กระทรวงการต่างประเทศ โฟกัสประชาชน มองข้ามช็อต หลัง ‘6,200 หลัก’ ปักเขตแดนไทย-มาเลย์ ก้าวหน้าสุดในรอบครึ่งศตวรรษ-หวังป้องกัน-ซัพพอร์ตไปมาหาสู่ เล็งเป็นต้นแบบด่านพรมแดน กัมพูชา-ลาว
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่เมืองโกตาบารู ประเทศมาเลเซีย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ ติดตามความคืบหน้าในโครงการการทูตเชิงรุก เพื่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ จังหวัดนราธิวาส-เมืองโกตาบารู ระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคมนี้
โดยมี นายณัฐพล ขันธหิรัญ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะ นำชมบทบาทและพัฒนาการงานด้านการทูตเชิงรุก ในพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย ในมิติต่างๆ ทั้งความร่วมมือบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ผ่านการบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน จนปัจจุบันมีความก้าวหน้ามากขึ้น อาทิ กรมแผนที่ทหาร ในการจัดทำหลักปักปันเขตแดน ตามแม่น้ำโก-ลก ซึ่งนับว่ามีความคืบหน้ามากที่สุดในระยะเวลา 52 ปี หลังมีการลงนาม MOU ในการสำรวจและการปักปันเขตแดนดังกล่าว ตั้งแต่ 8 กันยายน ค.ศ.1972 (พ.ศ.2515) โดยอ้างอิงจาก สนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม ปี 1909 (พ.ศ.2452)
นอกจากนี้ กต.ยังเข้าไปส่งเสริมความรู้ด้านการต่างประเทศแก่เยาวชนในพื้นที่ รวมถึงภารกิจของสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู ผ่านการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) เพื่อพิสูจน์สัญชาติ ให้แก่ชาวไทยในมาเลเซีย ที่ตกหล่นสถานะทางทะเบียนราษฎร์ ที่นับเป็นมิติการทูตเพื่อประชาชนที่เป็นรูปธรรม

บรรยากาศเวลา 15.00 น. คณะเดินทางไปยังด่านศุลกากรตากใบ ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการปักปันหลักเขตแดนแบบคงที่ ตามแม่น้ำโกลก โดย กองสนามจัดทำหลักเขตแดนไทย-มาเลเซีย
พันเอกจิรศักดิ์ บรรเทิง แม่กองสนาม จัดทำหลักเขตแดนไทย-มาเลเซีย กรมแผนที่ทหาร กล่าวถึง ลักษณะเขตแดนไทย-มาเลเซีย ว่ามีความยาวตลอดแนวแม่น้ำโก-ลก ประมาณ 662 กิโลเมตร แบ่งเป็นเขตแดนตามสันปันน้ำ 556 กม. และเป็นร่องน้ำลึก 106 กม. คาบเกี่ยวระหว่าง จ.สตูล สงขลา ยะลา และนราธิวาส ของไทย กับ รัฐเปอร์ลิส รัฐเคดาร์ และรัฐกลันตัน ของมาเลเซีย
โดยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-มาเลเซีย มีหลักฐานที่ใช้ในการกำหนดเส้นเขตแดนไทย-มาเลเซีย ได้แก่
1.สนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม ลงวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ.1909
2.แผนที่แสดงแนวเขตแดนระหว่างประเทศสยามกับเมืองมลายู ซึ่งอยู่ในความปกครองของประเทศอังกฤษ มาตราส่วน 1 : 250,000 (แผนที่กองข้าหลวงปักปันฯ)
โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุค ดังนี้
ยุคแรก เริ่มตั้งแต่ 16 มกราคม พ.ศ.2453 ถึง 8 มิถุนายน พ.ศ.2455 (สมัยรัชกาลที่ 5) ปักหลัก OBP ได้ 109 หลัก ซึ่งเป็นหลักทางบก
ยุคที่ 2 ตั้งแต่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2516 ถึง 30 กันยายน พ.ศ.2528 ปักได้ 12,169 หลัก มี 4 ชนิดคือ Type A, B, C, D
ยุคที่ 3 ตั้งแต่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2536 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งระหว่างนี้ได้ดำเนินการซ่อมแซมหลักเขตที่สูญหาย ชำรุด หรือตั้งไม่ตรงตำแหน่ง จำนวน 417 กม. จาก 556 กม.

“ในยุคนี้ เรียกว่า การสำรวจและปักปันเขตแดนแบบคงที่ ตามแม่น้ำโก-ลก ตั้งแต่ปี 2543-2552 ซึ่ง 9 ปีที่ผ่านมา เราสามารถสร้างหลักอ้างอิงเขตแดน 2 ฝั่งแม่น้ำโกลก ฝั่งไทย 2 หลัก มาเลเซีย 2 หลัก สร้างหลักอ้างอิงและหลักอ้างอิงเสริม ได้ 1,550 คู่ รวมทั้งสิ้น 6,200 หลัก ครอบคลุมทั้งฝั่งมาเลเซีย และไทย” พันเอกจิรศักดิ์เผย
จากนั้นเวลา 15.10 น. ที่สถานีตำรวจน้ำตากใบ คณะขี้นเรือของตำรวจน้ำตากใบ และ ฉก. นราธิวาส ร่วมตรวจภูมิประเทศบริเวณแม่น้ำโก-ลก ชมวิทิวทัศน์บริเวณ ปากแม่น้ำโก-ลก (Transit B/Point B) พร้อมทั้งชมสภาพตลิ่งฝั่งไทยและมาเลเซียตามแนวแม่น้ำโก-ลก, การกัดเซาะ หลักอ้างอิง เขตแดน แนวร่องน้ำลึก ลำน้ำสาขา ฯลฯ
ต่อมาเวลา 16.30 น. หลังจากเรือจากด่านตากใบ ขึ้นท่าที่ฝั่งรัฐกลันตัน นายณัฐพล ขันธหิรัญ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงการที่กระทรวงการต่างประเทศ จัดโครงการครั้งนี้ โดยมีด้วยกัน 3 งาน ซึ่งวันแรกเป็นเรื่องของการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย ที่จะเห็นว่ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ซึ่งนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดี
“ถามว่าเราปักปันเขตแดนไปทำไม แน่นอนว่าเรื่องดินแดนและอธิปไตย เป็นเรื่องที่มาเป็นอันดับ 1 อยู่แล้ว แต่ตอนนี้เรากำลังมองก้าวข้ามไปอีกระดับหนึ่ง คือจะทำอย่างไรให้การปักปันเขตแดนนี้ นำไปสู่ประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝั่ง
เราต้องการให้ประชาชนทั้งสองฝั่งเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ไปมาหาสู่กัน มีการค้า มีการปฏิสัมพันธ์กัน ด้วยการปักปันเขตแดนที่มีความชัดเจน จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ และจะนำไปสู่การอำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั้ง 2 ฝั่งมีความกินดีอยู่ดี แลกเปลี่ยนสินค้าไป-มาระหว่างกัน นี่คือเป้าหมายระยะยาวของเรา และเราก็คิดว่า ด้านสถานะของการปักปันเขตแดน ไทย-มาเลเซียนี้ จะนำไปสู่การเป็นต้นแบบ ให้เราทำกับประเทศไทย-เมียนมา ไทย-ลาว ไทย-กัมพูชา ต่อไป” นายณัฐพลกล่าว

นายณัฐพลเผยว่า ความจริงแล้ว กระทรวงการต่างประเทศ โดยกองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ก็เคยนำคณะเขตแดนของประเทศเพื่อนบ้านมาดู มาเห็น
“และทุกคนก็เห็นด้วยว่า ถึงที่สุดแล้วเราจะมาสู่จุดนี้เหมือนมาเลเซีย แต่แน่นอนว่ายังไม่ใช่จุดสิ้นสุด การปักปันเขตแดนยังคงมีต่อไป แต่อาจจะเป็นในรูปแบบอื่น”
“อย่างที่ท่านกาจฐิติ วิวัธวานนท์ ผอ.กองเขตแดน บอกว่า จะเป็นในรูปแบบ MOU ระหว่างกัน ซึ่งเราจะเห็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างเขตแดนในยุโรป เป็นเรื่องที่ปกติมากในการข้ามไป-ข้ามมา มันจะนำไปสู่จุดที่ว่า เราได้รู้ว่าเขตแดนไทยอยู่ตรงไหน แต่ประชาชนสำคัญที่สุด” นายณัฐพลกล่าว
เมื่อถามถึงความคืบหน้า ในเรื่อง MOU ว่ามีแนวโน้มจะแล้วเสร็จภายในปีนี้หรือไม่ หรือคาดว่าช่วงใด?
นายณัฐพลเผยว่า การเจรจากับทางรัฐบาลมาเลเซีย อย่างเป็นทางการนั้น ยังไม่เกิดขึ้น เบื้องต้นมีการเกริ่นนำไปในระดับเจ้าหน้าที่แล้ว อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการ ซึ่งรัฐบาลของมาเลเซียในแต่ละยุค ก็จะมีการอัพเดตคณะกรรมการ
“เราอยู่ระหว่างรอความชัดเจนในการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ แล้วค่อยๆ เริ่มไปอย่างเป็นธรรมชาติ เราไม่ได้มีความเร่งด่วน เนื่องจากประชาชนก็กินดี-อยู่ดีอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้มีความมั่นคง มีความยั่งยืนมากขึ้น” นายณัฐพลกล่าว

หลังจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาลงพื้นที่ด้วย จะมีการสานต่อในจุดนี้หรือไม่ อย่างไร?
นายณัฐพลกล่าวว่า เรื่องความกินดีอยู่ดีและความอยู่สุขระหว่าง 2 ประเทศ ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ตนเชื่อว่าการที่นายกฯ มาดูพื้นที่ชายแดน ก็เพื่อความสงบสุข และการพัฒนาในอนาคต
เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นและความสำคัญของการปักปันเขตแดนไทย-มาเลเซีย ว่าเกิดขึ้นตามสนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909 ใช่หรือไม่?
นายณัฐพลกล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจากปี 1909 ตามสนธิสัญญาดังกล่าว แต่เรื่องการปักปันเขตแดน ยังมีการดำเนินการต่อเนื่องเรื่อยมา
“เขตแดนมันไม่ได้อยู่นิ่ง มีการขยับไปขยับมา โดยเฉพาะเขตแดนทางน้ำ ดังนั้นการปักปันเขตแดนจะช่วยให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นในการดำเนินกิจกรรมหลายๆ อย่าง ทั้งในชีวิตประจำวัน ในเชิงการป้องกันอาชญากรรมก็ดี แต่ด้านหลักคือความอยู่ดีของประชาชน ดังนั้นการปักปันเขตแดน คือมาตรการป้องกันและสนับสนุน” นายณัฐพลชี้
ถามถึงว่าที่ผ่านมา สาเหตุที่การตกลงยังไม่เรียบร้อย เพราะติดขัดส่วนไหน?
นายณัฐพลเผยว่า มีหลายอย่าง ทั้งเรื่องงบประมาณ และความพร้อมของทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเราต้องมาตกลงกันอีกครั้งว่าเราจะพร้อมกันเมื่อไหร่ เนื่องจากด่านนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่อยู่แล้ว จึงไม่มีความเร่งด่วน เราพร้อมเมื่อไหร่ก็มาคุยกันต่อ
ถือว่ามีความคืบหน้ามากที่สุดหรือไม่?
นายณัฐพลระบุว่า คืบหน้ามากที่สุดบรรดาเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด แต่ตนไม่อยากให้มองเป้าหมายในแง่ขวบปี อยากให้มองว่าเป้าหมาย คือการที่จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้อย่างไร และมากขึ้นได้อย่างไรมากกว่า
เมื่อถามในปัจจุบันไทย-มาเลย์ มีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งหรือไม่ ?
นายณัฐพลเผยว่า ไม่มี ต้องบอกว่าไม่ใช่ข้อพิพาท แต่เป็นเพียงปัญหาระหว่างทาง เช่น วันดีคืนดีน้ำท่วม น้ำเซาะขึ้นมา ก็เป็นเพียงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ข้อพิพาท
“แต่ด้วยระดับความร่วมมือที่ดี เมื่อมีปัญหาปุ๊บ ทั้งสองฝั่งมานั่งคุยแก้ปัญหาร่วมกัน ใช้เวลาปัญหา 1-2 ปีก็แก้ได้ นี่คือจุดสำคัญ”
“อย่างไรก็ดี เราต้องปักปันเขตแดน เพราะเรื่องอธิปไตยและดินแดนที่ชัดเจนของไทยอยู่ตรงไหน ไม่ทำไม่ได้ เพราะตรงนี้ถือว่าเป็นหน้าที่ของหลายหน่วยงาน ไม่ใช่ของกระทรวงการต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมทั้งกรมแผนที่ทหาร กรมยุทธการ และอีกหลายหน่วยงาน ซึ่งทางมาเลเซียก็เห็นตรงกัน” นายณัฐพลกล่าว

นอกจากเรื่องเขตแดน ยังมีเรื่องทิศทางน้ำ ในแม่น้ำโก-ลก ด้วย?
นายณัฐพลกล่าวว่า เราก็ทำเรื่องนี้เช่นกัน ทั้งสองฝั่งก็อาจจะสร้างปัญหาให้กันและกัน แต่ทั้งสองฝั่งก็จะมาหารือเพื่อแก้ปัญหากันอย่างไร ตรงนี้สำคัญที่สุด
เมื่อถามว่าทางคณะกรรมการ จะมีการสรุปขั้นตอนหลังจากนี้อย่างไร?
นายณัฐพลกล่าวว่า ขั้นตอนจะเกิดขึ้นโดยคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ และเห็นชอบโดย ครม. หลังจากนั้นก็จะมีการนัดกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย ซึ่งความจริง ครม.มีการประชุมมา 2-3 ครั้งแล้ว และเราก็มาประชุมกันต่อ คาดว่าเร็วๆ นี้ จะมีความชัดเจน
อย่างไรก็ดี กระทรวงการต่างประเทศของทั้ง 2 ฝั่ง คุยกันมาตลอดอยู่แล้ว ในเบื้องต้นตกลงกันว่าจะคุยกันเรื่องอะไรอยู่แล้ว เพียงแต่มีคณะกรรมการชุดนี้เข้ามาเพื่อให้มีความเป็นทางการ เพื่อให้ตกลงกัน ในระดับรัฐบาลกับรัฐบาล
เมื่อถามว่า ในวันพรุ่งนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศ จะเข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ด้วย มีเมสเสจสำคัญที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งฝั่งไทยและมาเลเซียอย่างไรบ้าง?
นายณัฐพลเผยว่า วันพรุ่งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ จะมี 2 งานด้วยกัน งานแรกคือ คนมาเลเซียเชื้อสายสยาม ที่เขาอาจจะไม่ได้รับสัญชาติจากทางฝั่งมาเลเซีย ซึ่งอาจจะเข้าไปถึงสวัสดิการและการรักษาพยาบาล
“กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจึงพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ โดยใช้มาตรการและเทคโนโลยีเข้ามา เช่นการตรวจพิสูจน์สัญชาติ ตรวจ DNA เพื่อนำมาสู่การดูแลคนมาเลเซียเชื้อสายสยาม (ในอดีต) ที่ปัจจุบันก็เป็นไทย เราก็พยายามช่วยให้เขาเข้าถึงสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ นั่นคืองานหนึ่ง อีกงานหนึ่ง คืองานด้านเขตแดน” นายณัฐพลกล่าว และว่า
ส่วนการสัมมนา เป็นการสัมมนาระดับเจ้าหน้าที่ ของท้องถิ่น อบต. อบจ. กระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทราบว่ามีประมาณ 100 คน เป็นการทำความเข้าใจในหน่วยงาน เพื่อให้เห็นภาพว่าตอนนี้กระทรวงการต่างประเทศ กรมแผนที่ทหาร ทำอะไร ทำถึงไหนบ้าง และทำเพื่ออะไร

“แล้วการจะทำเพื่อประชาชน ขั้นตอนเป็นอย่างไร เรายังเหลืออีกจำนวนกี่กิโลเมตร ในการปักปันเขตแดงในจังหวัดนี้ และในจังหวัดอื่นเหลืออีกเท่าไหร่ เป็นการมารับรู้ร่วมกันว่าเราจะเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันในลักษณะการบูรณาการ”
“ถ้าหากว่าการพัฒนาของประชาชนทั้งสองฝั่งมีระดับที่สูงขึ้นแล้วอาชญากรรมจะค่อยๆ ลดลงไป อย่างไรก็ดี กลไกการแก้ปัญหาชายแดนมีหลายอย่าง ทั้งระหว่างหน่วยงานและหน่วยงาน ระหว่างประชาชนกับประชาชน” นายณัฐพลกล่าว
เมื่อถามถึงความคืบหน้า ของชายแดนไทย-กัมพูชา?
นายณัฐพลเผยว่า เราตกลงเห็นพ้องกันแล้วในระดับหนึ่ง ว่าทั้ง 2 ฝั่งเห็นความสำคัญของการนำทรัพยากรมาใช้ ขณะเดียวกันก็เล็งเห็นความสำคัญของการแบ่งเขตแดนทางทะเล
“ทางฝ่ายกัมพูชาและไทยเห็นตรงกันในส่วนนี้ คิดว่าตรงนี้เป็นส่วนที่ดีและเห็นร่วมกัน อาจจะนำไปสู่การแบ่งเขตทางทะเล ที่ถูกต้องบนหลักของกฎหมายระหว่างประเทศ และบนความเห็นชอบของสภาและประชาชนทั้งสองฝ่าย ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะเดินหน้าต่อไป บนพื้นฐานหลักการนี้” นายณัฐพลกล่าว












