หน้าแรก การเมือง บิ๊กทิน เร่งแ...

บิ๊กทิน เร่งแก้ กม. หนุนเอกชนไทยขายอาวุธ ชี้ปีงบ’68 ต้องช้อปเยอะ ยุทโธปกรณ์หมดอายุพอดี

27.05.24 | 15:02 น.

‘สุทิน’ เร่งแก้กฎหมาย สนับสนุนเอกชนไทยขายอาวุธ พร้อมริเริ่มให้กองทัพจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศ ปี’68 ยอมรับงบประมาณปี’68 กองทัพจัดซื้ออาวุธสูงเพราะหมดอายุ

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถนนศรีสมาน นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีส่งมอบรถยานเกราะล้อยางแบบ 4×4 จำนวน 10 คัน ของบริษัท ไทยดีเฟนส์อินดัสตรี จำกัด (TDI) และอาวุธปืนเล็กสั้น อาวุธปืนพก จำนวน 230 กระบอก ของบริษัท อุตสาหกรรมผลิตอาวุธ จำกัด (WMI) ให้กับเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรภูฏานประจำประเทศไทย เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติราชอาณาจักรภูฏานนำไปใช้ในภารกิจรักษาสันติภาพว่า เป็นการช่วยให้ประเทศเดินหน้าในเรื่องความมั่นคงของประเทศ และนำรายได้ด้านยุทโธปกรณ์เข้าสู่ประเทศ เป็นการแสดงถึงขีดความสามารถของเอกชนไทยและได้รับความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ

นายสุทินกล่าวว่า วันนี้เป็นเพียงล็อตแรกที่ได้ร่วมกันระหว่างสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศและราชอาณาจักรภูฏาน โดยระหว่างนี้อาจมีการเพิ่มเติม ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศก็ยังได้มีการเจรจากับอีกหลายประเทศด้วย โดยเฉพาะในอาเซียนน่าจะมีการจบการประสานงานในเร็วๆ นี้ เชื่อว่าจะมีการขายอาวุธได้อีกเป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี

ส่วนการปรับแก้กฎหมายเพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนผลิตอาวุธออกขาย นายสุทินกล่าวว่า เรื่องนี้มีการตั้งคณะทำงานตั้งแต่ช่วงตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมผลักดันให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศก้าวหน้า ซึ่งผลการศึกษาจำเป็นจะต้องมีการแก้กฎหมายหลายฉบับ อย่างน้อยคือเรื่องเกี่ยวกับภาษี เพราะขณะนี้เอกชนไทยยังเสียเปรียบต่างประเทศอยู่ เนื่องจากการนำชิ้นส่วนเข้ามาผลิตต้องเสียภาษีมากกว่า การนำยุทโธปกรณ์ที่ผลิตเสร็จแล้วเข้ามา ดังนั้น ต้องมีการแก้ไขกฎหมายควบคุมอาวุธและการส่งออกอาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้มานาน จึงต้องมีการสร้างความสมดุล ซึ่งคณะทำงานเตรียมประชุมเพิ่มเติมเรื่องการแก้ไขกฎหมายเพื่อผลักดันให้ทันการประชุมสภาในสมัยการประชุมนี้ รวมถึงการผลักดันพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติภารกิจ และส่งเสริมให้เอกชนได้เดินหน้าการทำงานคล่องตัวไปพร้อมกัน

นายสุทินกล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็น 1 ใน 11 อุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งมองคล้ายกับรัฐบาลที่ผ่านมา หากส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เอกชนมีความแข็งแรงก็จะเกิดความมั่นคงทางด้านอาวุธของไทย หากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ไม่ต้องพะวง ที่สำคัญประหยัดในการจ่ายเงินออกนอกประเทศ และเป็นการนำเงินกลับเข้ามาในประเทศได้ด้วย ซึ่งมีมูลค่าสูง เพราะมูลค่าการค้าอาวุธใช้งบประมาณสูง ดังนั้น จำเป็นจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ และเชื่อมั่นในภาคเอกชนไทยที่มีความสามารถ และไทยยังมีความร่วมมือกับอีกหลายประเทศจาก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเดินทางไปฝรั่งเศส ซึ่งมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดร่วมทีมไปด้วย โดยมีเอกชนไทยร่วมทำเอ็มโอยูกับฝรั่งเศส ก็เป็นอีกด้านหนึ่งในการส่งเสริมเรื่องการขาย แม้ว่าจะไม่มาก แต่ก็ถือเป็นการขับเคลื่อนในทุกมิติ

Advertisement

นายสุทินกล่าวว่า กรณีเหล่าทัพจัดซื้ออาวุธในประเทศน้อยมากเห็นว่าเรื่องนี้จำเป็นจะต้องเริ่มทำ โดยคณะทำงานของกระทรวงกลาโหมได้เสนอมาว่าอย่างน้อยอาวุธใดที่ผลิตได้เองในประเทศกองทัพก็ควรจะจัดซื้อในประเทศก่อนเป็นลักษณะขั้นบันไดไปก่อน ตามสัดส่วนที่ต้องค่อยๆ ไต่ระดับ จากการให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีและสภากลาโหมเดิมได้มีการพูดคุยถึงเรื่องไว้ แต่ยังไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริง ก็จะริเริ่มในปี 2568 บังคับใช้อย่างจริงจัง เชื่อว่าเหล่าทัพจะไม่ขัดข้องที่จะซื้ออาวุธในประเทศ แต่จะเปลี่ยนแบบทันทีคงเป็นเรื่องยาก ต้องไต่ระดับไปเรื่อยๆ

ส่วนภาพรวมการจัดซื้ออาวุธในปี 2568 นั้น นายสุทินกล่าวว่า ยอมรับว่ามีการจัดซื้อจำนวนมาก เพราะเป็นเหตุบังเอิญ ยุทโธปกรณ์หลายประเภทหมดอายุ จึงต้องจัดหาใหม่ในช่วงนี้พอดี เช่น เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศ ซึ่งจะหมดอายุในปี 2570 ต้องเตรียมการจัดซื้อล่วงหน้า ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจกับสภาและประชาชนถึงความจำเป็น ส่วนรายการใดที่ใช้ในประเทศได้ก็จะดำเนินการจัดซื้อในประเทศ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง