We Watch ชี้ช่อง จ้องจับตาเลือก ส.ว.67 ติง กระบวนการลึกลับ เสี่ยง ‘ฮั้ว’
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมเอนกประสงค์ ร.103 (ห้องทวี แรงขำ) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ถนนพระจันทร์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ We Watch จัดงาน เสวนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “ประชาชนจะสังเกตการณ์การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 67 ได้อย่างไร” โดยมี อาจารย์ ดร. ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters และ ศาสตราจารย์ ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย นางสาวอินทร์แก้ว โอภานุเคราะห์กุล ผู้สื่อข่าว The 101 World
เมื่อเวลา 14.45 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายอบรม We Watch ได้มีการแนะนำวิธีการสังเกตการณ์การเลือก ส.ว. 67 ให้กับประชาชน และกระบวนการที่ประชาชนควรจับตาดูเป็นพิเศษ โดย นายกฤต แสงสุรินทร์, นายภูมินทร์ พาลุสุข และ นายนนทวัฒน์ เหลาผา
นายนนทวัฒน์ กล่าวถึงจุดสำคัญของการสังเกตการณ์ของกระบวนการการเลือกตั้งส.ว. 67 ว่าโดยหลักๆ ที่ประชาชนควรให้ความสนใจนั้นคือ การเก็บหลักฐานและการรายงานผล โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 3 ส่วน ดังนี้
- ทำไมเราถึงต้องสังเกตการณ์การเลือกตั้งส.ว. ครั้งนี้
- การเก็บหลักฐานข้อมูล
- ชี้แนะวิธีการแจ้งเรื่องและการรายงานผล

“เหตุผลหลักที่ประชาชนต้องจับตาการเลือกตั้ง ส.ว. ครั้งนี้ 1.การเลือกตั้งส.ว. ครั้งนี้มาจากการเลือกกันเองและไม่ได้มาจากการเลือกโดยประชาชนทั่วไป
- กระบวนการการคัดเลือกผู้สมัครจะโหวตกันเองในพื้นที่ปิดลับและเป็นสถานที่ที่ต้องได้รับอนุญาตจากทาง กกต. เท่านั้นถึงสามารถเข้าไปได้ ถึงแม้ว่าจะมีกล้องวงจรปิด CCTV ฉายให้ประชาชนและสื่อมวลชนดูได้แต่เราก็ไม่รู้ว่ากล้องวงจรปิดนั้นก็จะสามารถใช้ได้จริงหรือฉายภาพได้ชัดเจนไหม
และ 3 มีการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วยระเบียบของ กกต. ที่วางกรอบให้ผู้สมัครในการแนะนำตัวว่าสามารถแนะนำตัวได้มากแค่ไหนอะไรที่พูดได้พูดไม่ได้ รวมไปถึงเหตุผลสุดท้ายนั้นคือ มีการปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชน ซึ่งจะทำให้ตัวสื่อมวลชนเองเลือกที่จะเซ็นเซอร์เนื้อหาหรือบทสัมภาษณ์แนะนำตัวของผู้สมัครบางส่วนเพื่อไม่ให้ออกอากาศด้วยข้อจำกัดและกฎระเบียบเคร่งขัดจากทางกกต. ซึ่งถ้าหากฝ่าฝืนก็จะมีโทษขั้นถึงจำคุกได้” นายนนทวัฒน์กล่าว
นายนนทวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ยิ่งกระบวนการการเลือกตั้งส.ว. ลึกลับมากเท่าไหร่ ก็จะส่งผลให้ ระบบมีการชี้นำให้มีการ “ฮั้ว” หรือที่เรียกว่าการตกลงกันอย่างผิดกฎมายและมีการทุจริตการเลือกตั้งจากคนที่อำนาจหรือผู้มีอิทธิพลมากขึ้นเท่านั้น
“การเอื้อต่อการทุจริตมักจะเกิดขึ้นจากอำนาจของผู้มีอิทธิพลและเจ้าหน้าที่รัฐและระบบการ ฮั้ว อาจจะส่งผลทำให้มีการเอื้อให้ มีส.ว. ที่ทุจริต หรือส.ว. สีเทา เข้าไปในระบบจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการตัดโอกาสของผู้สมัครท่านอื่นที่มีความตั้งใจที่จะอยากเข้ามาทำงานจริงๆ หรือคนที่อยากนำพาประเทศเดินไปข้างหน้าค่อนข้างสูง ซึ่งถ้าไม่มีการตรวจสอบให้ละเอียดก็อาจจะทำให้ประชาชนได้ส.ว. ชุดใหม่ที่ไม่ต่างจากชุดเดิมมาก
ดังนั้นจึงอยากเชิญชวน ให้ประชาชนทุกคนช่วยกันสอดส่องการเลือกตั้งส.ว. ครั้งนี้ในบทบาทที่แต่ละคนจะทำได้ อาทิ การตรวจสอบกระบวนการและสามารถเก็บหลักฐานต่างๆสำหรับรายงานผลได้หากพบการทุจริตและความไม่โปร่งใสในการรับสมัครส.ว. และการคัดเลือกผู้สมัครรอบนี้” นายนนทวัฒน์กล่าว
ด้าน นายกฤต แสงสุรินทร์ ได้ขยายความเพิ่มเติมในส่วนของการสังเกตการณ์และการเก็บหลักฐานการทุจริตการเลือกตั้งว่า การสังเกตการณ์ไม่ใช่แค่ การทำให้ระบบการเลือกตั้งนั้นโปร่งใสเท่านั้น แต่มันคือการต่อสู้กับระบบที่ทำให้มีการเอื้อส.ว. ที่มาจากระบอบเผด็จการ
“เบื้องต้นการเลือกส.ว. เป็นการเลือกตั้งที่ยากมาก กระบวนการการเลือกมีหลายขั้นตอน โดยการสังเกตการณ์การเลือกตั้งส.ว. จะมี 2 รอบ รอบแรกคือ นอก วันเลือกตั้งส.ว. ซึ่งก็คือตั้งแต่วันที่เปิดรับสมัคร จนถึงวันที่ส.ว. ชุดใหม่เข้าไปทำงานในสภา” นายกฤตกล่าว
เมื่อถามว่าทำไมต้องสังเกตตั้งแต่ นอก วันเลือกส.ว.
นายกฤต เปิดเผยว่า เนื่องจากโดยปกติผู้คนมักจะจับสังเกตในวันเลือกตั้งว่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่ แต่จริงๆ แล้วนั้นกระบวนการการทุจริตสามารถเกิดขึ้นได้ก่อนถึงวันเลือกตั้ง เราเลยจำเป็นที่ต้องป้องกันการทุจริตตั้งแต่วันนอกเลือกตั้ง
“โดยช่วงก่อนการเลือกตั้งการทุจริต 1.จะพบการซื้อเสียง 2.เจ้าหน้าที่กกต. ทุจริต เช่น การแอบบอกข้อมูลผู้สมัครว่าแต่ละกลุ่มอาชีพมีเท่าไหร่ และ การรับเงินจากผู้สมัครหรือผู้มีอิทธิพล 3.ผู้สมัครจงใจปฏิเสธการสมัคร: เช่น เอกสารไม่ครบถ้วน 4.ความรุนแรง การขมขู่ คุมคามจาก เจ้าหน้าที่รัฐ อาทิเช่น มีการโทรศัพท์ลับหลังข่มขู่ ทำให้ผู้สมัครรู้สึดหวาดกลัว และ 5.ความรุนแรง การขมขู่ คุมคามจาก ผู้อิทธิพล เช่น คนของผู้อิทธิพลจะสมัครนะ ห้ามลง ถ้าลงไปขัดขวาดก็อาจจะถูกทำร้ายได้
ซึ่งถ้าประชาชนปล่อยสิ่งเหล่านี้ครอบงำและเลือกที่จะปล่อยให้มันเงียบไปเอง ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆและอาจจะได้ ส.ว. ชุดใหม่ที่อยู่ภายใต้อำนาจของความไม่โปร่งใส แต่ ถ้าประชาชนหันมาช่วยรายงาน ช่วยกันตรวจสอบ ซึ่งถ้ามีคนจับตามากขึ้น คนเหล่านี้ก็อาจจะอ่อนกำลังลง ซึ่งประเด็นนี้อาจจะต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในพื้นที่ ต่างจังหวัด”นายกฤตเผย
นายกฤต ยังชี้อีกว่า แนวทางของการเก็บข้อมูลที่ดีเพื่อจับการทุจริต โดยจะต้องเจาะว่า ผู้กระทำคนนี้เป็นใคร สถานะ ตำแหน่ง กลุ่ม และการกระทำส่วนตัวของผู้กระทำ
“การกระทำที่บุคคลนั้นทำจนเข้าข่ายผิดกฎมายและกระทำต่อใคร รายละเอียดของการกระทำเช่นรุนแรงขนาดไหน กี่ครั้ง และใครเป็นผู้สนับสนุน ฯลฯ สถานที่เกิดเหตุและวัน เวลา ที่เกิดเหตุ รวมถึงสิ่งที่สามารถเก็บข้อมูลหลักฐานสำคัญในการจับทุจริตได้ คือ ภาพถ่าย,ภาพจากกล้องวงจรปิด,คลิปสัมภาษณ์ทางสื่อมวลชน ซึ่งการสังเกตการณ์โดยใช้หลักฐานเหล่านี้จะเป็นการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อให้ผู้สมัครทุกฝ่ายนั้น แข่งขันบนบรรทัดฐานเดียวกัน”นายกฤตชี้
ด้านนายภูมินทร์ ชี้แจงเหตุการณ์ในวันเลือกส.ว.ว่า วันเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนจะมีทั้งหมด 3 ระดับ ระดับแรกระดับอำเภอ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายน ระดับที่2 ระดับจังหวัด จะเกิดขึ้นในวันที่ 16 มิถุนายน และระดับที่ 3 ระดับประเทศ เกิดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน
“เราจะมีการสังเกตการณ์ใน 3 วันนี้เป็นหลัก ในวันเลือกตั้งที่อยากจะให้จับตาดู คือการดูเรื่องการจัดการการเลือกส.ว.ของเจ้าหน้าที่ ว่ามีประสิทธฺภาพหรือไม่ หรือมีปัญหาใดเกิดขึ้น เนื่องจากการจัดการเลือกที่มีปัญหาสะท้อนหลายอย่าง เช่น สะท้อนการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส” นายภูมินทร์ชี้

นายภูมินทร์ ชี้แจงอีกว่า สิ่งที่บ่งบอกว่าการจัดการเลือกส.ว.ไม่มีคุณภาพ หรือไม่มีประสิทธิภาพ อาทิ การนับคะแนนผิด, นับคะแนนไม่เปิดเผยจนผู้สมัครไม่สามารถตรวจสอบได้, ระบุเลขกลุ่มในบัตรผิด, แจกบัตรลงคะแนนผิด, รวมคะแนนผิด, ขีดคะแนนผิด รวมไปถึงวินิจฉัยบัตรดีบัตรเสียผิด เป็นต้น
“โดยในการเลือกส.ว.จะมีการเลือก 2 ครั้ง คือ การเลือกในกลุ่มอาชีพเดียวกัน และการเลือกไขว้ เพราะฉะนั้นการแจกบัตรลงคะแนนจะมีการแจกอยู่ 2 รอบ ถ้าหากเจ้าหน้าที่มีการแจกผิด ก็จะทำให้การลงคะแนนมันไม่ถูกต้อง อาจทำให้เสียเวลาและทรัพยากรได้” นายภูมินทร์ชี้
นายภูมินทร์ ชี้แจงอีกว่า สิ่งที่สำคัญ คือ 1.การที่เจ้าหน้าที่นับคะแนนไม่เปิดเผย หรือไม่สามารถตรวจสอบได้จากผู้สมัคร ก็จะสะท้อนในเรื่องของคุณภาพในการนับคะแนน
2 การดูว่าการเลือกตั้งมีการทุจริตหรือไม่ อาทิ แอบแก้ผลคะแนนผู้สมัคร สลับบัตรลงคะแนน เป็นต้น
3.พบการซื้อเสียงในสถานที่เลือก
4.มีบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของกกต. เข้าไปด้านในห้องของสถานที่เลือก
5.มีผู้สมัคร เข้า-ออก สถานที่เลือก ในขณะดำเนินการเลือกส.ว.
6.การโกงจากด้านนอกสถานที่เลือก อาทิ การขวางไม่ให้ไปทันเวลาลงทะเบียน การข่มขู่จากภายนอก เป็นต้น
7.ไม่มีการอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุ และผู้พิการ จนกระทบต่อการใช้สิทธิ
“หากพบความผิดปกติจากเหตุการณ์ในระหว่างการลงคะแนน หรือ การนับคะแนน สามารถทักท้วงให้มีการแก้ไขได้ โดยทำแบบทักท้วงโดยสามารถยกมือและขอใบทักท้วงได้จากเจ้าหน้าที่ ถ้าเป็นการทักท้วงในกลุ่มอาชีพเดียวจะเป็นแบบฟอร์มที่ชื่อส.ว.อ.24 หรือการทักท้วงเกิดขึ้นในช่วงการเลือกไขว้ในกลุ่มอาชีพ จะได้รับแบบฟอร์มชื่อ ส.ว.อ. 40 นอกจากนี้เราสามารถคัดค้านผลแพ้ชนะได้
ในกรณีที่เรามีหลักฐานว่าผลการเลือกตั้งไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งคนที่มีสิทธ์คัดค้าน คือคนที่สมัครและไปโหวตในอำเภอนั้นๆ สามารถคัดค้านในอำเภอที่ตนมีสิทธ์ แต่ไม่สามารถคัดค้านผลชนะจากอำเภออื่นได้
อีกสิ่งที่สำคัญในวันเลือกตั้งส.ว. เจ้าหน้าที่กกต.ไม่อนุญาตให้ทุกคนนำเครื่องมือสื่อสารเข้าไปในสถานที่เลือก ดังนั้น ในวันเลือกส.ว. อาจจะต้องใช้การจดจำ การจดบันทึก รวมไปถึงการร้องเรียนทักท้วงสิ่งผิดปกติที่เราเจอ”นายภูมินทร์ชี้
นายภูมินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับวิธีการรายงานผลและแจ้งเหตุ
“วิธีที่ 1 สแกนคิวอาร์โค้ด ลิงก์การสังเกตการณ์ จะเป็นในแบบกูเกิ้ลฟอร์ม โดยสามารถติดตามได้ที่หน้าเพจเฟซบุ๊กของ We Watch
วิธีที่ 2 โทรศัพท์แจ้ง Call Center We Watch เบอร์ 02-114-3189 สามารถรับเรื่องร้องเรียนและให้คำปรึกษา
วิธีที่ 3 ส่งข้อมูลให้ทีมจังหวัด สามารถส่งข้อมูลให้ผู้ประสานสังเกตการณ์ระดับจังหวัด ในพื้นที่ของท่านได้
วิธีที่ 4 การเก็บข้อมูลเชิงลึกแบบ Focus Group โดยจะจัดการสนทนาเล็กๆ ในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด หากผู้สมัครที่สนใจ หรือใครที่สนใจก็สามารถเข้าร่วมพูดคุยกับผู้สมัครคนอื่นๆ ได้” นายภูมินทร์กล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่าข้อมูลที่ส่งมานั้นทาง We Watch จะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้ที่รายงาน โดยไม่ได้รับอนุญาต

