นักวิชาการ แฉสนามเลือก ส.ว.เริ่มฝุ่นตลบ มีการจัดตั้งฮั้วกันในกลุ่มอาชีพ หวังคะแนนเสียงบล็อกโหวตทะลุถึงรอบจังหวัด
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า มีการจัดตั้งและฮั้วกันระหว่างผู้สมัครที่จะลงสมัคร ส.ว. จากข้อมูลที่รับทราบมายังเป็นการรวมตัวกันในกลุ่มอาชีพ โดยคนที่มีศักยภาพ หรือขาใหญ่ในแวดวงอาชีพนั้นๆ อาสาและประกาศตัวว่าจะลงสมัคร ส.ว.ก่อนชักชวนให้คนในกลุ่มอาชีพมาสมัครเพื่อลงคะแนนให้ตนเอง โดยจะออกค่าสมัคร 2,500 บาท หรือค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ แต่ความเคลื่อนไหวลักษณะนี้ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มอาชีพของตัวเอง ยังไม่ได้ระดมคนข้ามกลุ่มอาชีพ
ทั้งนี้ คาดว่าการฮั้วกันลักษณะนี้มีโอกาสผ่านได้เฉพาะการเลือกรอบแรกในกลุ่มอาชีพเท่านั้น ส่วนการเลือกไขว้กลุ่มในรอบสองโอกาสยังเป็นไปได้ยาก ขณะที่การฮั้วในลักษณะเป็นเครือข่ายใหญ่ข้ามกลุ่มไปในหลายสาขาอาชีพตอนนี้ยังไม่มีข้อมูล อาจรอให้ถึงการเลือกในระดับจังหวัดก่อน การจัดตั้งในกลุ่มวิชาชีพจะเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอรอบนอกเป็นหลัก เพราะอำเภอในตัวเมืองการแข่งขันค่อนข้างสูง โอกาสจะจัดตั้งกันในกลุ่มจึงทำได้ยากกว่า
ผศ.ดร.ณัฐกรกล่าวอีกว่า จุดอ่อนที่เกิดขึ้นเวลานี้คือการที่ข้อมูลของ กกต.รั่วไหลออกมา ทำให้คนเห็นข้อมูลลึกถึงระดับอำเภอว่ามีพื้นที่ไหนบ้างจะไม่มีคนไปลงสมัครในกลุ่มอาชีพอะไร กลายเป็นข้อมูลสำคัญให้คนบางกลุ่มเห็นโอกาสและช่องทางที่จะผ่านการเลือกระดับอำเภอไปสู่ระดับจังหวัด ซึ่งอย่างน้อยต้องอาศัยเสียง 5-10 คนขึ้นไป ในการช่วยดันคะแนนเสียงในการเลือกระดับจังหวัด
“เชื่อว่าการเลือกในระดับจังหวัดจะเข้มข้นมากกว่าระดับอำเภอ เพราะเริ่มเห็นภาพชัดเจนว่ามีใครผ่านเข้ามาแล้วบ้าง และจะเกิดการจัดตั้ง หรือฮั้วกันรอบใหม่อีกครั้ง เนื่องจากมีช่วงเวลาที่สามารถติดต่อพูดคุยกันได้ แตกต่างกับการเลือกระดับอำเภอที่พอผ่านการเลือกรอบแรกในกลุ่มแล้วต้องเลือกไขว้กลุ่มทันที จึงค่อนข้างชุลมุนวุ่นวาย” ผศ.ดร.ณัฐกรกล่าว
ส่วนที่ กกต.จัดตั้งทีมผู้ตรวจการขึ้นมาเพื่อรับมือกับการจัดตั้งและฮั้วกันในการเลือก ส.ว.นั้น ผศ.ดร.ณัฐกรมองว่า ไม่มีประโยชน์ เพราะการเลือกตั้งใหญ่หลายครั้งที่ผ่านมา ในขอบเขตเวลา กกต.มีอำนาจก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง 60 วัน แต่ กกต.ก็ไม่สามารถแจกใบแดงผู้สมัครทัน หรือแม้แจกใบแดงทุกครั้งก็จะไปจบที่ศาล ดังนั้น บทบาทของผู้ตรวจการ หรือ กกต.ที่จะเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้แทบไม่มีประสิทธิภาพอะไร
ขณะเดียวกันการตรวจสอบเรื่องนี้ก็ยากเพราะต้องอาศัยพยานหลักฐาน แม้มีคนร้องเรียนเข้ามาก็ต้องแสดงตัวและให้ข้อมูลกับ กกต. หลายคนจึงกลัว ไม่กล้า ขณะที่คนร้องเรียนบางรายก็ไม่ได้มีหลักฐานแน่นหนา กกต.จะต้องเป็นคนลงไปสืบสวนเพื่อหาหลักฐาน ซึ่งการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนเข้าไปที่ กกต.จำนวนมาก แต่สุดท้ายก็แจกใบแดงได้ไม่กี่รายเท่านั้น
ผศ.ดร.ณัฐกรยังฝากข้อเสนอแนะไปยัง กกต.ว่า ไม่ควรปล่อยให้ข้อมูลสำคัญหลุดลอดออกมา ทั้งที่บอกว่าเป็นข้อมูลลับ แต่ตอนนี้รู้กันถึงความเคลื่อนไหวระดับอำเภอ จนทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ หากจะเปิดข้อมูลก็ควรเปิดให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เหมือนกัน

