รศ.ดร.ปิติ ชี้ไทยหวั่นเจอพิษภูมิรัฐศาสตร์ สู่ภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ต้องก้าวข้าม 6 ปัญหาหลักโลก
เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 24 พฤษภาคม ที่ห้องคริสตัล บ็อกซ์ ชั้น 19 เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท อาคารเกษรทาวเวอร์ แยกราชประสงค์ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชนจัดมติชนฟอรั่ม หัวข้อ Thailand 2024 : Surviving Geopolitics โดย รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนารูปแบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในหัวข้อไทยในสมรภูมิใหม่
รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า จากหัวข้อที่ได้รับมอบหมายเรื่องสมรภูมิใหม่ แล้วด้วยการที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ จึงขออนุญาตเชื่อมโยง ไม่เพียงแต่เรื่อง ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) ที่มีทั้งการแย่งชิงทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เกิดคำใหม่คำหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ก็คือ ภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomical) หลายท่านที่ได้บรรยายก่อนหน้านี้ได้กล่าวในลักษณะภูมิรัฐศาสตร์
แต่สำหรับภูมิเศรษฐศาสตร์จะมีการขยายความออกไป หากพูดถึงสมรภูมิใหม่ๆ เริ่มจาก 1.สมรภูมิใต้โลก หรือที่อยู่ภายใต้ท้องทะเลที่หลายฝ่ายกำลังแย่งชิงทรัพยากรบนพื้นที่ระบบนิเวศที่บอบบางมาก 2.อุณหภูมิขั้วโลก โดยเฉพาะขั้วโลกเหนือจะกลายมาเปลี่ยนเส้นทางการค้าได้ตลอดทั้งปี แต่ระบบนิเวศนี้จะทำให้น้ำแข็งใต้โลกทั่วทวีปละลายเร็วขึ้น 3.การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี สำหรับเทคโนโลยีที่ไกลสุดและสามารถช่วยประเทศไทยได้คืออวกาศ 4.โลกไซเบอร์ 5.สิ่งแวดล้อม และ 6.สมรภูมิโลกการเงิน
หากนำภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์มารวมกันสิ่งแวดล้อม หรือปัจจัยเฝ้าระวัง แบ่งเป็น 6D เริ่มจาก De-Globalization หรือการไม่มีเสถียรภาพ เพราะมีสมรภูมิทั่วโลกที่ต้องจับตาตั้งแต่สงครามยูเครน รวมไปถึงทั่วตะวันออกกลาง แอฟริกา ทะเลจีนใต้ คาบสมุทรเกาหลี คาบสมุทรไต้หวัน อีกทั้งประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างเมียนมา และการขุดคลองฟูนันเตโชของกัมพูชาจะสร้างความขัดแย้งกับเวียดนาม
รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า ขณะที่ความขัดแย้งระดับโลกจะเป็นเรื่อง Digital Divided ความแตกต่างในเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นชนวนเหตุที่ขยายไปถึงสมรภูมิใหม่ๆ อีกเยอะ และความแตกต่างด้านเทคโนโลยีนั้น ปัจจุบันหากดูงานจากสหรัฐจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก ระเบียบโลกทางเศรษฐกิจที่คุ้นชินตั้งแต่ทศวรรษที่ 190 คือ Globalization ที่จากนี้ไปจะเข้าสู่ยุค De-Globalization

“สหรัฐที่เคยพึ่งพาประเทศจีนอย่างมหาศาล เพราะจีนเป็นโรงงานของโลก ซึ่งสิ่งที่สหรัฐต้องแก้เกมให้ได้คือการลดการพึ่งพาจีน หรือการแบ่งแยกห่วงโซ่อุปทาน หรือ De-Stabilization ขณะเดียวกัน จีนรู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งที่สหรัฐมีสิทธิพิเศษเหนือใครในเรื่องที่มีเงินเหรียญสหรัฐเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงินตราทั่วโลก ดังนั้น จีนจำเป็นต้องลดบทบาทการใช้เงินเหรียญสหรัฐ หรือ De-Dollarisation
และทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสหรัฐ และโลกตะวันตกที่ต้องการ Decoupling/ DeRisking GVCs หรือจีน รวมถึงพันธมิตรกำลังพยายาม De-Globalization ล้วนวางอยู่บนสิ่งแวดล้อมที่กำลังถดถอยและเสื่อมสภาพ หรือ De-Gradation of Environment และนี่คือฉากทัศน์ของอีโคซิสเต็มของความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนีั” รศ.ดร.ปิติกล่าว
รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า จากภาพดังกล่าวสะท้อนได้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน เมื่อพูดถึงพรมแดนใหม่ใหม่แน่นอนมันถูกต่อยอดจากพรมแดนเก่าเยอะ เช่น ก้อนที่ถูกวางอยู่ในทะเลไม่ใช่ก้อนดิน แต่เป็นแร่ธาตุบริสุทธิ์ที่ทุกคนต้องการแย่งเพื่อนำไปเติมเต็มห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งแร่บริสุทธิ์อยู่ชั้นใต้ดิน ในชั้นแมกม่าในชั้นลาวา ดังนั้น ในช่องชั้นต่างๆ ใต้ท้องทะเลดันให้ลาวาเหล่านี้กระจายตัวขึ้นมาแล้วกระทบกับความเย็นจัดในมหาสมุทร ทำให้เกิดปรากฏการณ์ De-Globalization
อีกทั้งก้อนดินอยู่ใต้ทะเลอาจเป็นโคบอลต์ (Cobalt) ที่เป็นแร่ธาตุจำเป็นใช้ผสมลงในเหล็กกล้าที่ต้องการคุณสมบัติในการทนความร้อนสูง หรือเป็นนิกเกิล (Nickel) ที่ใช้ในการผสมเพื่อสร้างโลหะไร้สนิม ทนต่อการกัดกร่อน ใช้เคลือบผิวงานโลหะต่างๆ และที่จำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต นั่นคือ เป็นแร่ธาตุที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งยังใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต Shape Memory Alloys ซึ่งใช้ในการหุ่นยนต์บางชนิด
รศ.ดร.ปิติกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เขตพื้นที่คลาเรียน คลิปเปอร์ตัน (Clarion Clipperton Zone) หรือ CCZ ไม่ใช่เพียงพื้นที่เดียวในโลกที่มีแร่ธาตุบริสุทธิ์ที่มีศักยภาพ แต่พื้นที่ศักยภาพที่จะพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญในอนาคตยังมีกระจายทั่วทั้งโลก พื้นที่ศักยภาพสูงเหล่านี้อยู่ในระดับความลึกตั้งแต่ 200 เมตร์ขึ้นไป เป็นพื้นที่ที่มีแร่โลหะก้อนโพลีเมทัลลิก (Polymetallic Nodule) ที่มักกระจุก ตัวอยู่รอบๆ บริเวณปล่องน้ำร้อนมหาสมุทรที่ความลึก 1,400-3,700 เมตรใต้ทะเล ซึ่งมีการก่อตัวของแหล่งซัลไฟด์ขนาดใหญ่ (Massive Sutfide) หมายถึงพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสินแร่ต่างๆ อาทิ เงินทอง ทองแดง โคบอลต์ แมงกานีส และสังกะสี
แต่ในเมื่อส่วนใหญ่มันตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้มีใครครอบครอง และเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ แล้วใครจะทำหน้าที่จัดสรรผลประโยชน์ รวมทั้งระงับข้อพิพาท ตลอดจนสร้างสรรค์เครื่องมือต่างๆ ในการป้องกันไม่ให้สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศถูกทำลายเกิดกว่าที่ธรรมชาติจะรับสภาพได้
ทั้งนี้ พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสินแร่ต่างๆ กลับถูกวางอยู่ในพื้นดินที่อยู่นอกขอบเขตแดนที่มีการตกลงกันไว้ในสนธิอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) องค์กรพื้นดินท้องทะเลระหว่างประเทศ (ISA) ซึ่งตัวทะเลดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าเป็น ทะเลหลวง กำลังเป็นพื้นที่ทุกคนกำลังเข้าไปสำรวจทรัพยากร

แม้ทะเลหลวงจะอยู่ลึกมาๆ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย จึงคาดว่าภายในปี 2025 อย่างน้อยภายใน 21 กลุ่มประเทศ และรัฐวิสาหกิจของแต่ละประเทศกำลังเริ่มสำรวจ ขณะเดียวกัน หน่วยงานในองค์กรสหประชาชาติมีงบประมาณในการดูแลเรื่องพวกนี้ประมาณปีละไม่ถึง 9 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีงบในการทำวิจัยไม่ถึง 3 ล้านเหรียญสหรัฐ
“ดังนั้น มนุษย์กำลังเข้าไปแตะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านระบบนิเวศสูงที่สุด เพื่อแย่งชิงทรัพยากรในพื้นที่ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เรื่องนี้อาจเป็นชนวนเหตุการขัดแย้งในอนาคต เพราะประเทศที่ไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาคือสหรัฐ เขามีศักยภาพ แต่ไม่มีสิทธิเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าว” รศ.ดร.ปิติกล่าว
รศ.ดร.ปิติกล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรุนแรงมหาศาล อาทิ 1.หายนะของโลกใต้น้ำที่ไม่อาจย้อนกลับ เครื่องจักรที่ขุดค้นแร่จะก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ เสียงรบกวนและแสงไฟ ส่งผลกระทบต่อถิ่นที่อยู่และอุดตันระบบหายใจของเหลาส่งมีชีวิตให้ทะเลได้ อีกทั้งการปลอยสารพิษจากเรือของเหมืองแร่บนผิวน้ำจะเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลในบริเวณกว้างหลายร้อย หลายพันกิโลเมตรเลยที่เดียว
2.สิ่งมีชีวิตในทะเลจะสูญพันธุ์ สิ่งมีชีวิตบางสายพันธุ์อาศัยอยู่แค่ในพื้นที่จำเพาะใต้ทะเลเท่านั้น การทำเหมืองแร่จะทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยเพียงแห่งเดียวของมันเท่ากับทำลายล้างสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นให้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ด้วยพื้นที่ก้นสมุทรเกิดจากการก่อตัวสะสมหลายล้านปี ไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันจะสามารถฟื้นตัวกลับมาดังเดิมได้หรือไม่
3.สูญเสียพันธมิตรต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอาภาศ (Climate Change) สัตว์ทะเลและพืชใต้น้ำเป็นตัวช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไว้ใต้มหาสมุทร ทำให้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นช้าลง การที่เราไปรบกวนระบบนิเวศของมันอาจเป็นการรบกวนกระบวนการเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
4.การทำลายห่วงโซ่อาหารทางทะเล ผลการวิจัยของกรีนพีซ (Greenpeace) พบว่าการขุดค้นแร่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดการสูญพันธุ์ของสัตว์บางชนิด จนไปกระทบกับสิ่งมีชีวิตอื่นในระบบห่วงโซ่อาหาร
และ 5.ทำลายล้างโลกที่น่าพิศวงทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้ค้นพบ การศึกษาโลกใต้น้ำเรียกได้ว่าเรายังแทบไม่รู้จักมันเลย มีสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ถูกค้นพบ หรือธรรมชาติที่เรายังไม่รู้จักมันด้วยซ้ำ คุ้มแล้วหรือที่จะทำลายโลกใต้น้ำเหล่านั้น ก่อนที่เราจะรู้จักมัน ถือว่าเรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิใหม่

