หน้าแรก การเมือง ธานี เผยคนทั่...

ธานี เผยคนทั่วไป ยก จีน-อเมริกา เป็นสัญลักษณ์ของ Geopolitics ชวนคิด ‘ค่านิยม’ ของไทยคืออะไร

24.05.24 | 15:36 น.

“ธานี” เผยคนทั่วไป ยก “จีน-อเมริกา” เป็นสัญลักษณ์ของ Geopolitics ชวนคิด “ค่านิยม”ของไทยคืออะไร เดินทางสายกลางต่อไปดีหรือไม่


เมื่อเวลา 10.05 น. วันที่ 24 พฤษภาคม ที่ห้องคริสตัล บ็อกซ์ ชั้น 19 เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท อาคารเกษรทาวเวอร์ แยกราชประสงค์ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชนจัดมติชนฟอรั่ม หัวข้อ Thailand 2024 : Surviving Geopolitics’ โดย ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ประธานหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายพิเศษในหัวข้อ “แนวรบค่านิยมบนสมรภูมิ Geopolitics” ว่า เวลาถามถึง Geopolitics กับคนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่แวดวงวิชาการ รูปธรรมเขาคิดถึงอะไร ซึ่งเมื่อลองสัมภาษณ์ หรือสำรวจมาเล็กน้อยพบว่า คนส่วนใหญ่นึกถึง 2 คำ คือ จัน กับ อเมริกา

ไม่แปลก เพราะเขาคิดสองคำนี้จริงๆ ที่เป็นรูปธรรมในความคิดของเขา เขาไม่ได้คิดซับซ้อนถึงขั้นมีสงคราม ความขัดแย้ง มีเศรษฐกิจ มีผลกระทบ เขานึกเป็นภาพจีน กับอเมริกา เราก็ถามต่อว่า ในขณะที่นึกถึงจีน กับอเมริกา ในชีวิตความเป็นอยู่ ชีวิตประจำวัน มีอะไร ที่แฝงอยู่ในการดำเนินชีวิตของเขา

Advertisement

และถ้าถามว่าเขาชอบอเมริกาไหม ส่วนใหญ่จะมีการอ้ำ อึ้งที่จะตอบ และสุดท้ายจะเอียนเอียงไปทางไม่ชอบ เพราะว่าค่านิยมของสังคมไทยในอดีต ปลุกฝังให้ไม่ชอบอเมริกา ไม่ชอบตะวันตก กลัวการครอบงำ การล่าอาณานิคม เพราะเราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก แต่อีกคำถามหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าใจคนในสังคมคิดไม่เหมือนกัน คือถ้าว่า ชอบจีนไหม กลับมีความตอบไม่เหมือนกันอย่างชัดเจน และไม่อ้ำอึ้ง ซึ่งจีนไม่ได้ผิด แต่นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว

เพราะฉะนั้น จะพามาดูว่าทำไมคนบางกลุ่มชอบจีน และบางกลุ่มไม่จีน และมันสำคัญอย่างไรกับการดำเนินชีวิตประจำวันในสังคมไทย ผ่านเรื่องราวของ Geopolitics ดังนั้น วันนี้จึงอยากชวนคุย เรื่อง “ค่านิยม” โดยภาษาอังกฤษคือ Value ซึ่งแปลเป็นไทยได้หลาดหลายมาก ได้แก่ ค่านิยม คุณค่า และในทางเศรษฐศาสตร์ก็คือ มูลค่า

เมื่อเราพูดถึง “ค่านิยม” คือเรากำลังพูดถึงคุณค่าอะไรบางอย่าง ในการดำเนินชีวิต คนเรามีเป้าหมาย มีวิถี มีวิธีคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือไม่ดีก็ตาม เป็นรูปแบบหนึ่งของค่านิยม เพราะฉะนั้น ขอใช้คำว่า Value อะไรที่มีคุณค่าในชีวิตเรา คือค่านิยม นิยมอะไรที่มีค่า และมีคุณต่อชีวิตเรา

ในทางวิชาการ “ค่านิยม” ไม่แปลว่าเรื่องดีเสมอไป จะเป็นเรื่องดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ อย่างเช่น ค่านิยมรักความสบาย ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี ค่านิยมการทำงานหนัก ก็ไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป ค่านิยมความกตัญญู ค่านิยมของการช่วยเหลือพวกพอง ดีหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เป็นรูปแบบของค่านิยม

“ในทางวิชาการ ค่านิยม คือการให้ระดับของการให้ความสำคัญของการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราคิดว่ามันดีที่สุดหรือดีกว่าแบบอื่น แปลว่าค่านิยมในชีวิตคนเรามีหลายชุดมาก และเมื่อให้แต่ละคนเรียงลำดับความสำคัญ ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน” ผศ.ดร.ธานี กล่าว

เมื่อนึกถึงค่านิยม ก็นึกถึง “ค่านิยม 12 ประการ” ถือว่าเป็นการสร้างค่านิยมในยุคที่ค่อนข้างใหม่ และพยายามจะตั้งค่าให้กับสังคมไทย ซึ่งเป็นค่านิยมที่มี 12 ชุดและไม่จำเป็นจะต้องไปด้วยกันได้ ลองนึกดู ว่ามีคนหนึ่งเป็นหมอ ช่วยเหลือสังคม ด้วยการรักษาคนในสังคมฟรี ช่วยเหลือคนจนไม่รับเงินเลย ทำงาน 30 ปี ไม่มีเงินเก็บ อยู่อย่างพอเพียง แต่วันหนึ่ง แม่ของหมอคนนี้ป่วย และยาที่จะใช้รักษาได้ แต่ราคายาแพงมากมีอยู่ในโรงพยายามที่ทำงาน แต่หมอไม่เงินซื้อ หมอจึงจำใจขโมยยามารักษาแม่ คำถามคือ สรุปแล้วหมอยังเป็นคนดีหรือไม่

ซึ่งความเป็นคนดี และไม่ดีมันซับซ้อนกว่านั้น ดีในบ้างเรื่องไม่ดีในบ้างเรื่อง และในความซับซ้อนนี้ ก็คือการให้ความสำคัญของคนเรานั้นมีไม่เหมือนกันในค่านิยม เพราะฉะนั้น ในมองตั้งต้นก่อนว่า ค่านิยมการช่วยเหลือคนแบบสาธารณะ กับค่านิยมการช่วยเหลือคนในครอบครัวของหมอ อะไรสำคัญกว่ากัน ดังนั้น จึงทำให้เราต้องย้อนกลับไปคิดว่า ค่านิยมของสังคมไทยมาจากไหน

โดยถ้าท่านอายุ 40 ปีขึ้นไปคงเข้าใจเรื่องนี้ได้ คือค่านิยมไทยมาจาก “บ ว ร” คือ บ้าน วัน โรงเรียน ซึ่งถ้าท่านอายุ 40 และยิ่งอายุ 50 ปีขึ้นไปท่านจะเรียนรู้สังคมไทย มาจากคำสอนที่อยู่ในบ้าน คนในครอบครัว เรียนรู้จากวัด ศาสนาในวัด และเรียนรู้จากแบบเรียนที่ถูกผลิต และกำกับหลักสูตรโดยรัฐ บ้านวัน และโรงเรียน จึงเป็น propaganda สำคัญ ที่ทำให้ท่านสืบทอดค่านิยมของไทย ซึ่งไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด

ค่านิยมแบบไทย มีความสำคัญแต่การสร้างสังคมไทย ซึ่งสมัยก่อน บางคนคงเคยท่อง ร้องเพลง เด็กเอ๋ยเด็กดี ซึ่งท่านเคยตั้งคำถามไหม แต่ถ้าท่านมีลูกตอนนนี้ หรือเด็กรุ่นใหม่ ถ้าให้ท่องอะไรแบบนี้ เด็กจะถามเยอะมากเลย ถามเกือบทุกข้อเลย อย่างเช่น นับถือศาสนาคืออะไร ไม่นับถือได้ไหม รักษาทำเนียบมั่น คืออะไร แล้ว 10 ข้อที่ท่องไปต้องทำตามไหม ซึ่งไม่ได้บอกว่าดีไม่ดี แต่แสดงให้เห็ณว่าคุณค่าที่ถูกส่งผ่าน

คุณค่าสำคัญ คือคุณค่าที่ส่งผ่านกันมา สมัยก่อนคนไทยต้องกินข้าวพร้อมหน้ากัน บนโต๊ะอาหารและพูดคุยกัน สิ่งที่คุยกันส่วนมาก ก็เป็นพี่น้องต้องรักกันไว้ พ่อแม่ทำงานหนักมาก เรียนให้เก่งๆนะจะได้สบาย ทำงานแล้วพาพ่อแม่ไปเที่ยวบ้างนะ เกิดเหตุอะไรเราต้องช่วยกัน เพราะไม่มีใครช่วยเราได้มากกว่าคนในครอบครัว ซึ่งสะท้อนว่าเป็นคำสอนบนพื้นฐานที่ครอบครัวมีบทบาทสำคัญที่สุด เพราะอยู่ในประเทศที่รัฐ และสวัสดิการ อ่อนแอเกินกว่าที่จะหวังพึ่งคนอื่น เพราะฉะนั้น คำสอนไม่ผิด

แต่ยุคปัจจุบัน เราเห็นเด็กคุยในบ้านไหม เด็กไปวัดไหม เด็กเชื่อครูที่โรงเรียนแค่ไหน ดังนั้นปัจจุบัน บ ว ร มีบทบาทน้อยมาก และเด็กกินข้างอย่างไร คือ ข้าวอยู่ในตู้เย็น แม่แช่ไว้ให้แล้ว อยากกินตอนไหนก็มาตักเอง ใครว่าก็กิน คุยกันตอนกินข้าวไหม ก็ไม่คุย ลูกกินข้าวไปดูจอไป หรือไม่ก็กินข้าวเฉยๆ ไม่ทำอะไร แล้วก็ที่เด็กดูจอ แปลว่า เด็กไม่ได้รักบ้าน รักโรงเรียน เพราะเขารับวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อมาจากโซเชี่ยว มีเดีย

แล้วโซเชี่ยว มีเดียที่เด็กจะดูและเข้าใจมาจากไหน มาจากรัฐอิสลาม ก็คงไม่เพราะไม่เข้าใจภาษา มาจากจีนไม่ ก็ส่วนน้อย อาจจะเป็นขายของพอเข้าถึงได้ แต่โซเชี่ยวที่เด็กจะพอเข้าใจ คือ มาจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ และมักจะมีพื้นฐานเป็นวัฒนธรรมตะวันตก เพราะฉะนั้น เขารับค่านอยมของวัฒนธรรมตะวันตกในมุมของ การเป็นตัวของตัวเอง เสรีภาพ และการให้ความยุติธรรมในภาพใหญ่ ซึ่งไม่ค่อยจะเห็นกดบัตรครอบครัวในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ

แปลว่า คนรุ่นอายุ 40-50 ปี ขึ้นไป กับคนที่อายุน้อยๆ 20-30 ปี ลงมา ไม่เหมือนกันแน่ๆ ดังนั้นเราจะเห็นคนสองกลามที่เรียนรู้ค่านิยมที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ได้บอกว่าอันไหนดีกว่า หรืออันไหนผิด แต่สะท้อนให้เห็นว่ามีค่านิยมมากมาย มีการเปลี่ยนแปลง และหลากหลาย และเมื่อเห็นความแตกต่างเหล่านี้ มันนำมาซึ่งวิธีคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างมิติของตะวันออกและตะวันตก

อีกตัวอย่างคือ สมมุติว่า แม่ของเราเมา ขับรถและชนคนตาย แน่นอนแม่ไม่ได้ตั้งใจชน แต่สรุปแล้วแม่จะต้องโดนเข้าคุก เราไปดูแม่ และแม่เราขอร้องว่า ลูกช่วยแม่ด้วย แม่ไม่อยากติดคุก ทำยังไงก็ได้ คำถามคือท่านจะช่วยแม่ไหม ถ้าช่วยคือทำในนามของความกตัญญู แต่ว่าท่านกำลังทำลายระบบการต่อต้านความไม่เป็นธรรมในสังคม

ซึ่งคำถามเหล่านี้ คือการวัดว่าแต่ละสังคมให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากกว่ากัน รวมเป็นค่านิยมของสังคมนั้นๆ ซึ่งค่านิยมที่ออกมานั้นมีความสำคัญ เพราะมันบอกถึงวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นค่านิยมที่ววัดออกมาได้ก็พอจะทำให้เห็ฯถึงวัฒนธรรมของสังคม หรือประเทศนั้นๆ

โดยในการสำรวจค่านิยม และวัฒนธรรมในปี 1996 (พ.ศ.2539) พบว่า วัฒนาธรรมจีนจะเอนไปทางด้านการให้ความสำคัญกับครอบครัว ส่วนอเมริกา จะเอียงไปที่เน้นความเป็นตัวตน ซึ่งตอนนั้นยังไม่สำรวจไทย ต่อมาปี 2008 (พ.ศ.2551) จีนและอเมริกา ยังค่อนข้างอยู่ในจุดเดิม ส่วนไทยได้รับการสำรวจแล้วอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝั่ง ซึ่งปี 2010-2014 (พ.ศ.2553-2557) ผลการสำรวจก็ยังคงคล้ายเดิม และในปี 2022 (พ.ศ.2565) ไทยอยู่ตรงกลางเหมือนเดิม อเมริกาก็อยู่จุดเดิม ด้านขวาแสดงความเป็นประชาธิปไตย ส่วนที่น่าสนใจคือ จีน ขยับเขาสู่ระบบที่ให้ความสำคัญกับระดับบุคคลมากขึ้น

“ไทยเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลางในทุกเรื่อง ระดับการพัฒนาก็อยู่กลางๆ ความไว้วางใจก็ตรงกลาง ประสิทธิภาพของรัฐก็กลาง การคอรัปชั่นก็กลางค่อนแย่ ไทยเราเป็นประเทศเดินทางสายกลาง”ผศ.ดร.ธานี กล่าว

หากมองลึกไปในความเป็นกลางของไทยนั้น จริงๆแล้วผลสำรวจมีค่านิยมของคนสองกลุ่ม คือ คนอายุเยอะมีค่านิยมให้ความสำคัญกับครอบครัว พวกพ้องคล้ายจีน ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในบุคคล แต่ยังคงมีความใกล้กับการรักครอบครัว แต่ในปี 2022 จีนเปลี่ยนไป อย่างเห็นได้ชัด ระบบของจีนดีขึ้นให้ความสำคัญต่อความเป็นธรรมในบุคคล และความเท่าเทียม

สิ่งที่ต้องการชี้ให้เห็นคือ ขณะนี้จีนเปลี่ยนไปแล้ว ปัญหาคือถ้าผู้อำนาจ หรือผู้ที่ควบคุมกติกาของประเทศไทยคือ คนสูงอายุจำนวนหนึ่ง เขาจะไม่เปลี่ยนวิธีคิด และกำลังจะช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของจีน

ขณะที่ ความขัดแย้งของค่านิยมตะวันออกและตะวันตกในสังคมไทยมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลต่อการทำธุรกิจของคนแต่ละวัฒนธรรมด้วย คือ วัฒนธรรมแบบจีนจะเก่งในการเจรจา เก่งในเรื่องความซับซ้อน ส่วนพื้นฐานของวัฒนธรรมตะวันตก ทำธุรกิจที่เปิดกว้าง ไม่จำกัดแค่ในประเทศ แต่ข้อเสียคือวัฒนธรรมแบบตะวันตก จะรับมือกับธุรกิจที่ซับซ้อนไม่ได้ ดังนั้นอะไรเหมาะกับประเทศไทยมากกว่านั้น ก็ไม่มีใครรู้ได้ หรือจะผสมกันก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ไม่ได้มีแค่สองขั้ว คือจีนกับอเมริกา แต่ยังมีรัฐอิสลาม ญี่ปุ่น และอีกหลากหลาย ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงค่านิยมที่ทำได้ยากมากขึ้น และความขัดแย้งยิ่งสูงขึ้น และหลากหลายขึ้น ดังนั้น คำถามอาจจะไม่ใช่ชอบหรือไม่ชอบแล้ว จะชอบจีนหรือไม่ชอบจีนก้ได้แต่ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง