เดือนพฤษภาที่กำลังจะผ่านไปเป็นเดือนที่เต็มไปด้วยการรำลึกการสูญเสียที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองเรา รวมไปถึงการทำรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อสิบปีก่อน
หากลองไปเทียบกับเดือนตุลา อาจจะเรียกได้ว่าคนตั้งแต่เจนเอ็กซ์เป็นต้นมา ผูกพันกับเหตุการณ์เดือนพฤษภาทั้งสิ้น
พูดง่ายๆ ว่าคนที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์เดือนตุลา 2516 และ 2519 ทั้งหมดแหละครับ
ไล่เรียงมาตั้งแต่พฤษภาทมิฬ 2535 สลายการชุมนุมเสื้อแดง 2553 มาถึงการทำรัฐประหาร 2557 เป็นอย่างน้อย
แต่จนถึงวันนี้เราก็ยังคงขาดการร้อยเรียงและบันทึกเรื่องราวของประวัติศาสตร์ทางการเมืองและการสรุปบทเรียนที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาอย่างเป็นระบบ
ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นท้าทายยิ่งในสังคมไทย แทนที่จะทำแค่จัดงานแต่ละงานแยกขาดจากกัน
ลองคิดจากอีกมุมหนึ่งอย่างงาน pride month ในเดือนหน้าก็จะมีการฉลองกันทั้งเมือง
อย่างน้อยสามเหตุการณ์หลักนี้ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวหลายเรื่องที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย
และทำให้เราเข้าใจความซับซ้อนที่มากขึ้นว่าประชาธิปไตยนั้นมีหลายมุมหลากมิติ
ไม่ใช่แค่การมองขั้วตรงข้ามว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับเผด็จการเท่านั้น
และการจับขั้วตรงข้ามระหว่างทหารกับพลังประชาชนก็ยังไม่พอที่จะทำให้เราเข้าใจพลวัตที่ซับซ้อนขึ้นของประชาธิปไตย
ประการแรก เหตุการณ์เดือนพฤษภาทั้งหลายเกี่ยวข้องกับประชาชนหลากหลายกลุ่มที่เข้ามาเป็นผู้กระทำการทางการเมือง มากกว่าเรื่องของกลุ่มนักศึกษา ชาวนา และกรรมกรที่รวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน แบบที่เรียกว่าคอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยม
แต่เป็นเรื่องเนื้อหาของประชาธิปไตยเอง
การทำความเข้าใจเรื่องของชาวบ้านที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากทั้งสามเหตุการณ์ทำให้เห็นถึงเงื่อนไขของการอยู่ในประชาธิปไตยในระยะเวลาหนึ่ง แต่ก็มีเรื่องของชนชั้นกลางเข้ามาเป็นเงื่อนไขสำคัญเช่นกัน
อาจจะกล่าวได้ว่าพฤษภาทมิฬเองก็เป็นจุดกำเนิดของเชื้อมูลในการเติบโตของทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ซึ่งต่างมีแนวทางประชาธิปไตยที่ต่างกัน และสู้เพื่อประชาธิปไตยต่างชนิดกัน
ทั้งประชาธิปไตยชนชั้นกลางแบบใสบริสุทธิ์ ปราศจากการโกง จำกัดอำนาจตัวแทนการเลือกตั้ง ด้วยสถาบันทางการเมืองบนหลักเหตุผลเชิงกฎหมายแนวอื่นที่จะสร้างเหตุผลให้กับระบบประชาธิปไตยเลือกตั้ง ด้วยการกำกับอำนาจสถาบันจากการเลือกตั้งด้วยสถาบันสรรหา ซึ่งจนถึงวันนี้จุดอ่อนคือการหาฐานเชื่อมโยงกับประชาชน
ประชาธิปไตยที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเชิงปฏิรูป ที่สามารถไปไกลถึงขั้นยินยอมให้ยุติชีวิตประชาธิปไตยลงได้ชั่วคราวเป็นระยะผ่านการรัฐประหาร เพื่อบรรลุจุดหมายของผลประโยชน์ของชาติ และความหวังดีกับประชาชนเพื่อไม่ให้ประชาชนถูกชักจูงไปในทางที่ผิดนี้ช่วงเวลานั้นวางอยู่บนการสนับสนุนของชนชั้นกลางที่มีที่ทางทางการเมืองที่น่าสนใจ เป็นพลังบวกในพฤษภาทมิฬในการเรียกร้องประชาธิปไตย และก็เป็นฝั่งฝ่ายเดียวกับการล้อมปราบเสื้อแดง และการทำรัฐประหารทั้งในปี 49 และ 57 แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สมหวังในทุกๆ เรื่อง และมีบ่อยครั้งในช่วงการบริหารของคณะรัฐประหารปี 57 เองก็ไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพราะรู้สึกว่ายังไปไม่ไกลพอ
ในอีกด้านหนึ่งของผลผลิตของเดือนพฤษภา นับย้อนไปตั้งแต่พฤษภาทมิฬ ก็คือประชาธิปไตยมวลชนที่อิงกับการเลือกตั้ง และแนวทางประชานิยมทางเศรษฐกิจ การเลือกตั้งคือเงื่อนไขขั้นต่ำของการได้มาซึ่งประชาธิปไตย และทำลายการเลือกตั้งลงทำให้เงื่อนไขขั้นต่ำของประชาธิปไตยหายไป
และต่อให้รัฐบาลที่อยู่ในอำนาจจะอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่ความชอบธรรมในการเลือกตั้งที่เชื่อมโยงกับประชาชนนั้นมีน้อย รัฐบาลนั้นก็ไม่รอดจากการลุกฮือของประชาชน ตั้งแต่รัฐบาลของ
พลเอกสุจินดา และรัฐบาลของอภิสิทธิ์
ประการที่สอง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และการล้อมปราบเสื้อแดงในนามของการสลายการชุมนุมเมื่อปี 53 ยังเป็นเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้ หาศพไม่เจอบ้าง หรือหาคนผิดไม่ได้ หาคนผิดไม่เจอ
ประการที่สาม พฤษภาทมิฬมีคุณูปการสำคัญที่ทำให้เห็นว่าการเกิดขึ้นของเงื่อนไขนอกรัฐสภา โดยเฉพาะที่เรียกว่าประชาสังคมนั้นมีความสำคัญ เป็นหนึ่งในสถาบันสำคัญที่ทำให้ระบบการเมืองนั้นมีตัวกระทำการใหม่ที่ไม่ใช่แค่รัฐสภา การเลือกตั้งเท่านั้นในการริเริ่มนโยบาย และกฎหมาย รวมทั้งแก้ปัญหาสังคมโดยไม่ต้องนำโดยระบบราชการเท่านั้น
แต่กระนั้นก็ตาม บางส่วนของประชาสังคมก็ยินยอมที่จะสละประชาธิปไตยเลือกตั้ง โดยการโค่นล้มระบอบทักษิณทุกวิถีทาง จนถึงขั้นเข้าร่วมกับระบอบรัฐประหาร ได้รับแต่งตั้งเป็นสภาชั่วคราว สภารัฐธรรมนูญ และแม่น้ำห้าสาย หรือวุฒิสมาชิก
จนบางทีประชาชนไม่มีหวังกับประชาสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน
ประการที่สาม ประชาธิปไตยที่เกี่ยวข้องกับทั้งสามเหตุการณ์มีความซับซ้อน แต่ไม่สามารถสร้างความชอบธรรมได้จากทุกฝ่าย หรือไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เพราะมีการแตกตัวของประชาธิปไตยเป็นหลายเวอร์ชั่น ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
ประการที่สี่ การเมืองมวลชนยังเป็นเงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตย หมายถึงว่าการเลือกตั้งหรือล้มการเลือกตั้งเองต้องการการสนับสนุนของประชาชนจำนวนมาก การอ้างเพียงการเลือกตั้งในการดำรงอยู่ของรัฐบาลไม่เพียงพอ และการจะล้มการเลือกตั้งด้วยกำลังทหารเองก็ไม่เพียงพอ จำต้องรอความสุกงอมจากการลุกฮือขึ้นของมวลชนฝ่ายตนเอง
ประการที่ห้า ความพยายามในการค้นหาความจริงในเหตุการณ์นองเลือดนั้นไม่ประสบความสำเร็จในการได้มาซึ่งฉันทามติทางสังคม คำว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ความจริงเพื่อความปรองดองถูกนำมาเป็นแนวทางของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการสถาปนาความจริงเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งสยบยอม ถูกปิดปาก
ประการที่หก กฎหมายและรัฐธรรมนูญไม่เคยเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่กลายเป็นเครื่องมือในการจัดการฝ่ายตรงข้าม
ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้บันทึกอยู่ในนี้ และสำคัญยิ่งในเหตุการณ์ทั้งสามเหตุการณ์ ในฐานะประเด็นร่วมที่มีความสำคัญ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายประการจึงยังไม่ขอบันทึกไว้ในที่นี้
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ได้ต้องการละเลยรายละเอียดของทั้งสามเหตุการณ์ และที่กล่าวมานี้เป็นเพียงบททดลองเสนอที่น่าจะนำมาพูดคุยกันว่าที่มา ที่ไป สารัตถะ ความไม่ลงรอย ความขัดแย้งตึงเครียดในสังคมเรานั้นมีหลายมิติ
โดยเฉพาะการจรรโลงประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายจะยอมรับร่วมกันได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย

