‘จารุนันท์’ ศิลปินศิลปาธร ลง ส.ว. หวังสังคมเปิดกว้าง

10.05.24 | 22:30 น.

จารุนันท์ พันธชาติ
นักการละครเจ้าของรางวัลศิลปาธร สาขาการแสดง กลุ่ม B-Floor Theatre

ที่สนใจลงสมัคร ส.ว. ตอนแรกคิดว่าอยากสมัครเพื่อเข้าไปเป็นโหวตเตอร์ เพราะเห็นก่อนหน้านี้ 3-4 เดือนที่แล้วใน X (ทวิตเตอร์) เริ่มมีการคุยกันว่า ส.ว.ชุดนี้กำลังจะหมดอายุแล้ว เราก็แบบ ‘เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้น’ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้ตามอะไรมากนัก จนนึกได้ว่า โอเค เราจะต้องไปลงทะเบียนเพื่อสานฝัน ในการที่จะไปโหวต

ตอนแรกก็รู้สึกว่า คงมีแค่คนที่อายุ 40 ขึ้นไปเท่านั้น ที่จะไปช่วยกันยืนยันว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร ส่วนตัวรู้สึกว่าเราอยู่ในสังคมที่วนเวียนอยู่อย่างนี้ แล้วการเมือง วิธีการแก้ปัญหาหรือไอเดียอะไรต่างๆ มันก็วนซ้ำๆ พอทำอะไรไม่ได้ก็รัฐประหาร เอาคนนั้นคนนี้เข้ามาในการมือง ก็รู้สึกว่าประเทศมันไม่ไปไหนสักที แล้ว ส.ว.ก็ยังเป็นกลไกล ที่ยังเป็นมรดกของคณะรัฐประหารอยู่ เกาะคอกันไปเรื่อยๆ ก็เลยบอกเพื่อนๆ เดี๋ยวเราจะลงสมัครส.ว. แต่ไหนๆ จะสมัครแล้ว ก็ตัดสินใจเป็นแคนดิเดต ส.ว.ไปด้วยเลย

ส่วนตัวทำละครเวทีมา 20 กว่าปีแล้ว ในกลุ่ม B-Floor จึงจะลงสมัครในกลุ่มศิลปิน ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้คิดเรื่องที่ว่าตัวเองเป็นหรือไม่ได้เป็นศิลปิน เพราะว่าอย่างน้อยเราก็เป็นประชาชน แต่เมื่อมีการกำหนดกลุ่ม แล้วเราเป็นคนที่ทำงานด้านนี้ มีอาชีพทางด้านนี้จึงเลือกลงกลุ่มนี้ จริงๆ แล้ว ในสังคมที่เปิดกว้าง ยอมรับความหลากหลายและเสียงที่ต่างกัน เราจะมีพื้นที่ที่รับฟังกัน คิดว่าเราก็เป็นแค่คนๆ หนึ่งที่อยากจะส่งเสียงออกไปบ้าง แค่นั้นเอง

ส่วนการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ ที่แบ่งเป็น 20 กลุ่ม ตอนนี้มันก็ค่อนข้างจำกัด เพราะว่าในความเป็นจริงไม่ได้มีคนแค่ 20 กลุ่มอาชีพ แต่มันมีหลากหลายมากกว่านั้น แล้วชีวิตคนหลายๆ คนก็ไม่ได้ทำอยู่งานเดียว แต่ที่ต้องไปลงในกลุ่มนี้ ก็เพราะกติกาเป็นอย่างนั้น เลยต้องเป็นอย่างนั้นมากกว่า เราก็ยังคิดถึงสังคมประชาธิปไตยที่เปิดกว้างกว่านี้ ในงานด้านศิลปะที่เราทำเอง ก็คิดว่าคงจะมีพื้นที่และได้รับการสนับสนุนมากกว่านี้ด้วย

Advertisement

ถ้าพูดถึงบทบาทของ ส.ว. เท่าที่เราเข้าใจ หน้าที่ของ ส.ว.คือการทบทวนและพิจารณาด้านกฎหมาย ซึ่งเราค่อนข้างเชื่อในความหลากหลายและก็คิดว่ามันควรจะมีพื้นที่สนับสนุนความหลากหลาย ให้สิทธิ ให้เสียงกับคนที่ตะโกนได้ไม่ดังพอ ถ้าเป็น ส.ว.แล้วจะต้องสนับสนุน เห็นกับกฎหมายด้านไหน ที่มันจะซัพพอร์ตและทำให้เราออกจากวังวนอะไรแบบนี้ได้ เราก็คงจะให้ผ่าน

ส่วนตัวตัดสินใจไม่นานก่อนลงสมัคร ตอนแรกก็เข้าใจว่าจะคล้ายๆ กับการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่แค่ไปลงทะเบียนแล้วก็ไปโหวต แต่อ้าว! มันไม่ใช่ เราเข้าใจผิดไปหมดทุกอย่าง ซึ่งจริงๆ แล้วมีคนเข้าใจผิดอย่างนี้เยอะ นึกว่าแค่เราเข้าไปคูหาแล้วกาก็จบ พอเราเริ่มต้นด้วยการที่จะเป็นโหวตเตอร์ ก็เลยคิดว่าไม่ได้ยาก เพียงแค่เข้าไปเช็กว่ามีผู้ที่จะลงสมัคร มีการสนับสนุนพรรคอะไรหรือไม่ และมีเงินที่ต้องจ่ายค่าสมัคร 2,500 บาท ซึ่งก็ต้องไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายของตัวเองนิดหน่อย เราควรจะเบียดเงินจากตรงไหนมาจ่ายตรงนี้ ? ค่าใช้จ่ายประจำวันก็ใช้เตรียมความพร้อมในเรื่องนั้น ก็ไปที่ โครงการอินเตอร์เนตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ ให้เขาช่วยเช็กว่ามีคุณสมบัติผ่านหรือไม่

จริงๆ ระเบียบที่ออกแบบมา ก็เชื่อว่าคนที่เคยสมัครจะมาเป็นเคนดิเดตกันทั้งนั้น สุดยอดจริงๆ ควรไปออกแบบกฎเกณฑ์ใหม่ในเรามองว่าค่าสมัคร 2,500 บาท กีดกันประชาชนสุดๆ ค่าแรงขั้นต่ำเราเขายังไม่ขึ้น 400 บาทเลย จนต้องประท้วงกัน ดังนั้น 2,500 บาทนี้เราว่ามันแปลกๆ ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น คนที่มีเงินจ่าย 2,500 บาทเท่านั้นเหรอถึงจะยืนยันว่าคุณจะสามารถอ่านหนังสือ-อ่านกฎหมายได้ดีกว่าชาวบ้าน แล้วก็ทบทวนกฎหมายที่ ส.ส.ส่งเข้าสภาฯ มาได้ ? ไม่รู้ว่าคนที่คิดระเบียบนี้ เขาคิดอย่างไร

แล้วอย่างนี้คนที่เขาอยากจะลงสมัคร สมมติว่าเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน หรือศิลปิน แล้วเพื่อนๆ ที่ทำงานด้วยกันรู้สึกว่าอยากจะไปโหวตสนับสนุน เขาก็ต้องจ่าย 2,500 บาท ซึ่งบางทีเขาก็อาจจะคิดว่าเราเอาเงินไปทำละคร ทำโปรดักชั่น ดีกว่าไหม มันจะมีใครที่มีโหวตเตอร์ฐานเสียงเยอะ เพราะก็ตามเสียงของอาชีพ หรืออาจจะเป็นแบบไม่ให้เสียงสนับสนุน ถ้าเราจนก็ไม่มีเพื่อนไปช่วยโหวตด้วย เราก็แย่

จริงๆ เรามองว่ามันก็เป็นความท้าทายของสังคมเลยนะ ท้าทายว่ามันจะออกเป็นอย่างไร ท้าทายว่าพวกเราจะรู้ถึงความสำคัญของการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ไหม ทั้งๆ ที่มันเป็นตำแหน่งชี้เป็นชี้ตายอะไรหลายๆ อย่าง แล้วก็ท้ายทายว่าเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มีคุณสมบัติถึง จะช่วยกันลงแรงสักตั้งไหม เป็นปัญหาที่เขากีดกันคนรุ่นหนุ่มสาวกว่าเรา ทั้งๆ ที่อนาคตมันเป็นของพวกเขา บางทีคนรุ่นเราอาจจะตามอะไรไม่ทัน ความท้ายทายในสังคมอนาคตที่เราอาจจะนึกไม่ถึง แต่เขาเริ่มเห็นรอยแล้ว เราก็ต้องเป็นคนที่จะพิจารณาเรื่องพวกนี้ เอาแค่เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นก็กีดกันคนไปประมาณหนึ่งแล้ว

ก็คาดหวังว่า ส.ว.ชุดใหม่จะไม่เป็นเครื่องมือต่ออายุของคณะรัฐประหารเงา มันควรจะปลอดโปร่ง และท่าทีในการที่จะพิจารณา ก็ควรจะพิจารณากฎหมายแค่ในระดับให้ความเห็น แต่การให้สิทธิ ส.ว.ในระบบ ส่วนตัวมองว่ามันไม่ควรจะขนาดนั้นเพราะคุณไม่ยึดโยงกับประชาชน ดังนั้น ส.ว.ให้มี หรือไม่มีก็ยังได้