หน้าแรก การเมือง สกัดฮั้วเลือก...

สกัดฮั้วเลือก ส.ว. โจทย์หิน-วัดฝีมือ กกต.

20.05.24 | 08:30 น.

หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดใหม่ 200 คน จะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ไร้การฮั้วหรือไม่ แม้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกมาย้ำว่ามีมาตรการป้องกันการฮั้วลงคะแนนของผู้สมัครทั้งนี้ตามปฏิทิน กกต.จะเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 20-24 พฤษภาคม และในวันที่ 9 มิถุนายนจะเข้าสู่การเลือกในระดับอำเภอ 16 มิถุนายน เลือกระดับจังหวัด และ 26 มิถุนายน เลือกระดับประเทศ โดยจะมีการประกาศรายชื่อ ส.ว. 200 คน และสำรองอีก 100 คน ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้

 

ณัฐกร วิทิตานนท์
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ส่วนตัวเชื่อว่ามีการจัดตั้งและฮั้วกันระหว่างผู้สมัครที่จะลงสมัคร ส.ว.ครั้งนี้แน่นอน แต่จากข้อมูลที่รับทราบมายังเป็นการรวมตัวกันในกลุ่มอาชีพ โดยคนที่มีศักยภาพ หรือขาใหญ่ในแวดวงอาชีพนั้นๆ ซึ่งอาสาและประกาศตัวว่าจะลงสมัคร ส.ว. ก่อนชักชวนให้คนในกลุ่มอาชีพมาสมัครเพื่อลงคะแนนให้ตนเอง โดยจะออกค่าสมัคร 2,500 บาท หรือค่าใช้จ่ายในการเดินให้ แต่ความเคลื่อนไหวลักษณะนี้ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มอาชีพของตัวเอง ยังไม่ได้ระดมคนข้ามกลุ่มอาชีพ

ทั้งนี้ คาดว่าการฮั้วกันลักษณะนี้มีโอกาสผ่านได้เฉพาะการเลือกรอบแรกในกลุ่มอาชีพเท่านั้น ส่วนการเลือกไขว้กลุ่มในรอบสองโอกาสยังเป็นไปได้ยาก ขณะที่การฮั้วในลักษณะเป็นเครือข่ายใหญ่ข้ามกลุ่มไปในหลายสาขาอาชีพตอนนี้ยังไม่มีข้อมูล อาจรอให้ถึงการเลือกในระดับจังหวัดก่อน ซึ่งการจัดตั้งในกลุ่มวิชาชีพจะเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอรอบนอกเป็นหลัก เพราะอำเภอในตัวเมืองการแข่งขันค่อนข้างสูง โอกาสจะจัดตั้งกันในกลุ่มจึงทำได้ยากกว่า จุดอ่อนที่เกิดขึ้นเวลานี้คือ การที่ข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้งรั่วไหลออกมา ทำให้คนเห็นข้อมูลลึกถึงระดับอำเภอว่ามีพื้นทีไหนบ้างจะไม่มีคนไปลงสมัครในกลุ่มอาชีพอะไร กลายเป็นข้อมูลสำคัญให้คนบางกลุ่มเห็นโอกาสและช่องทางที่จะผ่านการเลือกระดับอำเภอไปสู่ระดับจังหวัด ซึ่งอย่างน้อยต้องอาศัยเสียง 5-10 คนขึ้นไป ในการช่วยดันคะแนนเสียงในการเลือกระดับจังหวัด

Advertisement

เชื่อว่าการเลือกในระดับจังหวัดจะเข้มข้นมากกว่าระดับอำเภอ เพราะเริ่มเห็นภาพชัดเจนว่ามีใครผ่านเข้ามาแล้วบ้าง และจะเกิดการจัดตั้ง หรือฮั้วกันรอบใหม่อีกครั้ง เนื่องจากมีช่วงเวลาที่สามารถติดต่อพูดคุยกันได้ แตกต่างกับการเลือกระดับอำเภอที่พอผ่านการเลือกรอบแรกในกลุ่มแล้วต้องเลือกไขว้กลุ่มทันที จึงค่อนข้างชุลมุนวุ่นวาย

ส่วนที่ กกต.จัดตั้งทีมผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในการเลือก ส.ว.ขึ้นมาเพื่อรับมือกับการจัดตั้งและฮั้วกันในการเลือก ส.ว. มองว่าไม่มีประโยชน์ เพราะการเลือกตั้งใหญ่หลายครั้งที่ผ่านมาในขอบเขตเวลา กกต.มีอำนาจก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง 60 วัน แต่ กกต.ก็ไม่สามารถแจกใบแดงผู้สมัครทัน หรือแม้แจกใบแดงทุกครั้งก็จะไปจบที่ศาล ดังนั้น บทบาทของผู้ตรวจการ หรือ กกต.ที่จะเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้แทบไม่มีประสิทธิภาพอะไร

ขณะเดียวกันการตรวจสอบเรื่องนี้ก็ยาก เพราะต้องอาศัยพยานหลักฐาน แม้มีคนร้องเรียนเข้ามาก็ต้องแสดงตัวและให้ข้อมูลกับ กกต. หลายคนจึงกลัว ไม่กล้า ขณะที่คนร้องเรียนบางรายก็ไม่ได้มีหลักฐานแน่นหนา กกต.จะต้องเป็นคนลงไปสืบสวนเพื่อหาหลักฐาน ซึ่งการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนเข้าไปที่ กกต.จำนวนมาก แต่สุดท้ายก็แจกใบแดงได้ไม่กี่รายเท่านั้น

ขอฝากข้อเสนอแนะไปยัง กกต.ว่า ไม่ควรปล่อยให้ข้อมูลสำคัญหลุดลอดออกมาทั้งที่บอกว่าเป็นข้อมูลลับ แต่ตอนนี้รู้กันถึงความเคลื่อนไหวระดับอำเภอ จนทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ หากจะเปิดข้อมูลก็ควรเปิดให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เหมือนกัน

นพพร ขุนค้า
อาจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา

ก ารเลือก ส.ว.ที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้เชื่อว่าจะมีการฮั้วการมาลงสมัครกันอย่างแน่นอน เพราะการออกแบบการเลือกตั้งลักษณะนี้ถือว่าเป็นวิธีการที่พิสดารที่สุดในโลก โดยมีโจทย์ที่เป็นการตั้งข้อรังเกียจการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ซึ่งวิธีการแบบนี้หากจะบอกตรงๆ ว่าถ้าเขาจะฮั้ว หรือจะซื้อนั้นง่ายมากกว่าการไปเลือกตั้งในแบบที่ประชาชนเลือกเอง จึงเป็นการสะท้อนไปถึงคนร่างรัฐธรรมนูญว่าสิ่งที่เคยคิดไว้นั้นสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะเขาซื้อง่ายมากกว่า เพราะหากมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนยังลำบาก เพราะต้องไปแนะนำตัวหรือหากจะซื้อก็ต้องด้วยการลงทุนอย่างมาก แต่วิธีการแบบนี้มันง่ายกว่าการเลือกตั้งด้วยซ้ำ

หากมองย้อนกลับไปที่ว่า การเลือกตั้งที่พิลึกกับอำนาจ ส.ว.ก็ยังมีอำนาจมากอยู่มาก แม้จะไม่มีอำนาจการโหวตนายกรัฐมนตรีก็ตาม แต่ ส.ว.มีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระ เลือกศาลรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ หากกติกายังเป็นอย่างนี้ ไม่สะท้อนที่มาในความเชื่อมโยงประชาชนอย่างแท้จริง จึงมองว่าหากมีโอกาสก็ควรแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นสภาเดี่ยว หรือสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียวเสียยังดีกว่า จึงเชื่อว่าต้องมีอย่างแน่นอนในการฮั้วการเลือกตั้ง ส.ว.ในครั้งนี้

สำหรับการฮั้วกันเพื่อมาเป็น ส.ว.นั้น นอกจากจะเก่งแล้วยังต้องเฮงด้วย ที่ต้องมีการไขว้กันและยังต้องเข้าไปจับสลากอีกด้วย แต่สำหรับคนไทยแล้วแม้จะเขียนกติกาออกมาอย่างไรนั้น คนที่เขาจะฮั้วกันเขามีวิธีการอยู่แล้ว ยิ่งบอกว่าปกปิดรายชื่อจนกว่าจะรับสมัครเสร็จ ซึ่งในระดับจังหวัด ระดับอำเภอนั้น ล้วนเป็นคนที่ต้องเห็นหน้าเห็นตากันอยู่แล้ว ขณะที่บริบทของคนในประเทศไทยนี้เป็นเมืองของนักล็อบบี้นักฮั้วจนเป็นที่ทราบกันอยู่ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะเขียนกติกาให้ซับซ้อนอย่างไรก็จะไม่พ้นน้ำมือของคนที่เขาจะคิดในการที่จะรอดกติกาไปได้

ส่วนการแข่งขันกันนั้นเชื่อว่าจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะมันไม่ใช่การเลือกตั้ง เมื่อไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน การช่วงชิงหัวคะแนนการเข้าไปถึงผู้นำชุมชนผู้นำชาวบ้านต่างๆ นั้นจึงไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ส.หรือการเลือกตั้งในท้องถิ่น จึงทำให้การต่อสู้รุนแรงการช่วงชิงกันนั้นจะไม่เกิดขึ้น แต่จะกลายเป็นการระดมพลเพื่อมาสมัครแล้วเข้าไปเลือกกันเอง เป็นการวางคนเข้ามาเพื่อเลือกกัน คือการใช้วิธีการฮั้วกัน และคิดว่า กกต.นั้นคงเอาไม่อยู่ จึงอยากชวนให้ตั้งคำถามโดยไม่ให้ร้ายว่า กกต.เคยรู้ทันหรือไม่ แม้กระทั่งการเลือกตั้งในพื้นที่ บางครั้งเราเห็นการทุจริตแบบชัดแจ้งที่ทำกันอย่างโจ๋งครึ่ม กกต.เห็นหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่การปรามาส กกต. แต่เชื่อว่าตามพวกเขาไม่ทัน เพราะสังคมไทยและกติกาที่ออกแบบมาอย่างที่บอกไปแล้วว่าพิลึก แม้จะเห็นๆ กันอยู่ กกต.ยังควบคุมให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตได้หรือไม่ ซึ่งเป็นการตั้งคำถามอย่างไม่ได้ให้ร้าย

แต่สุดท้ายก็ยังมองว่าเอาไม่อยู่ถ้าเขาจะใช้วิธีการฮั้ว แม้กติกาจะพิลึกท่านก็จะรู้ไม่เท่าทันคนที่จะดำเนินการฮั้วกัน โดยสังคมไทยเป็นสังคมระบบอุปถัมภ์ที่แยกออกจากกันไม่ได้ แม้จะเห็นอย่างชัดเจนแต่ถามว่าคุณจะทำอะไรได้ เพราะว่าเขามีทางหลบทางหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว ถึงวันนี้คนที่เขาจะส่งคนเข้าไปเพื่อมีโอกาสช่วงชิง ส.ว.เขาก็ระดมพล บางคนตั้งใจไปสมัครเพื่ออยากเป็น ส.ว.จริงๆ บางคนไปสมัครเพื่อให้เกิดคะแนนการจัดตั้ง

เขามีการศึกษากติกาอย่างดีเพื่อจะแก้เกมจึงอยากย้อนกลับไปถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าสิ่งที่คิดนั้นเป็นการตั้งข้อรังเกียจการเลือกตั้งแบบเป็นการดูถูกประชาชนที่กลัวว่าจะมีการซื้อเสียง การไม่ให้ความสำคัญกับประชาชนนั้นมองว่าท่านคิดผิด เพราะรู้ไม่เท่าทันคนในสังคมไทยที่เป็นอยู่ เสียงนี้จึงอยากฝากไปถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่า สิ่งที่คิดกันนั้นผลลัพธ์มันเสียหายกับบ้านเมืองอย่างไร จึงมองว่าใครได้เป็น ส.ว.ชุดนี้คือซุปเปอร์มนุษย์

สำหรับบทลงโทษทางกฎหมายจะป้องกันการกระทำผิดได้หรือไม่นั้น มองว่าไม่มีทางและยิ่งไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงอย่างนี้ยิ่งเป็นไปได้ยาก เวลาเขาให้กันเขาให้ง่ายเพราะการไปปกปิดกันว่าไม่ให้รู้รายชื่อว่ามีใครกลุ่มใดบ้าง ไม่ให้หาเสียงแค่แนะนำตัวเอง คนในจังหวัดในอำเภอนั้นๆ ก็เป็นคนที่เห็นๆ กันอยู่ และไปหากันง่ายกว่าไปหาประชาชนอีก คราวนี้จึงทำให้รู้ตัวได้เลยว่าจะไปซื้อใครแบบชัดๆ เป็นการทำให้ซื้อง่ายกว่าเดิมอีก

แม้จะเขียนกติกาให้มีโทษหนักก็เอาไม่อยู่ ทางที่ดีที่สุดจะขอย้ำว่า ที่มาต้องสัมพันธ์กับอำนาจ ส.ว.ถ้าจะมีก็ควรจะมีฐานเชื่อมโยงกับประชาชน หากจะเขียนไว้อย่างนี้ก็ควรให้ประชาชนเลือกโดยตรงเสียดีกว่า ถ้าจะเขียนกติกาไว้แบบนี้ จึงอยากจะขอขีดเส้นใต้เอาไว้ว่า เป็นสภาเดี่ยวเสียดีกว่า อย่าตั้งข้อรังเกียจประชาชนโดยการกล่าวหาว่านักการเมืองมันซื้อเสียงมาอย่างเดียว แต่แบบนี้ซื้อง่ายกว่าเลือกตั้งด้วยซ้ำไป

สุดท้ายก็ขออำนวยอวยพรให้การเลือก ส.ว.ครั้งนี้ผ่านไปให้ได้ จากกติกาที่พิลึกซับซ้อนที่แม้แต่ กกต.เองก็เชื่อว่ายังคงงงๆ กันอยู่ แต่ก็อยากให้ ส.ว.ชุดนี้เข้ามาเพื่อให้ ส.ว. 250 คนซึ่งเป็นผลผลิตของ คสช.จะได้หมดไป และยังมีความเชื่อและความหวังลึกๆ อีกว่า ส.ว.ชุดใหม่ที่จะเข้าไป 200 คน จะเห็นพ้องกับประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ ส.ว.ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นความคาดหวัง เพราะหากกติกาบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ไม่ซับซ้อนและพิลึก คิดว่าผลผลิตกับบ้านเมืองที่ออกมาจะดีกว่านี้