที่ไม่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ไม่ได้พื้นที่จัดแสดง ไม่ได้งบประมาณสนับสนุน

แม้กระทั่งเวลาแสดงงานก็ต้องมีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) หรือใครต่อใครที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับโลกศิลปะเลย คอยชี้นิ้วสั่งว่างานชิ้นนี้เป็นศิลปะหรือไม่ ซึ่งผมไม่ได้พยายามมาอธิบายว่าศิลปะคืออะไร แต่ผมมาชวนทุกคนที่อยู่ที่นี่และอยู่ที่บ้านให้มาเปลี่ยนขยับโลก ให้ศิลปะเป็นของเรา สังคมนี้เป็นของเรา การเมืองนี้เป็นของเรา ให้เราเห็นถึงความวิปริตที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้” ผศ.ดร.ทัศนัยเผย

 

เมื่อถามว่า สำหรับ ส.ว.ในกลุ่มอาชีพศิลปะที่จะได้โควต้า 10 คนนี้ ควรทำอย่างไรที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพื่อให้ประเทศดีขึ้นผ่านศิลปะ ?

ผศ.ดร.ทัศนัยเปิดเผยว่า ปัญหาในประเทศนี้และการเลือกตั้ง ส.ว.ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่แหลมคมสำคัญมากในการเมืองไทย เพราะไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะได้รับเลือก แต่มันคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่เราจะต้องแก้ไข

“ศิลปินอิตาเลียนท่านหนึ่งชื่อ มัวริซิโอ คัตเตลัน เขาเป็นคนที่สร้างข้อถกเถียงได้เก่ง สิ่งที่เขาทำคือ การวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาคริสต์ และศาสนจักรมาโดยตลอด งานที่ทำให้เขามีชื่อเสียงคือเขาเอารูปไม้กางเขนแช่ในน้ำปัสสาวะแล้วผสมกับเลือดของเขาเอง แช่ไว้ในตู้ปลา แล้วนำมาจัดแสดงเป็นภาพถ่าย อีกทั้งเขาได้สร้างรูปปั้นของสันตะปาปาถูกอุกกาบาตชน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่สันตะปาปาไม่เคยออกมาพูดอะไร หรือมีการจ่อฟ้องคดี รวมไปถึงศิลปินอีกมากมายที่ท้าทายพลังจารีต แต่ไม่เห็นบุคคลเหล่านี้ถูกดำเนินคดี

ในขณะที่ประเทศเรา มีปัญหาคือโครงสร้างทางสังคมที่บิดเบี้ยว มีศิลปินที่ต่อสู้กันมานาน ภายใต้ความบิดเบี้ยว มีการอนุญาตให้คนกลุ่มหนึ่งที่อยู่เป็นได้อยู่อย่างดี ขณะที่คนที่อยู่ไม่เป็นก็จะมีปัญหาในชีวิตทุกด้าน เยาวชนจำนวนมากถูกต้องคดีร้ายแรง หรือหลังรัฐประหารศิลปินถูกสอดส่อง จับตามองเป็นเป้าหมาย ดังนั้น ไม่ใช่การที่ศิลปินที่มีเสรีภาพและต่อสู้กับโลกที่อยุติธรรม แต่เป็นการทำให้โครงสร้างยุติธรรมกับทุกคน แม้กับพลังจารีตด้วย ให้ทุกคนมีที่อยู่ มีกำปั้นน้ำหนัก เข้าถึงสาระประโยชน์เท่าๆ กัน และต่อรอง แข่งขันกันทำงาน ซึ่ง ส.ว.จะต้องเข้าไปแก้โครงสร้างที่วิปริตตรงนี้” ผศ.ดร.ทัศนัยชี้

ผศ.ดร.ทัศนัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องโครงสร้างภาษี ตั้งแต่ภาษีสรรพากร ภาษีรายได้ ภาษีขั้นบันได หรือภาษีศุลกากร ที่จะนำงานไปแสดงต่างประเทศ แต่ค่าใช้จ่ายต้องจ่ายแพงขึ้นไปอีก ซึ่งอาชีพศิลปินไม่ได้อยู่ในหมวดใดของภาษีสรรพากรเลย รับจ้าง หรือจัดจ้างก็ไม่ใช่ ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วเขาต้องคิดโครงสร้างภาษีให้ศิลปินอยู่ได้ ดังนั้น ส.ว.คือผู้ที่จะทำให้โครงสร้างในสังคมมันดีขึ้น และดีต่อทุกคน นั่นคือสังคมในฝัน

“เพราะฉะนั้น ผมถึงเรียกร้องให้ทุกคนหันมาสนใจ ปลุกกระแสการเลือกตั้ง ส.ว. อย่าคิดว่า ส.ว.และรัฐสภาคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญเวลาปัจจุบัน อายุน้อยลงเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องอายุ 40 ปี คนที่รู้ปัญหาในสังคม และพวกเราสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ทุกคน ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง

เพราะ ส.ว.คือประชาชนที่สัมผัสกับปัญหาโดยตรง อาจจะเป็นพ่อค้า แม่ค้าในตลาดที่ตั้งสหกรณ์ร่วมทุกข์ในตลาดแห่งหนึ่ง และเรารู้อยู่แล้วว่าใครจะสามารถรวบรวมความคิดของคนอื่นๆ ที่มีปัญหาและนำมาถ่ายทอดต่อได้ มารวมกลุ่มกันเป็น ‘สหภาพจำแลง’ หรือ ‘สหกรณ์ร่วมทุกข์’ และระดมทุนช่วยกันและผลักดันให้เป็นตัวแทนเสียงของเรา” ผศ.ดร.ทัศนัยกล่าว และว่า

เนื่องจากพลังจารีตนิยมกลัวความเป็นจริง กลัวกติกาความเป็นเหตุเป็นผล กลัวการเลือกตั้งทุกรูปแบบ เพราะคือสถิติคณิตศาสตร์ที่มีความเป็นเหตุเป็นผล อยากให้ทุกคน ทุกกลุ่มอาชีพ ทุกเครือข่าย ร่วมปรึกษาหารือกัน เพราะทุกคนมีปัญหากันทั้งนั้น เราช่วยกันเข้าไปเปลี่ยนประเทศนี้ไปด้วยกัน