จับสัญญาณเลือกส.ว. กติกาซับซ้อน ส่อฮั้ว-เงียบเหงา?

18.05.24 | 09:44 น.

ณัฐกร วิทิตานนท์

คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ยอดขอรับใบสมัครสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.. 6 วันที่ผ่านมา มียอดรวมเพียง 2 หมื่นคน โดยข้อมูลที่รับทราบจากคนที่ตั้งใจสมัคร ส..แต่เปลี่ยนใจ ส่วนหนึ่งเพราะกฎระเบียบของ กกต.ที่ออกมาค่อนข้างเข้มงวด และท่าทีที่ออกมาปรามห้ามทำผิดกฎหมาย ทำให้คนที่มีความรู้ด้านกฎหมายไม่มาก เช่น ชาวบ้านทั่วไปที่เป็นกลุ่มสตรี เกษตรกร ไม่กล้าลงสมัครเพราะกลัวทำผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันหลายกลุ่มอาชีพ เช่น ขายของออนไลน์มีความจำเป็นต้องใช้สื่อโซเชียล หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะงดใช้สื่อดังกล่าวช่วงที่มีการแนะนำตัว ทำให้คนจำนวนหนึ่งยอมถอยไม่ลงสมัคร ถือเป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายได้ว่าเหตุใดคนจึงไปขอรับใบสมัคร ส..น้อยกว่าที่ กกต.คาดการณ์ไว้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประเมินว่ามีความตื่นตัวมากกว่านี้

หากเปรียบเทียบกับการเลือก ส..ที่ผ่านมา ครั้งนี้ถือว่าคึกคักกว่าแต่อาจไม่คึกคักเหมือนการเลือกตั้ง ส.. เพราะมีเงื่อนไขที่คนต้องการลง ส..ต้องเสียค่าสมัคร 2,500 บาท จึงปิดกั้นโอกาสคนที่อยากลงสมัครแต่ไม่มีกำลังทรัพย์ ยังปิดโอกาสการดึงคนในวงกว้างเข้าสู่กระบวนการเลือก ส..ครั้งนี้ด้วย

Advertisement

ส่วนที่่ กกต.ออกมาประกาศผ่อนปรนเงื่อนไขให้ผู้สมัครสามารถแนะนำตัวผ่านสื่อโซเชียลได้ ไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนใจคนที่ถอนตัวไม่ลงสมัคร ส..ไปแล้วให้กลับมาลงสมัครได้หรือไม่ หลังคนกลุ่มนี้มีความตั้งใจ แต่ กกต.ไม่มีความชัดเจนและเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

เวลานี้ยังประเมินอะไรชัดเจนไม่ได้ เพราะตัวเลขที่เห็นเป็นเพียงการขอรับใบสมัครเท่านั้น ต้องรอดูวันรับสมัครจริงอีกครั้ง คาดว่าน่าจะคึกคัก เนื่องจากส่วนใหญ่รอดูเชิงก่อนจะตัดสินใจ จึงอยากให้คนที่มีกำลังทรัพย์เพียงพอ มีคุณสมบัติและมีความตั้งใจมาสมัครกันเยอะๆ ที่ผ่านมาเห็นหลายคนตื่นตัวมาก ยอมลาออกจากงานประจำ หรือไปเคลียร์ตัวเองเพื่อพร้อมลงสมัคร เพราะการเลือก ส..ครั้งนี้มาตรฐานสูงมาก 

คาดหวังอยากให้มีคนไปลงสมัครเยอะๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการเลือกตามที่คนเขียนรัฐธรรมนูญออกแบบไว้ทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะถ้าคนลงสมัครน้อยในแต่ละกลุ่มอาชีพก็แทบไม่ต้องเลือก หรือไม่เกิดการเลือกข้ามกลุ่ม จากการประเมินข้อมูลล่าสุดพบว่าบางอำเภอมีผู้ไปขอรับใบสมัครแค่หลักหน่วย หรือแทบไม่มีเลย และบางกลุ่มอาชีพก็ไม่มีคนมาขอใบสมัคร 

เชื่อว่าหลายๆ อำเภอจะมีผู้สมัครไม่ครบทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ ในเขตอำเภอเมืองหรือพื้นที่ใกล้ตัวเมืองไม่มีปัญหาบรรยากาศน่าจะคึกคักและการแข่งขันสูง แต่อำเภอห่างไกลน่าเป็นห่วง และเป็นไปได้ว่าอำเภอเหล่านี้อาจได้ตัวแทนไม่เต็มจำนวนเมื่อถึงการเลือกระดับจังหวัด เพราะมีตัวแทนจากกลุ่มอาชีพน้อย

 

โอฬาร ถิ่นบางเตียว

คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส..ในครั้งนี้ ประการแรก มองว่าการตื่นตัวของประชาชนอยู่ในระดับที่ต่ำ เรื่องนี้เข้าใจง่ายๆ ว่ากฎ ระเบียบที่ออกมาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ..2561 (.....) โดยเฉพาะการได้มาของ ส.. ขัดกับหลักการของประชาธิปไตย เพราะมีความซับซ้อนและยากเกินไปในการรับรู้ของประชาชน ส่งผลให้ประชาชนไม่อยากเข้าไปมีส่วนร่วม ทำให้ปรากฏการณ์การตื่นตัวต่ำมาก และเงียบเหงา เป็นผลมาจากการดีไซน์หรือการออกแบบมีความซับซ้อน มีวาระซ่อนเร้นกันเกินไป หลายคนไม่อยากมีส่วนร่วม 

ประการต่อมาคือการบังคับให้ผู้สมัคร ส..จะต้องจ่ายเงินค่าสมัครรายละ 2,500 บาท ขัดกับหลักสิทธิความเสมอภาคของประชาชน

หลักการของประชาธิปไตย ทุกคนจะต้องมีโอกาสเข้าไปมีส่วนแบ่งของอำนาจ เมื่อสมัคร ส..จะต้องจ่ายเงินก่อน เหมือนกับจะต้องซื้อสิทธิของตัวเอง เงิน 2,500 บาท อาจจะไม่เยอะสำหรับชนชั้นกลาง หรือคนที่มีเงินเดือน แต่สำหรับประชาชนคนธรรมดามองดูแล้วเหมือนกับเป็นเงินเดือนทั้งเดือนของพวกเขาที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัว 

เมื่อเอาตัวเงินเป็นตัวตั้ง คนจึงไม่อยากจะไปสมัคร ส.. มองแล้วการที่จะมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ส..มีข้อจำกัดมาก เมื่อเป็นแบบนี้ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้คนต้องการจัดตั้ง ส.. เพราะหากสามารถผลักดันเข้าไปในสภาได้ประมาณ 70-80 ที่นั่ง จะส่งผลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ส่วนการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งยอดผู้สมัคร ส..ไว้ 2 แสนราย แต่ขณะนี้มีผู้สนใจประมาณ 2 หมื่นคน หากเทียบเคียงกับการเลือกตั้ง ส.. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น จะไปตื่นตัวในวันแรกๆ และจะให้ความสนใจน้อยในวันท้ายๆ แต่จากยอดผู้สนใจจะลงสมัคร ส.. จะเห็นว่าช่วงนี้น้อยมาก มองว่าจะไปเข้าทางคนที่มีวาระซ่อนเร้นในการจัดตั้งคนของตัวเองเข้าไป เพราะว่าเมื่อคนเข้าไปมีส่วนร่วมน้อย ทำให้การใช้เงินใช้ทองง่ายยิ่งขึ้น ใช้เครือข่ายก็ง่ายเข้าไปอีก

การเลือก ส..ครั้งนี้ มีทั้งหมด 6 ครั้ง หรือ 6 ขั้นตอน คือเลือกจากฐานสาขาอาชีพระดับอำเภอ แล้วมาเลือกระดับจังหวัด และยังมีการเลือกไขว้กันอีก จนถึงระดับประเทศ รวมทั้งหมด 6 ครั้ง ส่งผลให้ทุกคนที่สมัคร ส..มีค่าใช้จ่ายสูง เสียเงิน 2,500 บาทแล้ว ยังต้องเดินทางไปอำเภอ จังหวัด เดินทางไปส่วนกลาง เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้สมัคร ส..ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้หลายคนไม่อยากมีส่วนร่วม กระบวนการประชาธิปไตย ทำอย่างไรก็ได้ให้ง่าย และประชาชนเข้าใจง่ายต่อการเข้าระบบ และการเรียนรู้ แต่การเลือก ส..ครั้งนี้เปิดโอกาสให้คนที่มีความพร้อมมากกว่า

การให้ ส..หาเสียงทางโลกโซเชียล ความจริงน่าจะทำได้ตั้งนานแล้ว แต่เนื่องจากกลัวและมีวาระซ่อนเร้น จริงๆ แล้วควรให้สังคมได้รับรู้และส่งเสียง อาทิ ผู้พิพากษา ตำรวจ คนใดรับเงิน คนไหนเคยค้ายาเสพติด จะได้มีเสียงสะท้อนว่าอย่าไปเลือก แต่ขณะนี้ให้มีการประชาสัมพันธ์ผู้ที่ลง ส..เพียงแค่กระดาษ เอ4 และส่งไปในโลกโซเชียล เกิดขึ้นมาในช่วงหลังๆ เมื่อสังคมมีความกดดัน คิดว่าระเบียบพวกนี้มาทีหลัง เห็นว่าคนที่ร่างระเบียบออกมา ไม่อยากให้สังคมมีส่วนร่วม จึงทำให้นักประชาสังคม นักวิชาการตื่นตัวออกมา จน กกต.ก็ต้องออกมาแก้เกี้ยว

การเลือก ส..จะมีคุณภาพหรือไม่นั้น ผมมองว่าจะมีคุณภาพยาก เพราะดูโครงสร้างทางการเมืองแล้ว เป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของฐานอำนาจเก่า เพราะว่ารัฐบาลเอง เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็พ่ายแพ้ย่อยยับไปแล้ว จะต้องพึ่งพาพรรคเพื่อไทย และ ส..เท่านั้น ที่จะเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มอำนาจเก่า เพราะหากสูญเสียฐานที่มั่นนี้ไปอีก จะไม่เหลืออะไรในกระดานการเมือง จึงต้องพยายามบล็อกคนของตัวเองให้เข้ามาอยู่ในอำนาจ ส..ให้มากที่สุด เพื่อบล็อกไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และอย่างน้อยเกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ให้เป็นคนของตัวเองเพื่อกำจัดพวกฝ่ายตรงข้าม

การเลือก ส..ในครั้งนี้ ผมก็มีความกังวลใจ จากการตื่นตัวของประชาชนน้อย จะส่งผลให้มีโอกาสจัดตั้ง หรือใช้เงิน หรือใช้เครือข่ายอำนาจเข้าไปมีโอกาสสูง ทั้งที่อยากให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมให้มากๆ แต่เมื่อมีค่าใช้จ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นค่าสมัคร ค่าเดินทางเพราะต้องเลือกทั้งหมด 6 รอบ

หากการเลือก ส..มีปัญหา คงจะต้องให้ ส..เก่า 250 คน รักษาการไปจนกว่าจะมี ส..ใหม่ครบ 200 คน กกต.บอกว่าเดือนกรกฎาคมนี้ ได้แน่นอน ผมไม่ค่อยเชื่อ เพราะหากได้แน่ อาจจะมีวาระซ่อนเร้น นี่คือคำถาม เพราะดูไปแล้วจะได้ครบ 200 คน ภายในเดือนกรกฎาคมน่าจะยาก เพราะจะต้องมีข้อร้องเรียนมากพอสมควร

การเลือก ส..ไว้ 200 คน และสำรองไว้ 100 คน จุดนี้แหละจะมีอะไรแปลกๆ เพราะไม่มีเหตุผลจะต้องสำรองเอาไว้ เมื่อครบก็ต้องครบ 200 คน เพราะจะมองได้ว่าเป็นการเตรียมโอกาสให้กับคนที่สำรองไว้ เนื่องจากหลักการเลือกตั้งจะต้องไม่มีสำรอง แพ้คือแพ้ ได้คือได้ อาจมองได้ว่าถ้าไม่ใช่คนของเราก็ต้องสอยกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้สัดส่วนจากผู้ที่เลือกสำรองไว้

หากการเลือก ส..ไม่สำเร็จ ตามที่กำหนดไว้ หรือมีข้อติดขัดต่างๆ ทำให้โอกาส ส..ชุดเก่าจะต้องรักษาการยาวไป และจะต้องมีการตีความอีกว่า ส..รักษาการจะมีสิทธิในการเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นี่คือจุดสำคัญต้องคิด เพราะสถานการณ์รัฐบาลหลายคนมองแล้วว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลผสมและจะเดินหน้าต่อไปยาก และมีโอกาสเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีสูง