เปิดภารกิจ‘เศรษฐา’ ลุย ตปท.-บูมไทยในเวทีโลก

12.05.24 | 09:33 น.
เปิดภารกิจ‘เศรษฐา’ ลุย ตปท.-บูมไทยในเวทีโลก
เศรษฐา ทวีสิน

ตั้งแต่ต้นปี 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี คิวแน่นเดินสายไม่ว่างเว้น ทั้งภาคเหนือ อีสาน ใต้ รวมถึงเยือนต่างแดน ในเดือนมีนาคม 2567 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม นายเศรษฐาทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ในขณะนั้น) เปิดตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล แถลงวิสัยทัศน์ “IGNITE THAILAND, AVIATION HUB” เพื่อประกาศถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค หลังจากที่เดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว “เที่ยวใต้สุดใจ” 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 27-29 กุมภาพันธ์ ซึ่งหากย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นปี นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน รวมถึงภาคใต้ เพื่อไปตรวจราชการและติดตามงานในด้านต่างๆ และยังคงทำหน้าที่เป็นเซลส์แมนเดินสายไปยังต่างประเทศต่อเนื่องเป็นระยะ

ช่วงเดือนมกราคม ระหว่างวันที่ 15-19 มกราคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ประจำปี 2024 ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส โดยมีกำหนดพบหารือผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก

เดือนกุมภาพันธ์ เริ่มต้นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เดินทางไปยังกรุงโคลัมโบ สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ในโอกาสการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาอย่างเป็นทางการ มุ่งสานสัมพันธ์ทวิภาคีที่ใกล้ชิด ผลักดันความร่วมมือเพื่อประโยชน์ประชาชนทั้งสองประเทศ เข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราชสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ครั้งที่ 76 ในฐานะแขกเกียรติยศ และเดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์

เดือนมีนาคม วันที่ 4-6 มีนาคม ประเดิมด้วยการเยือนประเทศออสเตรเลีย เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-ออสเตรเลีย มีการหารือกับภาคเอกชนเพื่อขยายการค้าการลงทุน โดยการเยือนออสเตรเลียของนายเศรษฐาถือเป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2566

หลังจากนั้น ในวันที่ 7 มีนาคม เดินทางต่อไปประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนี เข้าพบ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ก่อนมีกำหนดการเข้าพบ นายโอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และร่วมหารือกับภาคเอกชน จนถึงวันที่ 13 มีนาคม

Advertisement

หากนับเวลาหลังการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา นายเศรษฐาเดินทางปฏิบัติต่างประเทศรวมแล้ว 14 ประเทศทั่วโลก ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา (2 ครั้ง), กัมพูชา, ฮ่องกงและจีน (จีนและฮ่องกงนับเป็นประเทศเดียวกัน), บรูไน, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ซาอุดีอาระเบีย, สปป.ลาว, ญี่ปุ่น, สมาพันธรัฐสวิส, ศรีลังกา, ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส และล่าสุดประเทศเยอรมนี (นับตั้งแต่เข้าปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 4 กันยายน 2566-14 มีนาคม 2567)

ในการแถลงวิสัยทัศน์ “IGNITE THAILAND : จุดพลัง รวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง” นายกรัฐมนตรี นายเศรษฐากล่าวไว้ว่า ความขัดแย้งและปัญหาการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บดบังศักยภาพ บดบังแสงสว่างของประเทศไทย ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ความสงบและความสมัครสมานสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจกันของพวกเราทุกคนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่เราจะเริ่มต้นให้ชาวโลกรู้ว่าแสงสว่างในประเทศไทยเกิดขึ้นแล้ว ประเทศไทยเปิดแล้ว และในเดือนพฤษภาคมนี้เป็นอีกครั้งที่นายกรัฐมนตรีเดินสายต่างประเทศ หลังได้ลงพื้นที่ภายในประเทศอย่างหนักตลอดสองเดือนที่ผ่านมา

โดยระหว่างวันที่ 15-21 พฤษภาคม 2567 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทาง เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส พบกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ครั้งที่ 2 ในปีนี้ และการเยือนสาธารณรัฐอิตาลีอย่างเป็นทางการ

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี และคณะ มีกำหนดการเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อนำคณะนักธุรกิจไทยร่วมงาน Thailand-France Business Forum & Roundtable ระหว่างวันที่ 15-16 พฤษภาคม 2567 การเยือนสาธารณรัฐอิตาลีอย่างเป็นทางการ และกิจกรรมคู่ขนาน ระหว่างวันที่ 17-21 พฤษภาคม 2567 ณ เมืองมิลานและกรุงโรม และการเข้าร่วมการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2567 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างมากในช่วง 3 เดือน ภายหลังการเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 7-12 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมาโดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบหารือทวิภาคีกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ เพื่อติดตามผลการเยือน โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และ Soft Power พร้อมทั้งนำคณะนักธุรกิจไทยร่วมงาน Thailand-France Business Forum &Roundtable ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ในห้วงการเยือน

หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐอิตาลีอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งพบหารือทวิภาคีกับ นางจอร์จา เมโลนี นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอิตาลี โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะกระชับความร่วมมือในสาขาที่ไทยและอิตาลี ศักยภาพ อาทิ 1.ด้านพลังงานหมุนเวียน 2.การท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3.วิทยาศาสตร์การแพทย์และเภสัชกรรม 4.ด้านกลาโหม รวมทั้งแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ที่จดทะเบียน GI ในยุโรป การส่งเสริมธุรกิจ SMEs ด้านอวกาศ และความยั่งยืนทางอาหาร ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะมีกำหนดการพบหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ระดับโลกของอิตาลีและจะเชิญชวนให้ภาคเอกชนอิตาลีลงทุนในไทย โดยเฉพาะ ด้านแฟชั่น และ soft power ด้านการเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ และพลังงาน ซึ่งรวมทั้งจะได้พบหารือกับประธาน The National Chamber of Italian Fashion องค์กรที่มีความสำคัญด้านแฟชั่นของอิตาลีอีกด้วย

⦁เปิดกำหนดการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 15-16 พฤษภาคม 2567 ณ กรุงปารีส และการเยือนสาธารณรัฐอิตาลีอย่างเป็นทางการ และกิจกรรมคู่ขนาน

ระหว่างวันที่ 17-21 พฤษภาคม 2567 ณ เมืองมิลานและกรุงโรม

1.วัตถุประสงค์การเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส นำคณะนักธุรกิจไทยร่วมงาน Thailand-France Business Forum & Roundtable ซึ่งเป็นผลจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในโอกาสการเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 7-12 มีนาคม 2567 ทั้งนี้ การจัดงาน Thailand-France Business Forum & Roundtable เป็นการจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างกัน และเชิญชวนให้ฝรั่งเศสลงทุนในไทยมากขึ้น
⦁เน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมอย่างมาก ในช่วง 3 เดือน ภายหลังการเดินทางเยือนฝรั่งเศส ของนายกรัฐมนตรี
⦁พบหารือกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อติดตามผลการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และ soft power
⦁โดยเฉพาะด้าน Soft Power ผ่านการเยือนไทยของผู้บริหาร เมื่อเดือนเมษายน 2567 รวมถึงความก้าวหน้าในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พลังงานสะอาด อวกาศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการค้าการลงทุน
⦁พบหารือกับนาง Bénédicte Épinay ผู้อำนวยการใหญ่และ CEO องค์กร Comité Colbert เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้าน Soft Power และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
⦁พร้อมเชื่อว่าจะต่อยอดความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่ไทยและฝรั่งเศสมีศักยภาพร่วมกัน และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ตามที่ระบุไว้ในแผนการ (Roadmap) การดำเนินความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ.2022-2024

กำหนดการสำคัญ
⦁เข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาในงาน Thailand-France Business Forum & Roundtable
⦁พบหารือและรับประทานอาหารกลางวันกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส
⦁พบหารือนาง Bénédicte Épinay ผู้อำนวยการใหญ่และ CEO องค์กร Comité Colbert

2.วัตถุประสงค์การเยือนสาธารณรัฐอิตาลีอย่างเป็นทางการ
⦁พบหารือกับนางจอร์จา เมโลนี (Giorgia Meloni) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอิตาลี เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือในสาขาต่างๆ ที่ไทยและอิตาลีมีศักยภาพร่วมกัน
⦁เชิญชวนให้อิตาลีลงทุนในไทย โดยเฉพาะ (1) ด้านแฟชั่นและ soft power (2) ด้านอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร (3) พลังงานสะอาด (4) อวกาศ (5) วิทยาศาสตร์การแพทย์และเภสัชกรรม (6) อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และ (7) โครงการแลนด์บริดจ์
⦁ส่งเสริมความร่วมมือในด้านที่ไทยและอิตาลีมีศักยภาพ อาทิ (1) ด้านพลังงานหมุนเวียน (2) การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (3) วิทยาศาสตร์การแพทย์และเภสัชกรรม (4) ด้านกลาโหม
⦁แลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ที่จดทะเบียน GI ในยุโรป การส่งเสริมธุรกิจ SMEs ด้านอวกาศ และความยั่งยืนทางอาหาร
⦁ผลักดันประเด็น (1) การยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยในเขตเชงเกน (2) การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป ให้สามารถสรุปภายในปี 2568 (ค.ศ.2025)
(3) การให้สัตยาบันในกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Partnership and Cooperation Agreement: PCA) ระหว่างไทย-สหภาพยุโรป และ (4) การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
⦁ผลักดันการรับแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากอิสราเอลไปทำงานในอิตาลีในอนาคต

โดยกำหนดการทางการ นายกรัฐมนตรี
⦁พบหารือกับนายกรัฐมนตรีอิตาลี ร่วมงานเลี้ยงต้อนรับอาหารกลางวัน
⦁พบหารือกับนาย Carlo Capasa, Chairman of the National Chamber of Italian Fashion
⦁นาย Attilio Fontana ผู้ว่าการแคว้นลอมบาร์เดีย เข้าพบนายกรัฐมนตรี
รวมทั้งจะกล่าวเปิดงาน Thai-Italy Economic Seminar (รอยืนยัน)

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีพบหารือกับภาคเอกชนสำคัญ พร้อมเยี่ยมชมโรงงาน และหารือบริษัท Zegna (บริษัทเสื้อผ้าบุรุษ) เยี่ยมชมห้าง Rinascente สาขาเมืองมิลาน หารือบริษัท Leitner (บริษัทเทคโนโลยีด้านการเกษตร) เยี่ยมชมโรงงานชีส Boni เยี่ยมชมโรงงานแปรรูปเนื้อ Italia Alimentari หารือธนาคาร Intesa เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และหารือสมาคมการออกแบบอุตสาหกรรม หารือบริษัท Leonardo (บริษัทด้าน aerospace การบิน และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ) หารือบริษัท Generali International (บริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี) หารือบริษัท ENI (บริษัทด้านพลังงาน) หารือบริษัท Barilla (บริษัทผลิตเส้นและซอสสปาเกตตี้) หารือบริษัท Ducati (บริษัทรถจักรยานยนต์) หารือบริษัท Ferrero (บริษัทผลิตช็อกโกแลต) เยี่ยมชมสตูดิโอและหารือบริษัท Bulgari (บริษัทเครื่องประดับ)

หลังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อพบกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ครั้งที่ 2 และการเยือนสาธารณรัฐอิตาลีอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 15-21 พฤษภาคม 2567 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2567

วัตถุประสงค์การเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้
⦁เข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาในการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนญี่ปุ่น และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนญี่ปุ่นเข้ามาในไทยมากขึ้น
⦁ภาคธุรกิจญี่ปุ่นจะสนใจติดตามฟังปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีไทยเสมอ เนื่องจากไทยเป็นแหล่งลงทุนที่ใหญ่ และสำคัญที่สุดของญี่ปุ่นในอาเซียน
⦁ปีนี้หัวข้อหลักของการประชุม Nikkei Forum คือ Asian Leadership in an Uncertain World
⦁Key messages ในปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีสะท้อนว่าการเมืองและเศรษฐกิจของไทยมี resilience สูงและยังมีโอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้าง ไทยและญี่ปุ่นยังคงเป็น trusted and true partners ผู้นำไทยมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เสนอให้เอเชียมี collective leadership เพื่อก้าวข้ามสถานการณ์โลกที่ผันผวน ท้าทาย เพราะเศรษฐกิจเอเชียเข้มแข็งมีพลวัตสูงที่สุดในเวลานี้ โดยเอเชียควรเร่งร่วมมือ 4 ด้าน คือ (1) การเชื่อมโยงด้านการค้าการลงทุนเพื่อเปิดโอกาสธุรกิจมากขึ้น (2) เสริมสร้าง ความยั่งยืนโดยเน้นเศรษฐกิจและพลังงานสีเขียว (3) การร่วมกันเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และ (4) การปรับกระบวนทัศน์ของระบบพหุพาคีใหม่
โดยกำหนดการสำคัญ นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาในการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29 (กล่าวปาฐกถาเป็นภาษาอังกฤษ) พร้อมให้สัมภาษณ์ Nikkei + Nikkei Asia และ TV Tokyo + BS TV Tokyo

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบหารือกับภาคเอกชนสำคัญ อาทิ
⦁หารือกับผู้บริหารบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ด้าน Smart Electronics / BCG / ธุรกิจการค้าและสถาบันการเงิน (BOI อยู่ระหว่างทาบทาม)
โดยสิ่งที่คาดว่าจะได้จากการเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ ทั้งฝรั่งเศส อิตาลีและญี่ปุ่น
⦁การเดินทางเยือน 3 ประเทศในครั้งนี้ นอกจากจะยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นการแสวงหาโอกาสทางการค้าการลงทุนของประเทศไทย นำเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ เพื่อกระจายรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาในการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29 ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนญี่ปุ่น และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนญี่ปุ่นเข้ามาในไทยมากขึ้น ซึ่งในการประชุมนี้ ภาคธุรกิจญี่ปุ่นจะสนใจติดตามฟังปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีไทยเสมอ เนื่องจากไทยเป็นแหล่งลงทุนที่ใหญ่ และสำคัญที่สุดของญี่ปุ่นในอาเซียน ซึ่งหัวข้อหลักของการประชุมในปีนี้คือ “Asian Leadership in an Uncertain World” โดยนายกรัฐมนตรีจะเน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นในการเมืองและเศรษฐกิจของไทย และโอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้าง