หน้าแรก การเมือง ที่เห็นและเป็...

ที่เห็นและเป็นไป : เคลื่อนไปในความซับซ้อน

19.05.24 | 12:10 น.

ที่เห็นตและเป็นไป : เคลื่อนไปในความซับซ้อน


การเมืองเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สมาชิกวุฒิสภาที่แม้จะสิ้นสุดวาระแล้ว ได้รวบรวมรายชื่อกันได้ 40 คน ทำหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าการแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี โดยพวกตนเชื่อว่ามีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่ นายเศรษฐา ทวีสิน ต้องรับผิดชอบในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงเสนอให้วินิจฉัยว่าทั้งนายกฯเศรษฐา และ รมต.พิชิต ต้องพ้นจากตำแหน่ง

ถ้าเรื่องนี้เป็นคำร้องเรียนของคนแบบ “ศรีสุวรรณ จรรยา” หรือ “นักร้องอาชีพ” คนอื่นๆ ความน่าสนใจระดับหนึ่งคือแค่พยายามหาข่าวว่าแรงผลักดันของการร้องมาจากไหน

แต่เพราะสถานะของ 40 ส.ว.ต้องถือว่าไม่ธรรมดา ความเป็นไปทางการเมืองหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นชัดอยู่ไม่น้อย ว่าบทบาทของ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งชุดนี้ มีภารกิจที่คาดเดาที่มาที่ไปได้ว่าโครงสร้างอำนาจที่ออกแบบไว้ต้องการผลักดันให้แนวโน้มทางการเมืองเป็นไปทางไหน

Advertisement

แม้ทางหนึ่งจะยืนยันว่า “ดีลพิเศษ” เพื่อควบคุมทิศทางการเมืองยังคงหนักแน่น ไม่เพียงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยังรุกคืบไปถึงระดับสร้างความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลภายใต้การมี “พรรคเพื่อไทย” เป็นแกนนำนั้นเป็นทางเลือกที่ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะที่สุดแล้วหากต้องการควบคุมประเทศไว้ในสถานการณ์ที่ต้องเอื้อต่ออำนาจประชาชนในระดับที่พอเอามาอ้างเป็นความชอบธรรมได้ มีแต่หนทางที่จะต้องอาศัยพรรคเพื่อไทยเท่านั้น เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาความหวังไปกับพรรคที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างยับเยิน แม้จะนับว่าเป็นพรรคที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้มากกว่า

แต่เพราะเป็นที่รู้กันว่า การแต่งตั้ง ส.ว.ชุดนี้ขึ้นมานั้นเพื่อภารกิจอะไร เมื่อมีถึง 40 คนมาร่วมลงชื่อยืนต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยเป้าหมายสะเทือนต่อรัฐบาลเพื่อไทยเช่นนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ถูกประเมินว่ามีความต้องการอะไรอยู่เบื้องหลัง เป็นการส่งสัญญาณการควบคุมอะไรหรือไม่

หากมองผ่าน “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ซึ่งเป็นหน่อเนื้อที่แท้ของ “อำนาจดีไซน์” มีปรากฏการณ์ที่ก่อเสียงซุบซิบกันทั่วไปถึง “ความเป็นหนึ่งเดียว” มีคำถามที่อ่อนไหวถึงขั้นว่าจะ “ยังร่วมรัฐบาลได้อยู่หรือไม่ หากการนำภายในพรรคยังเป็นอยู่เช่นนี้” การลาออกของสมาชิกที่มีนัยสำคัญหลายคนคือที่มาของคำถาม และคำตอบที่แตกต่างระหว่างเครือข่ายมวลชนผู้สนับสนุนดั้งเดิม กับเครือข่ายผู้มีบทบาทในพรรค

ในอีกด้านหนึ่งแม้จะมี “การยุบพรรค” เป็นอาวุธสำคัญ แต่ท่าทีไม่อินังขังขอบของ “ก้าวไกล” ซ้ำยังก่อให้เกิดความเชื่อไปในทางเดียวกันของทุกนักวิเคราะห์ว่า “ยิ่งยุบจะทำให้ก้าวไกลยิ่งขยาย” และจะส่งผลทันทีต่อ “การเลือกตั้งผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”

และที่สำคัญคือ “การเลือก ส.ว.ชุดใหม่” ที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งแม้จะเป็นการออกแบบไว้อย่างที่คิดว่าควบคุมได้มากแล้ว ถึงวันนี้กลับยิ่งเห็นแนวโน้มว่าเรื่องราวที่เหนือการออกแบบและความคาดคิดมีโอกาสเกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น ด้วยการทำงานอย่างจริงจังของกลุ่มที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง

ระหว่างความเสี่ยงที่ “โครงสร้างอำนาจ” จะไม่เป็นไปอย่างที่ “ดีไซน์” ไว้ ย่อมเป็นความหมายเดียวกันหากยังทำให้ “ส.ว.ชุดเดิม” ยังแสดงอำนาจได้ โดยอาศัยพลังกดดันบางอย่างให้เกิดการยอมจำนน แล้วอาศัยเวลาที่ยื้อออกไปได้บ้างนั้นเพื่อการไปถึงเป้าหมายบางอย่างที่ไม่ต้องอธิบายด้วยเหตุผลที่น่าเกลียดเกินไป

เพียงแต่ฝ่ายการเมืองจำเป็นต้องกระทำในสิ่งที่ซ้ำเติมการเสียรังวัดเพิ่มขึ้นสักหน่อย อาจจะเป็นทางแก้ที่ดีกว่าในห้วงยามที่ทางเลือกอื่นยังไม่มีเงื่อนไขที่สุกงอมพอ

กระแสจากการตายของ “บุ้ง-เนติพร” ปฏิเสธไม่ได้เลย ในทางการเมืองแล้วมีความอ่อนไหวต่อวิธีคิดในการตั้งรับของพรรคเพื่อไทยด้วยนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ ทำให้การยื่นเรื่องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัติของรัฐมนตรีดังกล่าวเกิดคำถามถึงแนวทางต่อการตั้งรับนั้นว่าจะต้องรอบคอบต่อการคิดถึงพลังของทุกฝ่ายอย่างทั่วถึง และประเมินได้อย่างชาญฉลาด

ความเป็นไปทางการเมืองนับจากนี้จึงแหลมคม ต้องใช้สติปัญญามองประเด็นเฉพาะหน้า และผลสะเทือนในระยะยาวอย่างเคร่งครัดในความรอบคอบยิ่ง