หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการประเมินภาพรวมด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ภายหลังครบรอบ 1 ปีของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2566 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ภาพรวมของรัฐบาลในชุดนี้ พยายามที่จะเดินสายแนะนำ โดยเฉพาะการที่เดินสายไปต่างประเทศ พบปะนักธุรกิจ หรือผู้นำต่างประเทศ นำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับเหล่าผู้นำประเทศว่าประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครอง หรืออยู่รัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่าน ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 9 ปี นำมาสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเต็มตัว 100% รัฐบาลผสมแบบนี้ อาจจะสร้างมิติของความเชื่อมั่นได้ ประกอบกับการชูเรื่องนโยบายต่างๆ ที่พยายามจะดึงกลิ่นอายความสำเร็จในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย (ทรท.) มาใช้
รัฐบาลชุดนี้ประสบความสำเร็จในเรื่องของภาพในสายตาของต่างประเทศที่ดีขึ้น ในหลายเรื่องที่พยายามจะชูออกไป เห็นว่าการเดินหน้าในการสร้างมิติเรื่องการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ แม้ว่าการแก้ปัญหาปากท้องอาจจะไม่เห็นเป็นรูปธรรมก็ตาม แต่ในระยะเวลาเพียง 1 ปีที่มาได้ถึงขนาดนี้ ภายใต้การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) สลับขั้วที่เคยจับมือกับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แล้วมาจับมือกับรัฐบาลชุดเดิม คือ รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าให้คะแนนในภาพรวมอยู่ประมาณ 6.5 เต็ม 10 ค่อนข้างอยู่ในระดับดีพอใช้ ในส่วนผลงานที่เป็นสิ่งที่ประจักษ์ในรัฐบาลชุดนี้ ผมคิดว่าคือการสร้างวิสัยทัศน์ หรือความเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้มีความพยายามที่จะทำ อย่างเช่น แนวคิดของซอฟต์พาวเวอร์ ไม่ว่านิยามความคิดเห็น อาจจะถูกตั้งคำถามว่าเดินทางมาถูกหรือไม่ แต่คิดว่านำมาสู่การขับเคลื่อนหรือการตื่นตัวภาคกลไกของภาครัฐ การชูจุดแข็ง เช่น ลวดลายศิลปะบนลายเสื้อผ้าหรือกางเกง ที่เป็นสัญลักษณ์กางเกงรูปลิงลพบุรี เป็นต้น ผมคิดว่านี่คือการขานรับนโยบายอีกอย่างหนึ่งว่ารัฐบาลชุดนี้ทำทุกอย่างเพื่อกระตุ้นเม็ดเงิน การสร้างรายได้ของคนในประเทศ หรือการท่องเที่ยว
รัฐบาลชุดนี้พยายามที่จะเปิดตลาด ไม่ได้พึ่งพานักท่องเที่ยวจีน อาจจะมีนักท่องเที่ยว อินเดีย รัสเซีย มากขึ้น ดังนั้น การเดินสายของรัฐบาลพรรค พท.ไปยังต่างประเทศ ทั้งการไปแนะนำ การไปเปิดภาคธุรกิจให้ต่างประเทศได้รู้จักตลาดใหม่ๆ เรื่องเช่นนี้อาจจะไม่เห็นผลในระยะสั้น จะส่งผลในระยะยาวว่าการเดินทางศึกษาภาคธุรกิจต่างประเทศที่ผ่านมาจะมีผลที่เจริญงอกงามมากน้อยเพียงใดนั่นเอง จะเห็นได้ว่าระบบการท่องเที่ยวเริ่มกลับฟื้นตัวขึ้นมาแน่นอนว่าการหาจุดแข็ง ให้การขยายโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ระบบคมนาคม ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้เดินหน้าสานต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว อาทิ ทางด่วน หรือวางแผนการจะสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่เพื่อรองรับการขยายการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเยือนในประเทศไทย ดังนั้น จึงเป็นในแง่เรื่องของความฝันที่นำมามาสู่การเชื่อมโยงได้ว่า รัฐบาลชุดนี้วางแผนการจะขับเคลื่อนประเทศไทยในแบบที่รัฐบาลพรรค พท.ต้องการ
เมื่อมองถึงเศรษฐกิจในประเทศตอนนี้ ใน 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีการปรับค่าแรงขึ้น 400 บาท ถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดี แต่ในขณะเดียวกันต้องอย่าลืมผลกระทบที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบกลางขนาดกลาง ขนาดย่อย ผู้ประกอบการเหล่านี้ เขาไม่มีกำลังแข็งแรงพอที่จะไปซัพพอร์ตตรงนั้น ดังนั้นเป็นไปได้ที่แรงงานไทยจะประสบปัญหาทางด้านการจ้างงาน จะเกิดการจ้างงานแรงงานต่างด้าวมากยิ่งขึ้น มีค่าจ้างรายวันที่ถูกกว่า และคุ้มค่ากว่า คือการแสวงหาแรงงานต่างด้าวอาจจะเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นก็เป็นได้ อาจจะเกิดภาวะได้ไม่คุ้มเสีย ทั้งประเด็นความมั่นคงต่างๆ เพราะฉะนั้น ในมุมมองลูกจ้าง การขึ้นค่าจ้างแรงงาน 400 บาทต่อวัน เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ทำให้อาชีพเล็กๆ หรือแรงงานหาเช้ากินค่ำเกิดความเชื่อมั่น
ในการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาล จะเห็นในแง่ ครม.ด้านเดียว คือการสามารถเลือกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มารับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจอย่างครบวงจร ผมคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่น่าจะได้ภาพที่ดีกว่าที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแสดงว่าเขามีความตั้งใจ ทะเยอทะยานที่จะทำงานขับเคลื่อน โดยเฉพาะนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เป็นการเดิมพันอนาคต และความเชื่อมั่นของรัฐบาลพรรค พท. ส่วนดิจิทัลวอลเล็ตที่กำลังจะเกิดขึ้นในมุมมองส่วนตัวมองว่ายังมีอีกหลายด่าน เพราะว่าเป็นนโยบายพรรค พท.เพียงลำพัง แนวทางของความเชื่อหรือการแสดงออกของพรรคร่วมรัฐบาลยังอยู่ในลักษณะเพิกเฉย อยู่ในลักษณะตามมารยาท และต้นทุนทางสังคมที่มีวิวาทะกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนที่มีความเชื่อในฝ่ายอนุรักษนิยม หรือคนที่ไม่เชื่อมั่นในการทำงานรัฐบาลพรรค พท. แบงก์ชาติมักมีภาระทางต้นทุนของสังคมสูงกว่า ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ดิจิทัลวอลเล็ตอาจจะถูกตั้งคำถามจะนำมาสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจจริงหรือไม่
ครบ 1 ปี หลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่ผ่านมา ด้านการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาของรัฐบาล ผมมองว่าต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ ให้มีความหลากหลายทุกแพลตฟอร์มมากยิ่งขึ้น เพราะว่าเมื่อเปรียบเทียบคุณภาพการทำงานของฝ่ายค้านอย่างพรรค ก.ก. ต้องยอมรับการสื่อสารทางการเมืองกับประชาชน รัฐบาลยังตามหลัง ดังนั้น ต้องวางแผนทีมการทำงานให้มีความเข้มแข็ง ให้มีความหลากหลายมากกว่าที่เป็นอยู่ ให้เห็นถึงความสำเร็จของแต่ละกระทรวงว่ารัฐบาลชุดนี้ทำอะไรบ้าง ไม่เช่นนั้นประชาชนจะรู้สึกว่าหลังการเลือกตั้งครบ 1 ปี เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งนี้จะเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว หากพรรค พท.คิดจะอยู่ในสนามการเมือง เพื่อที่จะกลับมาได้รับชัยชนะเป็นพรรคอันดับ 1 ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ในระยะเวลาอีก 3 ปีข้างหน้าของพรรค พท.ในรัฐบาลชุดนี้ อาจจะมีการถูกเปรียบเทียบทุกอย่างที่ผ่านมา ประชาชนจะตั้งคำถามจากดิจิทัลฟุตพรินต์ว่า สิ่งใดทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ อะไรที่เคยสัญญาว่าจะทำ แต่ทำไม่ได้ จะถูกนำไปทดสอบสนามการเลือกตั้ง ตั้งแต่การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในปีหน้า จนถึงสนามเลือกตั้งในปี พ.ศ.2570 กับการที่รัฐบาลชุดนี้ครบวาระ 4 ปี ดังนั้นพรรค พท.ต้องมีผลงานเป็นรูปธรรมจะได้มีการชูผลงานในสนามการเลือกตั้งครั้งถัดไป

เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์
ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์
มหาวิทยาลัยศิลปากร
ภาพโดยรวมหลังจากการเลือกตั้งครบ 1 ปี มองว่าประเทศไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไรนัก เพราะด้วยตัวองค์ประกอบของรัฐบาลภายในยังคงเดิม เปลี่ยนเพียงแค่ตัวผู้นำรัฐบาลเป็นหลัก สิ่งที่ดูจะเป็นทิศทางที่ดีขึ้น คงจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบในสภาที่ทำงานได้มากขึ้น เพราะรัฐบาลที่นำโดยพรรค พท.มีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จากการเลือกตั้ง อาจจะไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลเดิม เพราะคงเป็นรัฐบาลผสม ที่ต้องทำให้รัฐบาลคอยฟังและยอม พรรคร่วมรัฐบาลค่อนข้างมาก ทำให้ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีนโยบายที่เป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไร ส่วนสถานการณ์อื่นทั้งมิติด้านเศรษฐกิจหรือสังคม ไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนักเพราะนโยบายของเขาที่หาเสียงไว้ยังไม่ได้เป็นรูปธรรม และประสบความสำเร็จเท่าไร
ตอนนี้ความคาดหวังของประชาชนที่มีหลังการเลือกตั้ง ยังคงคิดว่า รัฐบาลทำได้ต่ำกว่าที่เคยหาเสียงไว้ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับภาพลักษณ์ของพรรค ทรท. เป็นภาพลักษณ์ที่ดีกว่าในแง่ที่ว่า เขาพูดอะไรไว้ก็ทำได้ตามนั้น ถ้าเราใช้เกณฑ์นี้ในการวัดผลงานคงจะยังทำได้ไม่เท่าตอนนั้นส่วนการทำงานสภามีการผ่านกฎหมายสำคัญหลายร่าง ที่สามารถผ่านวาระที่ 1 หากเราสังเกตกระบวนการทำงานในสภา จะเห็นการทำงานแบบกันพรรค ก.ก. เสนอกฎหมายค่อนข้างเยอะ อาจจะเตรียมความพร้อมมามากกว่า ฝ่ายรัฐบาลเองจะทำส่งกฎหมายแนบคู่ขนานไปอีกทีหนึ่ง เพื่อที่จะแย่งพื้นที่กันในตรงส่วนนี้ เห็นว่าปริมาณกฎหมายที่เข้าสภาดูเยอะมากขึ้น ซึ่งเป็นบรรยากาศการทำงานที่ทำให้ฝั่งรัฐบาลต้องขยันขึ้น รู้ตัวว่าไม่ได้เป็นพรรคที่มีคะแนนเสียงสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทำให้ต้องสนใจข้อนี้มากขึ้น
หากมองข้อดีในมุมกลับ จากการที่มีพรรคคู่เปรียบเทียบเป็นพรรค ก.ก. จึงทำให้เขาต้องขยันกว่าเดิม เพราะว่ามีคู่แข่งที่ขยัน ทำให้บรรยากาศหลังเลือกตั้งที่ผ่านมา ภาคการเมืองตื่นตัวในการทำงานมากขึ้น เป็นผลในทางบวกของระบอบประชาธิปไตย แต่องค์ประกอบของรัฐบาลยังไม่ค่อยลงตัวสักเท่าไร กำลังพยายามสร้างผลงานกันอยู่ แต่จะยังไม่เข้ารูปเข้ารอย เห็นความพยายามของรัฐบาล ที่กำลังทำงานอย่างหนักในด้านเศรษฐกิจ เป็นจุดขายของพรรคของเขามาโดยตลอด เกี่ยวข้องกับเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นการที่พยายามทำเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเป็นความพยายามที่ดี แต่หลายอย่างยังคงมีความตะกุกตะกัก เช่น ดิจิทัลวอลเล็ตที่เลื่อนออกไปหลายครั้งอาจจะทำให้ความเชื่อมั่นของพรรคค่อนข้างเสื่อมลง
รวมถึงหากมองความเปลี่ยนแปลงในด้านสังคม จะเห็นกรณีการเสียชีวิตของนักกิจกรรมทางการเมืองในที่คุมขัง ทำให้เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ไปไหน แม้เราจะมีรัฐบาลที่เรียกว่า ฝ่ายประชาธิปไตย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เสรีภาพทางการเมือง และปัญหาภายในสังคมแทบไม่แตกต่างไปจากสมัยของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ด้านสถานการณ์ทางสังคมแทบไม่ได้แตกต่างจากเดิมทั้งที่ช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง มีการพูดถึงประเด็นเหล่านี้ในการหาเสียงเสียด้วยซ้ำว่า ต้องมีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบยุติธรรมของสังคม หลังการเลือกตั้งรัฐบาลทำงานมาแล้ว 10 เดือนสมมุติเขาบอกว่า มีความจำเป็นที่ต้องเร่งตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง แม้จะต้องเป็นรัฐบาลแบบผสม แต่แทบไม่เห็นผลงานที่ชัดเจน บางครั้งการเตะถ่วงมา 10 เดือน จน ส.ว.หมดอายุ แล้วค่อยตั้งรัฐบาลอาจจะเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ก็ได้ เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นเพราะประเทศเดินหน้าไปสักเท่าไร
สำหรับความคาดหวังทางการเมืองต่อจากนี้ รัฐบาลต้องทำให้เห็นว่าความพยายามทำตามสิ่งที่เขาหาเสียงเอาไว้ ไม่ใช่แค่เพียงการเจาะจงขับเคลื่อนเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่ควรเอาทุกเรื่องที่เคยหาเสียงมาทำให้ได้ เพื่อแสดงความตั้งใจในสิ่งที่เขาพูดไว้กับประชาชน อีกทั้งอยากเห็นภาพการเมืองในสภามีความเข้มแข็งมากขึ้น หมายถึงว่า พรรคการเมืองไม่ควรมองถึงแค่ผลประโยชน์อย่างเดียว ไม่ใช่มองว่าเป็นนโยบายของฝ่ายค้านหรือสนับสนุน แต่ควรปล่อยให้สิ่งเหล่านั้น สิ่งที่มีประโยชน์ถูกผลักดันออกมาผ่านกฎหมาย แก้ไขปัญหาผ่านสภาโดยที่ไม่ได้สนใจว่าใครเป็นคนเสนอ แต่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
ประชาชนมีความคาดหวังต่อนักการเมืองที่เลือกเข้าไปทำงาน เป็นความยึดโยงและกำกับการทำงานทางการเมือง ประชาชนต้องมีความตื่นตัวทางการเมือง เพราะอำนาจของเราไม่ได้หมดไปในวันเลือกตั้ง แต่เราเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่จำเป็นของอำนาจ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือ ตรวจสอบถ่วงดุลนักการเมือง ทั้งที่ตัวเองเลือกมาและไม่ได้เลือก ส่วนตัวนักการเมืองต้องเคารพประชาชนด้วย

