‘จตุพร‘ เชื่อ ความตาย ‘บุ้ง’ ไม่สูญเปล่า ย้อนเล่าเป็นเพื่อนพ่อ ร่วมสู้ยุคพฤษภา 35
สืบเนื่องการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ทะลุวัง ผู้ต้องหาคดีทางการเมือง ซึ่งอดอาหารประท้วง หลังถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา กระทั่งมีอาการวิกฤตหัวใจหยุดเต้น จึงต้องส่งตัวไปรักษาที่ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี โดยแพทย์ได้ปั๊มหัวใจยื้อชีวิต (CPR) แต่ไม่เป็นผลก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เมื่อเวลา 11.22 น. วันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา นั้น
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ศาลา 7 วัดสุทธาโภชน์ ลาดกระบัง กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ในช่วงเช้า ก่อนที่จะมีพิธีฌาปนกิจในช่วงเย็น บรรยากาศเต็มไปด้วยครอบครัว ญาติ มิตรสหาย ผู้ร่วมอุดมการณ์ของ น.ส.เนติพร ตลอดจนนักกิจกรรมและประชาชน ที่ทยอยเดินทางมาร่วมไว้อาลัย
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 15.50 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางมาร่วมงานฌาปนกิจ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ทะลุวัง โดยระบุว่า โดยส่วนตัวตนกับพ่อของ น.ส.เนติพรเป็นเพื่อนกัน เรียนมาด้วยกัน และต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ฉะนั้นเราต่างมีความเข้าใจในการต่อสู้ในแต่ละยุค แต่ละสมัย
นายจตุพรเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์พฤษภาคม ปี’35 ว่า มีการอดอาหารประท้วงของ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ซึ่งนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ รวมถึงพ่อของ น.ส.เนติพรก็ถูกยิงในเหตุการณ์นั้น ในตอนที่ตนอยู่บนเวที โดยเราก็ต่างเห็นร่วมกันว่าบ้านเมืองควรจะเดินไปในแนวทางที่ถูกต้อง ก่อนจะแยกไปใช้ชีวิตตามวิถีของตัวเอง
นายจตุพรกล่าวว่า ในกรณีของ น.ส.เนติพร เป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะคนอาจจะติดเพียงแค่ท่วงทำนอง แต่ข้อเรียกร้องไม่ใช่เพื่อตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่มีหลากหลายกระบวนการ ตั้งแต่ตำรวจ, ดีเอสไอ, อัยการ, ศาล และราชทัณฑ์ ไปจนถึงกรมควบคุมความประพฤติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เกี่ยวกับการยกเครื่องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และเป็นที่พึ่งหวังให้กับพี่น้องประชาชนได้ ฉะนั้นการตายของ น.ส.เนติพรจะไม่ใช่การตายที่สูญเปล่า แต่จะเป็นคุณูปการของประเทศในวันข้างหน้า เพราะข้อเรียกร้องไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องส่วนรวมที่ทุกคนตระหนักแล้วว่า หากความยุติธรรมไม่บังเกิดเราจะหาความสามัคคีขึ้นมาไม่ได้ภายในประเทศชาติ ตนจึงหวังว่าข้อเรียกร้องของ น.ส.เนติพรจะสัมฤทธิ์ในวันข้างหน้า และเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นการจุดประกายอย่างมีความหวังในเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
“เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ชั้นพนักงานสอบสวนของตำรวจวันนี้จะเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนได้อย่างไร ควรที่จะต้องมีการปฏิรูปอัยการ ซึ่งก็มีการปฏิรูปไปบ้างแต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ ศาลก็ปฏิรูปไปไกลแล้ว เพียงแต่กระบวนการต่างๆ ต้องสอดคล้องกัน แม้กระทั่งราชทัณฑ์ต่างก็ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น“ นายจตุพรกล่าว
นายจตุพรกล่าวต่อว่า เรื่องการดูแลนักโทษเด็ดขาดกับคนที่ไม่ได้เป็นนักโทษ การอำนวยความยุติธรรมมันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว และความอยุติธรรมมีมากขึ้นเท่าไหร่ ความสงบสุขก็มีน้อยมากขึ้นเท่านั้น
ในส่วนความรับผิดชอบที่ น.ส.เนติพรเสียชีวิตซึ่งขณะอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมนั้น เรื่องนี้จึงเป็นความรับผิดชอบตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรีลงมา ที่ควรจะแสดงออกเรื่องความรับผิดชอบมากกว่าการแสดงความเสียใจผ่านคำพูด ต้องดำเนินการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันเหตุในอนาคต เพราะเป็นการเสียชีวิตที่ไม่ได้รับความยุติธรรม เพื่อเป็นบรรทัดฐานในวันข้างหน้า
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นห่วงนักโทษทางการเมืองคนอื่นๆ หรือไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกับกรณีของ น.ส.เนติพร
นายจตุพรกล่าวว่า ความจริงแล้วรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากมีจิตใจที่ใหญ่เพียงพอนั้นควรมีตราที่เป็นพระราชกำหนดนิรโทษกรรม ปล่อยผู้ต้องขังที่มีแนวความคิดต่างทางการเมืองทุกคน ซึ่งเวลานี้มีอยู่ทุกฝ่าย เพราะฉะนั้นทุกคดีความควรได้รับการนิรโทษกรรม เพราะแม้แต่คดีกบฏก่อการร้ายก็ยังนิรโทษกรรมกันได้ โดยเราก็เห็นชัดอยู่แล้วว่านักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชั่นยังได้รับการดูแลเหนือกว่าผู้ต้องหาที่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนเป็นนักโทษทางความคิด ซึ่งมาตรฐานเป็นคนละเรื่อง แค่จุดสตาร์ตก็เป็นปัญหาแล้ว

