หน้าแรก การเมือง กัณวีร์ ร้องท...

กัณวีร์ ร้องทบทวนส่ง ‘ผู้ลี้ภัย’ กลับปท.เผชิญความตาย ไม่ได้แก้ปัญหา ปลุกเห็นค่าความเป็นมนุษย์

20.05.24 | 17:50 น.

‘กัณวีร์‘ ลั่น พอแล้วกับการไม่เห็นค่าความเป็นมนุษย์ ต่อผู้ลี้ภัย ยัน ไม่ใช่เรื่องกระทบความมั่นคง แต่ต้องมองเรื่องมนุษยธรรม 

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่อาคารรัฐสภา นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อพรรคเป็นธรรม ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน
ต่อการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ กล่าวรายงาน “ปัญหาและแนวทางการแก้ แบบยั่งยืนเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ และข้อสังเกตต่อการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง” ในงานสัมมนา หัวข้อ “การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง ผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง และแนวทางในการแก้ไขกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง”

นายกัณวีร์ กล่าวว่า ในคณะอนุกรรมาธิการศึกษากลุ่มเป้าหมายเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ 4 กลุ่ม ทั้งเข้าแบบผิดกฎหมาย หรือเข้ามาแบบถูกต้องตามกฎหมาย แต่อยู่ระยะเวลานานกว่ากำหนด คือ กลุ่มผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ กลุ่มคนไร้สัญชาติไร้เอกสารแสดงตน และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การค้ามนุษย์ เราดูปัญหาที่เกิดขึ้น ตั้งข้อสังเกต และดูว่ากฎหมายที่มีอยู่แล้วจะมีการบังคับใช้อย่างไร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นายกัณวีร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว แต่ต้องเริ่มต้นก่อน เพราะในประเทศไทยยังไม่ยอมรับคำว่าผู้ลี้ภัย ตั้งแต่ตนเองทำงานมาทุกอย่างยังคงที่เป็นเหมือนเดิม ผู้ลี้ภัยเป็นกลุ่มคนที่ยังไม่ได้รับการยอมรับในการมีตัวตนในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ยังเป็นแค่ภัยคุกคามด้านความมั่นคง กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่เติมเต็มแรงงานในสังคมไทยยังขาดการเข้าถึงสิทธิ์ต่าง ๆ บุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติในไทย กลุ่มคนเหล่านี้เราพยายามผลักดัน และต้องสร้างตัวตนให้กับทุกคนในประเทศนี้ขึ้นมา ว่าเขามีสถานะเหมือนพวกเรา จำเป็นต้องได้รับการยอมรับในฐานะการเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

นายกัณวีร์ ระบุว่า ปี 2543 ตนเองทำการศึกษาเรื่องผู้ลี้ภัย ได้มีโอกาสพื้นที่พักพิงชายแดนชั่วคราวให้กับผู้ลี้ภัยการสู้รบ ที่อยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว จึงมีการขอกระทรวงมหาดไทยเข้าไปในพื้นที่ โดยครั้งแรกได้เข้าไปในจังหวัดราชบุรี และได้เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่พบกับกลุ่มผู้ลี้ภัย และได้มีการแนะนำให้ไปที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อไปพบกับคนหนึ่ง และจะได้เข้าไปในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบริเวณนั้น

Advertisement

จากนั้น ปี 2552 ได้ทำงานกับ UNHCR มีคนเข้ามาติดต่อขอความช่วยเหลือ ว่าถูกตัดออกจากทะเบียน เนื่องจากเดินทางออกนอกพื้นที่แต่มีความจำเป็นต้องนำลูกไปรักษาตาที่กำลังจะบอด ซึ่งเขาคือคนเดียวกันกับที่ตนเองพบที่แม่ฮ่องสอน นั่นคือครั้งแรกที่ได้ช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ข้อเสนอเหล่านี้จะสามารถทำให้ผู้ลี้ภัยหลายคนมีดวงตาที่สามารถมองกลับมาได้ ตอนนี้เราต้องช่วยกันร่วมมือกันในการทำงานช่วยมนุษย์ทุกคนให้ได้เป็นมนุษย์

ปัจจุบันยังมีผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ที่ยังอยู่ในประเทศไทย 48 คน เขาคือคนที่ถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นกำเนิด และยังไม่รู้ชะตากรรม จึงอยากขอใช้เวลานี้ทำให้ข้อเสนอเหล่านี้ผ่านเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ในการส่งกลับผู้ที่จะต้องถูกประหัตประหารเผชิญหน้ากับความตายต่อไป

นายกัณวีร์ ระบุว่า ตนเองมีเพื่อนชาวโรฮิงญา ที่เป็นคนประสานตนเองกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ในการพาเข้าไปในป่าที่ภาคใต้ และบอกว่าชาวโรฮิงญาถูกจับอยู่ตรงไหน เขาเป็นอีกคนที่อยู่ด้วยกันตอนโดนไล่ยิงในป่ายาง จังหวัดสงขลา ร่วมกับ ผบก.ตม. 6 โดยกลุ่มโรฮิงญาเป็นผู้ที่ถูกค้ามนุษย์ซึ่งปัจจุบันได้ไปอยู่ที่ประเทศสวีเดนเรียบร้อยแล้วและเขาก็ยังต่อสู้เรื่องการค้ามนุษย์

“ผมขออุทิศเวลาตรงนี้ ในการที่จะบอกว่าเราจะไม่ทนต่อไปกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะมาทำลายชีวิตขั้นพื้นฐานพวกเรา ข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ การแก้ไขกฎหมายจะนำพาประเทศไทยของเราให้สามารถแก้ไขปัญหาในเชิงรุก ให้สามารถนำพาทุกคน ยืนขึ้น จับมือ และแก้ไขปัญหาไปพร้อมกัน” นายกัณวีร์ กล่าว

นายกัณวีร์ กล่าวต่อว่า คนต่างๆ เหล่านี้ ก็มีหมวกหลายใบ ซึ่งหมวกเหล่านั้นเป็นสิ่งที่บอกว่าเขาไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียง ไม่มีตัวตนใดๆ ซึ่งแรงงานข้ามชาติ จำเป็นต้องได้รับการเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ ที่ภาครัฐจำเป็นต้องให้ และรัฐต้องเป็นผู้ที่ให้ความคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในประเทศตัวเอง ไม่สามารถบอกได้ว่าคุณไม่ใช่คนในชาติเรา และเราไม่ต้องดูแล ณ ปัจจุบันนี้ เรากำลังเผชิญกับมายาคติด้านอนุรักษ์นิยม ความมั่นคง ที่คนที่มีสัญชาติไม่เหมือนเรา ไม่ใช่คน หากเราสามารถต่อสู้กับอคติตรงนี้ได้ เราจะรู้ถึงทางออกที่แท้จริง

นายกัณวีร์ ระบุว่า ตอนนี้เรามองว่าคนที่ลี้ภัยเข้ามาในประเทศเราเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่หากมอง หากเปิดใจมองว่าความจริงนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ทุกคนอยู่ด้วยกัน การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ เป็นภัยคุกคามความมั่นคง แต่เราจำเป็นต้องดูว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร และไม่ใช่ง่ายๆ ที่กว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้

นายกัณวีร์ กล่าวว่า พอแล้วสำหรับตนเอง 40 ปี ที่กักขังเขาไว้ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบริเวณชายแดนโดยที่ไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยที่ไม่รู้ว่าชีวิตเขาจะอยู่อย่างไร พอแล้วที่กักขังชาวอุยกูร์อยู่ในประเทศนี้ โดยที่ไม่รู้ว่าสุดท้ายเขาต้องการอะไร ซึ่งตอนนี้ได้รับโทษการประหารชีวิต และไม่รู้ว่าจะออกเมื่อไหร่ พอแล้วกับชาวโรฮิงญาที่เสียชีวิตอยู่ในการกักขังที่ ตม.เสียชีวิตเพียงเพราะขาดสารอาหาร

พอแล้วกับแรงงานข้ามชาติที่ไม่มองอนาคตว่าลูกหลานของเขาจะเป็นอย่างไร ไม่มองถึงสวัสดิการรักษาพยาบาล พอแล้วกับการทิ้งบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการค้ามนุษย์ ทั้งที่เขาคือมนุษย์คนหนึ่ง การก้าวขั้นแรกของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จะยืนหยัดให้สังคมนี้เห็นว่าเราให้ความสำคัญจริงๆ