แรงงาน เรียกร้องก่อนเปิดประชุมนายจ้าง พร้อมให้กำลังใจ ‘พิพัฒน์’ หนุนค่าแรง 400 บาท
เวลา 08.30 น. เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่กระทรวงแรงงาน สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นำโดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน สสรท. เข้าส่งหนังสือร้องเรียนถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมแสดงสัญลักษณ์ในการ “สนับสนุนปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราที่เท่ากันทั้งประเทศ”
โดยมีการนำสาธารณูปโภคและป้ายราคามาติดไว้ เช่น ครก สากกะเบือ ราคา 400 บาท น้ำมัน 90 บาท ไข่ไก่ 45 บาท บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 7 บาท ผัก 20 บาท และติดป้าย “แพง” ไว้ด้วย พร้อมทั้งเซ็นชื่อกำกับลงบนครก เพื่อการันตีว่าจะเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท

นายสาวิทย์ให้สัมภาษณ์ว่า สสรท.ได้มีความพยายามขับเคลื่อนเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ ที่ผ่านมาได้มีการเสนอตัวเลขหลายตัวที่ได้มาจากการสำรวจทั่วประเทศ สูงสุดที่เคยเสนอคือ 712 บาท ดูแล้วเหมือนจะไปลำบากก็เลยปรับมาที่ 492 บาท ซึ่งเป็นการเสนอเชิงประนีประนอมแต่สิ่งที่เราต้องการที่สุดคือ ต้องการให้อัตราค่าจ้างเท่ากันทั้งประเทศ

“วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ประกาศบนเวทีเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม ประกาศว่า 400 บาทเท่ากันทั้งประเทศ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและน่ายินดี เพราะราคาสินค้าเท่ากันทั่วประเทศ ชีวิตของประชาชนและพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ผูกพันอยู่กับร้านสะดวกซื้อ ซึ่งทั่วประเทศก็มีอยู่หลายค่าย รวม 3-4 หมื่นร้าน ส่วนร้านโชห่วยเล็กๆ ก็ปิดหมดแล้ว ซึ่งราคาสินค้าทั่วประเทศตามที่เราได้สำรวจไป ในสินค้าชนิดเดียวกัน โดยให้พี่น้องแรงงานทั่วประเทศซื้อมาแล้วส่งใบเสร็จมาที่เรา ปรากฏว่าราคาเท่ากันทั้งประเทศ ฉะนั้น จะไม่มีเหตุผลที่จะทำให้อัตราค่าจ้างต่างกัน เพราะจะเกิดความเหลื่อมล้ำ จะทำให้แรงงานที่อยู่ในชนบท อพยพเข้าสู่เขตค่าจ้างที่สูงกว่า ก็จะทำให้ชนบทแทบไม่มีแรงงานหนุ่มสาว ดังนั้น ถ้าค่าจ้างเท่าเทียมกัน และมีการสร้างระบบความปลอดภัยสิ่งแวดล้อมให้ดี เราก็ทำให้ประเทศทั้งหมดเจริญไปด้วยกันได้” นายสาวิทย์กล่าว

นายสาวิทย์กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากเรื่องของการปรับขึ้นค่าจ้างแล้ว เราก็เสนอว่าให้มีการควบคุมราคาสินค้า เพราะถ้าคนงานไม่เรียกร้องขึ้นค่าจ้างแล้วชีวิตคนงานจะอยู่อย่างไร ซึ่งเมื่อปรับขึ้นแล้วกลุ่มทุนก็อาจจะกำไรลดลงแต่ไม่ถึงขั้นล้มละลาย ตนจึงอยากขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่ออกมาคัดค้าน ซึ่งเชื่อว่าการปรับขึ้นค่าจ้าง 400 บาท จะเกิดประโยชน์ให้กับประเทศ และยังสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศอย่างยั่งยืน เพราะคนงานส่วนใหญ่ได้เงินมาก็ซื้อหมด ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยหรือแรงงานข้ามชาติ ต่างต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ซึ่งจะสร้างการหมุนเวียนเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืนด้วย
ถามว่ามีความกังวลว่าเมื่อปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทแล้วผู้ได้รับประโยชน์จะเป็นแรงงานข้ามชาติมากกว่าแรงงานไทย นายสาวิทย์กล่าวว่า สถิติตัวเลขแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยมีเพียง 2-3 ล้านคนเท่านั้น แต่คนทำงานไทยมีถึง 41 ล้านคน และยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่กินค่าจ้างขั้นต่ำ ดังนั้น สสรท.และ สรส. จึงได้มาเรียกร้อง พร้อมขอให้มีการบังคับใช้ค่าจ้างขั้นต่ำ ให้เป็นค่าจ้างแรกเข้า และมีการปรับขึ้นค่าจ้างตามโครงสร้างสถานประกอบการ
ด้าน นายพิพัฒน์กล่าวว่า ยืนยันถึงเจตนารมณ์ในการปรับค่าจ้าง 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ แต่ต้องเข้าใจว่ามันจะปรับค่าแรง 400 ทั่วประเทศไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ตามที่คิดและตั้งใจทั้งหมด แต่ก็จะเดินหน้าไปพร้อมกันตนและปลัดกระทรวง ข้าราชการจะสู้เพื่อชาวแรงงานอย่างเต็มที่ เพราะมีการปรับค่าจ้าง 300 บาทตั้งแต่ปี 2554 ผ่านมากกว่า 10 ปี วันนี้ค่าจ้างยังก้าวไปไม่ถึง 400 บาท นายกรัฐมนตรีไม่ให้กระทรวงแรงงานไปพิจารณากับค่าจ้างซึ่งได้มีการหารือกันแล้วคิดว่าถึงเวลาที่ต้องปรับ 400 บาท เพื่อเป็นก้าวแรกก่อนที่จะมีการปรับค่าจ้างในอัตรา 600 บาท ในปี 2570 โดยกระทรวงพาณิชย์จะต้องช่วยควบคุมราคาสินค้าไม่ให้สูงขึ้นเมื่อมีการปรับค่าจ้าง ส่วนกระทรวงแรงงานจะหารือสภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าฯ และ sme เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือในด้านต่างๆ อาทิ ด้านภาษี และการอัพสกิล รีสกิล ให้กลุ่มลูกจ้าง โดยยืนยันจะทำให้เร็วที่สุดตามที่ได้รับมอบหมาย

