ขอร่วมไว้อาลัยแก่การจากไปของ เนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ทะลุวัง จากการต่อสู้เพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัว ญาติมิตร ของบุ้งด้วย
…………………………………………………………………………………………………………………….
ตั้งแต่การระบาดของโควิด – 19 ผมแทบจะไม่ได้ไปช่วยจัดกิจกรรมเพื่อสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) เทียบกับก่อนหน้านั้นที่ได้เดินทางไปแทบทุกเดือน อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 12 – 13 พฤษภาคม 2567 ผมได้ไปร่วมกิจกรรมนำเสนอนโยบาย : แนวทางการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนจากชุมชนฐานราก “โมเดลเพื่อนรักต่างศาสนา” โครงการนี้เป็นของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มี พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ (อาจารย์รุ่ง) เป็นหัวหน้าโครงการ แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของโครงการนี้มาจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประเทศไนจีเรียที่มีความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชุมชนมุสลิมและคริสต์ เรื่องนี้ถ่ายทอดมาในรูปของภาพยนตร์สั้นชื่อ The Imam and the Pastor ที่เราเอามาฉายและถกแถลงกัน
เรื่องราวของไนจีเรียมีอยู่ว่า ขณะที่เหตุการณ์ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นและความไม่ไว้วางใจระหว่างชุมชนต่างศาสนามาถึงขีดสูงสุด อีหม่ามชื่อ มูฮัมหมัด อาชาฟา และปาสเตอร์ในศาสนาคริสต์ ชื่อ เจมส์ ยูเว ต่างก็เคยเผชิญหน้ากันในการรบราฆ่าฟันระหว่างมุสลิมและชาวคริสต์มาอย่างโชกโชน แต่มาถึงจุดหนึ่ง พวกเขาได้ยั้งคิดว่า “เราเกิดมาไม่ใช่เพื่อฆ่าฟันกัน” และหลักศาสนาสอนให้เราเคารพกันในความเป็นมนุษย์และเป็นเพื่อนร่วมโลก ทั้งสองคนจึงปฏิเสธการเป็นผู้นำในการสู้รบและหันมาคิดในเรื่องสันติภาพ การเปลี่ยนจากการเป็นศัตรูในเบื้องต้นมีความท้าทายจากภายในของแต่ละฝ่ายไม่น้อย แต่ด้วยความมุ่งมั่นทั้งสองเริ่มต้นด้วยการไปเยี่ยมเยียน ไปมาหาสู่กัน พูดคุยกันบ่อยครั้งด้วยความใส่ใจ เกิดความเข้าใจกัน จนในที่สุดได้กลายมาเป็นเพื่อนรักต่างศาสนาที่ทำงานเคียงคู่กันไปในที่ต่าง ๆ ข้ามขีดแบ่งระหว่างชุมชนที่แตกแยก แสดงตัวอย่างว่าการคืนดีเป็นไปได้ ปัญหาต่าง ๆ สามารถแก้ไขได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง เปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตร จากการใช้ความรุนแรงมาเป็นสันติวิธี การแปลงเปลี่ยนเช่นนี้ค่อย ๆ ขยายไปสู่การเปลี่ยนใจของกลุ่มขบวนการและแนวร่วมที่เคยใช้ความรุนแรงในไนจีเรียให้หันมาเห็นด้วยกับแนวทางการพูดคุยเพื่อสร้างมิตรภาพและการคืนดี
อาจารย์รุ่งและคณะได้รวบรวมบรรดาองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานในพื้นที่ (ทั้งภาควิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชน) มากกว่า 36 องค์กร มาขับเคลื่อนแนวคิดเรื่องมิตรภาพสู่สันติภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้นำศาสนา เยาวชน และสตรี โดยได้จัดตั้งกลุ่มเพื่อนรักในชุมชนขึ้น 4 แห่ง (จังหวัดละ 1 แห่ง) ดังนี้
1) เพื่อนรักต่างศาสนารุ่นเยาว์ “กลุ่มรักษ์จะนะยั่งยืน” ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
2) เพื่อนรักรุ่นจิ๋วทุ่งคา ซึ่งจัดกิจกรรม “เดินเมืองทุ่งคา” ค้นหาและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ร่วม ที่ชุมชนทุ่งคา อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส
3) เพื่อนรักษ์ปานาเระ ก้าวข้ามความหวาดระแวงไปร่วมเรียนรู้ภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกันของคนรุ่นก่อนและเรียนรู้ประวัติศาสตร์บาดแผลเพื่อการป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีก ที่อำเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี
4) เพื่อนรักยุโปสู่สันติสุขยั่งยืน ยกระดับตำบลเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ – เชิงสุขภาพ ที่ตำบลยุโป จังหวัดยะลา
หลังจากที่ได้มีการประชุมสรุปบทเรียนจากการจัดทำโครงการเพื่อนรักต่างศาสนา ได้ข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 ข้อ ที่ยื่นเสนอต่อ ศอ.บต. เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ดังนี้

โครงการฯ ได้มอบหมายให้ผมบรรยายในหัวข้อ “มิตรภาพให้ความหมายแก่สันติภาพอยู่ทุกวัน” จึงขอนำข้อคิดบางประการจากการบรรยายมาแบ่งปันกัน ผมคิดว่ามิตรภาพคือสิ่งที่โอบอุ้มสันติภาพ และยังปลอบประโลมใจในยามทุกข์ยาก และมิตรภาพยังกอปรด้วยความจริง ความดี และความงาม

สถานทูตอังกฤษเคยให้บุคลากรแต่ละคนเสนอคำคำหนึ่งที่หมายถึงมิตรภาพ ผลลัพธ์ย่อมหลากหลาย คำที่สื่อถึงมิตรภาพมี อาทิ การหนุนช่วย การมีอารมณ์ขัน ความไว้ใจกัน การแบ่งปันกัน
ความเอื้ออาทร การคอยดูแล การเป็นบุคคลพิเศษ การอยู่เคียงข้าง ความเข้าใจ ความรัก มีคนคนหนึ่งที่ให้ความหมายที่แปลกออกไป มิตรภาพหมายถึง “ทนกันได้ ยังทนอยู่ และทนต่อไป”
แล้วมิตรภาพเกิดขึ้นได้อย่างไร คงไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ขออนุญาตเล่าเรื่องมิตรภาพระหว่าง “เจ้าชายน้อย” และสุนัขจิ้งจอกที่บังเอิญมาพบกันในโลกใบเล็กใบหนึ่งที่เจ้าชายน้อยพเนจรไปถึง ผู้อ่านคงคุ้นเคยกับหนังสือที่เขียนโดยชาวฝรั่งเศสชื่อ แซ็งแตกซูเปรี อยู่บ้างแล้ว

แซ็งแตกซูเปรีเขียนว่า : เจ้าสุนัขจิ้งจอกในทะเลทรายปรากฏตัว “สวัสดี” สุนัขจิ้งจอกทัก “สวัสดี เธอคือใคร เธอสวยจัง” “ฉันคือสุนัขจิ้งจอก” “มาเล่นกับฉันสิ” เจ้าชายน้อยชวน “ฉันกำลังเศร้าใจมาก…”
“ฉันเล่นกับเธอไม่ได้หรอก ฉันยังไม่ถูกทำให้เชื่อง” สุนัขจิ้งจอกตอบ “อา…ขอโทษ” เจ้าชายน้อยพูด แต่หลังจากคิดตริตรองอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็พูดต่อไปว่า “ทำให้เชื่องหมายความว่ากระไรนะ?” “เธอไม่ใช่คนที่นี่ เธอหาอะไรหรือ?” เขาถาม “ฉันหาพวกคน” เจ้าชายน้อยตอบ “ทำให้เชื่องแปลว่าอะไรนะ?” “พวกคนน่ะรึ” สุนัขจิ้งจอกกล่าว “เขามีปืนและเขาล่าสัตว์น่ารำคาญจะตาย พวกเขาเลี้ยงไก่ด้วย ก็มีดีเพียงอย่างเดียวนี่แหละ เธอกำลังหาไก่หรือเปล่า?”
“เปล่า ฉันกำลังหาเพื่อน ทำให้เชื่องแปลว่าอะไร?” “เป็นสิ่งซึ่งมักถูกลืม” สุนัขจิ้งจอกกล่าว “มันคือการสร้างความสัมพันธ์…” “สร้างความสัมพันธ์หรือ?” “แน่นอน” สุนัขจิ้งจอกพูด “สำหรับฉันเธอเป็นเพียงเด็กผู้ชายเล็ก ๆ คนหนึ่งซึ่งเหมือน ๆ กันกับเด็กชายอื่น ๆ อีกแสนคน ฉันไม่ต้องการเธอ และเธอก็ไม่ต้องการฉันเช่นเดียวกัน ฉันก็เป็นเพียงสุนัขจิ้งจอกธรรมดา ๆ ตัวหนึ่ง เหมือนสุนัขจิ้งจอกอื่น ๆ แสนตัว แต่ทว่าถ้าเมื่อใดเธอคุ้นเคยใกล้ชิดกับฉัน เมื่อนั้นเราต่างก็ต้องการซึ่งกันและกัน เธอก็จะเป็นเด็กคนเดียวในโลกสำหรับฉัน และฉันก็จะเป็นสุนัขจิ้งจอกตัวเดียวในโลกสำหรับเธอด้วย…” “ฉันเริ่มจะเข้าใจล่ะ” เจ้าชายน้อยกล่าว “มีดอกไม้อยู่ดอกหนึ่ง…ฉันคิดว่าเธอได้สร้างความสัมพันธ์กับฉัน…” “ก็อาจเป็นไปได้ เราอาจมองดูโลกได้ต่าง ๆ กันไป” “โอ…ไม่ใช่บนโลกใบนี้หรอก” เจ้าชายน้อยตอบ
สุนัขจิ้งจอกมีท่าแยบยล “บนดาวดวงอื่นรึ?” “ใช่” “มีนักล่าสัตว์ไหมบนดาวดวงนั้น?” “ไม่มี”
“อา…น่าสนใจทีเดียว แล้วไก่ล่ะมีไหม?” “ไม่มี” “ไม่มีอะไรที่ดีพร้อมเลย” สุนัขจิ้งจอกถอนใจ แต่เขาก็ย้อนมายังความคิดเดิม “ชีวิตของฉันแสนจะน่าเบื่อหน่าย ฉันล่าไก่ มนุษย์ก็ตามล่าฉันอีกที ไก่ทุก ๆ ตัวก็เหมือนกันหมด และมนุษย์ทุกคนก็เหมือน ๆ กันอีก ฉันออกจะเบื่อ ๆ อยู่ แต่ว่าถ้าเธอทำให้ฉันเชื่อง ชีวิตของฉันก็จะสดใสขึ้น ฉันจะเรียนรู้จักฝีเท้าของเธอซึ่งผิดจากเสียงอื่นทั้งสิ้น เสียงฝีเท้าอื่นจะทำให้ฉันหลบหนีไปใต้ดิน แต่ฝีเท้าของเธอจะเรียกให้ฉันออกมาจากโพรงดิน เช่นเดียวกับเสียงดนตรี และดูนั่นสิ เธอเห็นไหม ที่นั่นทุ่งนาข้าวสาลี ฉันไม่กินขนมปังหรอก ข้าวสาลีหามีประโยชน์ต่อฉันไม่ นาข้าวสาลีจึงมิได้ทำให้ฉันหวนระลึกถึงสิ่งใดเลย และนั่นก็เป็นสิ่งน่าเศร้า เธอมีผมสีทอง ฉะนั้น ถ้าเธอก่อความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งสอง ก็จะเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ยิ่ง ข้าวสาลีสีเหลืองอร่ามจะทำให้ฉันหวนระลึกถึงเธอ ฉันเองชอบฟังเสียงลมพัดผ่านต้นข้าว…” สุนัขจิ้งจอกนิ่งไป พร้อมกับมองดูเจ้าชายน้อยเป็นเวลานาน “ได้โปรดเถิด…จงทำให้ฉันเชื่อง” เขากล่าว
“ฉันอยากจะทำเช่นนั้น” เจ้าชายน้อยตอบ “แต่ฉันไม่มีเวลามาก ฉันมีเพื่อนมากมายที่จะต้องไปค้นหา และสิ่งต่าง ๆ มากมายที่จะต้องเรียนรู้อีก” “เราจะรู้จักแต่สิ่งซึ่งเรามีความสัมพันธ์ด้วยเท่านั้น” สุนัขจิ้งจอกกล่าว “มนุษย์เขาไม่มีเวลาจะรู้จักสิ่งใดทั้งสิ้น … มนุษย์จึงยังไม่มีเพื่อน ถ้าเธอต้องการเพื่อนเธอจงหัดฉันให้เชื่องสิ…” “ต้องทำอย่างไรเล่า?” เจ้าชายน้อยถาม “เธอจะต้องมีความอดทน” สุนัขจิ้งจอกตอบ “เธอจะต้องนั่งห่างจากฉันหน่อยในตอนแรก อย่างนั้นแหละ นั่งบนหญ้า ฉันจะชายตามองดูเธอ จากนั้นเธอก็อย่าพูดอะไรเลยนะ เพราะภาษาคือที่มาของความเข้าใจผิด และเธอค่อย ๆ เขยิบเข้ามาใกล้ ๆ ฉันมากขึ้นทีละน้อย” …วันรุ่งขึ้นเจ้าชายน้อยก็กลับมาอีก “เธอควรจะมาในเวลาเดียวกันเสมอ” สุนัขจิ้งจอกกล่าว “เป็นต้นว่า ถ้าเธอเคยมาตอนบ่ายสี่โมง ประมาณสักบ่ายสามโมงฉันก็เริ่มเป็นสุขแล้ว ยิ่งเวลาล่วงไปฉันก็ยิ่งเป็นสุขมากขึ้น พอสี่โมงฉันก็จะรู้สึกตื่นเต้น และกระวนกระวาย ฉันจะรู้จักคุณค่าของความสุข… แต่ถ้าเธอมาไม่เป็นเวลา ฉันจะไม่มีวันรู้ว่าเมื่อไรฉันควรจะเตรียมใจฉันไว้…พิธีรีตองก็เป็นสิ่งจำเป็นเหมือนกัน” “พิธีรีตองคืออะไร?” เจ้าชายน้อยถาม “คือสิ่งที่เรามักจะลืมเสียเช่นเดียวกัน” สุนัขจิ้งจอกกล่าว “มันเป็นสิ่งซึ่งทำให้วันหนึ่งมีความหมายต่างจากวันอื่น ๆ เวลาหนึ่งมีความหมายเป็นพิเศษจากเวลาอื่น ๆ เป็นต้นว่า พวกนายพรานก็มีพิธีรีตอง เขาจะเต้นรำในวันพฤหัสฯกับสาว ๆ ในหมู่บ้าน ดังนั้นวันพฤหัสฯ จึงเป็นวันที่พิเศษที่สุด ฉันจะไปเที่ยวเล่นจนถึงไร่องุ่น แต่ถ้าหากพวกนายพรานเต้นรำไม่เป็นเวลา ทุกวันก็เหมือนกันหมด ฉันก็จะไม่มีวันหยุดพักผ่อนเลย”
ด้วยประการฉะนี้ เจ้าชายน้อยก็ได้หัดสุนัขจิ้งจอกจนเชื่อง และเมื่อเวลาจากกันใกล้เข้ามา…
“อา…ฉันจะร้องไห้” สุนัขจิ้งจอกกล่าว “เป็นความผิดของเธอเอง ฉันไม่อยากทำให้เธอไม่สบายใจ แต่เธอเองอยากให้ฉันหัดเธอให้เชื่อง” “ใช่แล้ว” สุนัขจิ้งจอกกล่าว “แต่แล้วเธอกลับร้องไห้” เจ้าชายน้อยติง “แน่ล่ะ” “ถ้าเป็นเช่นนั้นเธอก็ไม่ได้อะไรเลย” “ฉันได้สิ” สุนัขจิ้งจอกกล่าว “ก็สีของข้าวสาลีไงล่ะ” “ลาก่อนนะ” เขากล่าว “ลาก่อน” สุนัขจิ้งจอกตอบ
“นี่คือความลับของฉัน มันแสนจะธรรมดา เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา” “สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา” เจ้าชายน้อยพูดตามเพื่อเป็นการเตือนความทรงจำ “เวลาที่เธอเสียไปให้แก่ดอกกุหลาบของเธอ ทำให้ดอกกุหลาบนั้นมีค่ามากขึ้น” “เวลาที่เธอเสียไปให้แก่ดอกกุหลาบของฉัน…” เจ้าชายน้อยว่าตามเพื่อจดจำไว้ “มนุษย์ลืมความจริงข้อนี้” สุนัขจิ้งจอกเอ่ย “แต่เธอต้องไม่ลืมมัน เธอต้องรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่เธอมีความสัมพันธ์ด้วย เธอต้องรับผิดชอบดอกกุหลาบของเธอ…” “ฉันต้องรับผิดชอบต่อดอกกุหลาบของฉัน” เจ้าชายน้อยกล่าวซ้ำเพื่อให้หวนระลึกได้
ในการมาครั้งนี้ ผมมีโอกาสพบปะพูดคุยกับผู้คนบางคนรวมทั้งพระคุณเจ้าบางรูป แต่ความคิดเห็นที่ได้รับฟัง บางครั้งช่างต่างกันเหลือเกิน ท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งเล่าความหนักใจว่า “คน 10 % จะไปรังแกคน 90% ได้อย่างไร … ก่อนหน้านี้เราอาจมีอยู่สัก 20% แต่ทนการกดดันไม่ได้ ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น และครอบครัวเขาก็มีลูกดกกว่าเราด้วย ที่ฝั่งมาเลเซีย ชาวพุทธที่นั่นอยู่กันได้ดีกับมุสลิม ไม่ต้องย้ายไปไหน แต่ฝั่งเราตอนนี้ไม่รู้ว่าชาวพุทธเหลืออยู่สักเท่าไร จำนวนจริง ๆ นะ ไม่ใช่ตามทะเบียนบ้านที่มีแต่ตัวเลข ไม่มีตัวตนในพื้นที่ แล้วทำไมทางการให้สิทธิพิเศษแก่เขามากมาย ทั้งด้านการศึกษา และด้านการรับเข้าทำงาน ถ้าสัมภาษณ์เป็นภาษามลายูแล้วเราจะผ่านได้อย่างไร”
คุยกับท่านเจ้าคุณอยู่พักหนึ่ง มีความเห็นตรงกันอยู่เรื่องหนึ่งคือปัญหาการเรียนแยก คือเด็กเล็กจะถูกครอบครัวอิสลามส่งไปเรียนที่โรงเรียนตาดีกาของมัสยิด โตขึ้นจะไปเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ส่วนเด็กพุทธจะเรียนโรงเรียนของรัฐ แยกกันเกือบเด็ดขาด โอกาสความสัมพันธ์แทบไม่มี แล้วจะเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร ไม่เชื่อถามสุนัขจิ้งจอกที่ขอให้เจ้าชายน้อยเป็นเพื่อนสิ พวกเขาต้องใช้เวลาในการสร้างความสัมพันธ์กัน
ผมยกปัญหาเรียนแยกถามนายทหารยศพลเอกคนหนึ่งที่เกษียณอายุหลายปีแล้ว แต่ยังอุทิศตนเพื่อสนับสนุนชุมชนพุทธเรื่อยมา นายทหารผู้นี้มองการเรียนแยกว่าไม่ใช่ปัญหา คือมองว่าการขาดเพื่อนต่างศาสนาไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาในมุมมองความมั่นคงคือ ฝ่ายเห็นต่างมีโอกาสดีที่จะแทรกแซง และปลูกฝังทัศนคติที่แตกแยกให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างได้ผล
ผมไม่มีโอกาสพูดคุยกับฝ่าย กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า หรือกับฝ่าย ศอ.บต. โดยตรง แต่มีเสียงบ่นแว่วมาว่า “ตอนนี้พื้นที่ชายแดนใต้และสังคมไทย มีความแตกแยกร้าวลึกสูงมาก การสร้างสันติภาพต้องเริ่มจากมิตรภาพ เพราะสงครามนั้นตัดขาดมิตรภาพและความสัมพันธ์ไปมาก และการแทรกแซงของฝ่ายความมั่นคงได้สร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมให้เกิดความหวาดระแวงไม่ไว้วางใจกันหนักข้อขึ้น พระจะไปหาเพื่อนที่เป็นบาบอก็ถูกจับจ้อง เยาวชนรวมตัวกันก็ถูกแทรกแซง ถูกคุกคาม พื้นที่สาธารณะที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันก็แทบไม่มี”
ผมไม่ได้แวะเยี่ยมอำเภอจะนะเหมือนครั้งก่อน เพียงแต่ยังสนใจ จึงเลียบเคียงว่าคนในพื้นที่คิดอย่างไรกับโครงการพัฒนาให้ส่วนหนึ่งของอำเภอจะนะเป็นเขตอุตสาหกรรม คำตอบไม่ชัดเจน คือคนในพื้นที่แบ่งเป็นสองพวก พวกนายทุนและนักการเมืองประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในการชวนให้ชาวบ้านสนับสนุนการสร้างเขตอุตสาหกรรมเพื่อการมีงานทำ แต่พอถามอีกฝ่ายหนึ่ง คำตอบคือพอใจกับวิถีชีวิตเดิม คือการเกษตร การประมงพื้นบ้าน และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นต้น พอถามถึงการสร้างเจ้าแม่กวนอิม “องค์ใหญ่ที่สุดในโลก” ที่ตำบลสะกอม อำเภอเทพา โดยบริษัททีพีไอ โพลีนเพาเวอร์ จำกัด เพื่อเป็นแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวจากทั่วโลก แน่นอนว่ามุสลิมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเพราะนับถือพระอัลลอฮ์ จึงไม่ยอมรับรูปเคารพสูงใหญ่ที่จะมาตั้งโดดเด่นค้ำศีรษะพวกเขา ชาวพุทธย่อมเห็นด้วยเป็นธรรมดา ด้วยถือว่าเจ้าแม่กวนอิมเป็นพระโพธิสัตว์ตามคติมหายาน ความขัดแย้งจึงมีสองมิติ มิติเศรษฐกิจ และมิติความเชื่อ แล้ว ศอ. บต. ที่ผุดโครงการเขตอุตสาหกรรมขึ้นมา ภายหลังโครงการสามโครงการในอีกสามจังหวัด เขาว่าอย่างไร คำตอบ คือรอให้มีการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (strategic environmental assessment SEA) ก่อน จึงยังไม่ทำอะไร
พอกลับมากรุงเทพฯ ผมมีโอกาสถามความเห็นของผู้ใหญ่คนหนึ่ง คำตอบคือเรามาผิดทาง ไปเน้นปัญหาการแตกแยก อันที่จริง ควรส่งเสริมการมีงานทำตามศักยภาพของบุคคลและพื้นที่ ถ้าฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นในทุกชุมชน คนที่คิดใช้ความรุนแรงจะลดลงเองตามธรรมชาติ อย่างไรก็ดี มีความเห็นแว่วมาว่า เศรษฐกิจชุมชนดี จะช่วยลดเงื่อนไขความรุนแรงก็จริง แต่ยังมีเงื่อนไขอื่นที่จำเป็นต่อการสร้างสันติภาพ เช่น เสรีภาพและความเป็นธรรม
ได้ฟังเสียงนินทาฝ่ายราชการมาหนาหู เลยมาตามดูว่าเขาทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง มีเรื่องหนึ่งที่เพิ่งได้ยิน โดยที่อดีตข้าราชการชั้นสูงคนหนึ่งของ สมช. ที่เดินทางมาด้วยกันก็ยังไม่ทราบ ปกติ โครงสร้างที่เป็นทางการมีสามระดับคือ ระดับนโยบาย ระดับพูดคุยสันติภาพ กับระดับพื้นที่ ระดับหลังนี้เรียกว่า สล. 3 คราวนี้ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ริเริ่มโครงการใหม่ในชื่อว่า “คณะขับเคลื่อนการพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่ คพท.” ที่ผ่านมา โครงการนี้ได้ดำเนินการจัดเวที ทำความเข้าใจ และรับฟังข้อเสนอแนะ รวมถึงปัญหาต่าง ๆ จากประชาชนในหลายพื้นที่ จำนวน 80 กว่าเวที และจะยังคงเดินหน้าต่อเนื่องในการทำความเข้าใจเพื่อช่วยหนุนเสริมกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เอื้อต่อการพูดคุยและบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย
มีโครงการใหม่อีกโครงการหนึ่งที่น่าสนใจคือ โครงการฮูกุมปากัต โดย ผอ. กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าอธิบายว่า “นอกจากจะดูแลในด้านความปลอดภัยแล้วนั้น เรายังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเยาวชนในสถานศึกษาให้ได้เรียนรู้ถึงหลักศาสนาที่ชัดเจนและแท้จริง จึงได้มีการร่วมหารือกับผู้นำศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และขับเคลื่อนงานฮูกุมปากัต “ฮูกุม” หมายถึง กฎกติกา และ “ปากัต” หมายถึง การมีส่วนร่วม” รวมแล้วหมายถึงการมี “ธรรมนูญหมู่บ้าน”
โครงการฮูกุมปากัตได้รับการเห็นชอบจาก “เสาหลักชุมชน 4 ฝ่าย” คือ ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และผู้นำทางธรรมชาติ ประกอบด้วยการปลูกฝังความดี 9 ประการคือ 1.การเป็นคนดี 2. มีปัญญา 3. รายได้สมดุล 4. สุขภาพแข็งแรง 5. สิ่งแวดล้อมสมบูรณ์ 6. สังคมอบอุ่น 7. หลุดพ้นอาชญากรรม 8. จัดตั้งกองทุนพึ่งตนเอง และดีที่ 9. กรรมการหมู่บ้านเข้มแข็ง
ถ้าแวะไปดูข่าวประชาสัมพันธ์ของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า จะพบว่ามีการริเริ่มโครงการอื่น ๆ อีกหลายโครงการที่ผมยังไม่ได้อ่าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี ขอฝากแนวคิด “มิตรภาพสู่สันติภาพ” ประกอบการจัดทำโครงการของฝ่ายความมั่นคงด้วย และขอให้ช่วยกันประเมินด้วยว่า โครงการต่าง ๆ ซ้ำซ้อนกับงานของหน่วยงานอื่นหรือไม่ และการมีส่วนร่วมเป็นแบบจากล่างขึ้นบนมากน้อยเพียงใด
ผู้อ่านอาจรู้สึกว่า ข้อมูลที่ผมให้ดูย้อนแย้งสับสน แต่นั่นแหละครับ ในการต่อสู้ ย่อมมีการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนและบิดเบือนข้อมูลของฝ่ายตรงกันข้าม และเป็นเช่นนี้มาแต่ในอดีต ไม่เชื่อลองอ่านประวัติของจูเลียส ซีซาร์ หรือของฮ่องเต้หลายองค์ เพียงแต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้าไปมาก แล้วเรายังเริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถประดิษฐ์ข้อความเท็จที่เหมือนจริงและแนบเนียนยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อหวังชัยชนะ มิได้หวังมิตรภาพและสันติภาพ ซึ่งต้องการความจริงใจต่อกันเป็นสำคัญ
โคทม อารียา

