มติศาลรธน. 6:3 รับคำร้อง-ให้แก้ต่าง 15 วัน คดีนายกฯตั้ง ‘พิชิต’ แต่ไม่ต้องพักงาน ‘เศรษฐา’ มั่นใจชี้แจงได้
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำโดย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมประจำสัปดาห์ มีวาระพิจารณากรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีดังกล่าวสมาชิกวุฒิสภา 40 คน ยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภาว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน (ผู้ถูกร้องที่ 2) เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าผู้ถูกร้องที่ 2 ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเคยถูกศาลฎีกามีคำสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เป็นบุคคลที่กระทำการอันไม่ซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม ศาลรัฐธรรมนูญออกเอกสารข่าวชี้แจงผลการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 7 (9) ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 มีคำสั่งรับคำร้องผู้ถูกร้องที่ 1 ไว้พิจารณา และให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 54 โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ
ส่วนกรณีของผู้ถูกร้องที่ 2 ได้มีคำร้องของนายพิชิต ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 แจ้งว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2567 นายพิชิตได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายพิชิต ผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (2) กรณีไม่มีเหตุที่จะต้องวินิจฉัยคดีต่อไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 51 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 มีคำสั่งไม่รับคำร้องเฉพาะส่วนของผู้ถูกร้องที่ 2 ไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยตุลาการเสียงข้างน้อย ได้แก่ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม สำหรับกรณีขอให้นายเศรษฐา ผู้ถูกร้องที่ 1 หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องชั้นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ไม่สั่งให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยตุลาการเสียงข้างน้อย ได้แก่ นายปัญญา อุดชาชน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายจิรนิติ หะวานนท์
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ภายหลังถึงศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องของ 40 ส.ว. กรณียื่นถอดถอนจากตำแหน่งปมเสนอชื่อนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี และมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ว่า สำหรับตนเข้าใจว่ามีเวลา 15 วัน และถ้าเสร็จภารกิจช่วงเย็นนี้ จะโทรศัพท์พูดคุยกับทีมกฎหมาย เพื่อที่จะดูว่าจะไปชี้แจงอย่างไร เป็นธรรมดาของการเข้าสู่การเมือง ต้องพร้อมให้มีการตรวจสอบได้ หากทางฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายตุลาการมีความข้องใจก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องไปชี้แจง
ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นหัวข้อที่ทางศาลรัฐธรรมนูญต้องการให้ชี้แจงประเด็นใดหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ยังไม่มีและยังไม่มีเวลา ตอนที่มติศาลรัฐธรรมนูญออกมาอยู่ระหว่างการประชุม แต่ต้องรับฟัง มั่นใจว่าชี้แจงได้ ต้องให้เวลาท่านพิจารณา ไม่อยากจะไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่าไม่มีผลกระทบอะไรกับการปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศขณะนี้ใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่มี และระยะยาวก็ไม่มี อีกทั้งไม่ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีภารกิจอยู่แล้ว ต้องแยกแยะให้ถูก
เมื่อถามว่ามั่นใจการปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างใช่หรือไม่ เพราะการตัดสินใจใดๆ มีทีมที่ปรึกษาและมีคณะกรรมการกฤษฎีกาให้คำปรึกษาอยู่แล้ว นายกฯกล่าวยอมรับว่า มั่นใจ แต่ต้องดูคำถามอีกครั้งว่า ตรงไหนเป็นอย่างไร เชื่อว่าคนที่ต้องตัดสินเขาต้องดูให้ดี ๆ

