“ผู้ทรงคุณวุฒิ” ป.ย.ป. ตีโจทย์ “ปรองดอง”

11.02.17 | 11:46 น.

หมายเหตุ – ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานฯ ให้ความเห็นถึงความคาดหวังและแนวทางการสร้างความปรองดอง ตามกลไกของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

 

จรัญ มะลูลีม

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“…ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะไม่มีทางออก ผมเชื่อว่ามีทางออก โดยบนทางออกนี้ต้องเน้นความยุติธรรม การให้เกียรติซึ่งกันและกัน และในเวลาเดียวกันต้องวางอยู่บนบรรทัดฐานที่ทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรม…”

ว่าปรองดองเป็นคำที่ดี ที่คนไทยที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองหรือว่าเคยผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยในสังคมจะได้มีโอกาสมาพูดคุยกัน และเดินตามวิถีทางประชาธิปไตยในระยะยาว ถือว่าเป็นงานสำคัญหลังจากที่เราผ่านวิกฤตสำคัญทางการเมืองติดต่อกันมายาวนาน สิ่งนี้เป็นอีกความหวังหนึ่ง แม้ว่าบางคนอาจมองว่าจะมีอุปสรรคระหว่างทางอยู่มาก หรือเวลากลับมาอยู่ในบรรยากาศแบบเดิมอาจจะนำไปสู่ความไม่ลงรอยกันได้อีก แต่ในทรรศนะของผม ในฐานะที่ศึกษาการเมืองระหว่างประเทศมาเยอะ ท้ายที่สุดแล้วความลงรอยกัน ความเข้าใจ มันก็สามารถจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี ในความเป็นคนไทยด้วยกัน ซึ่งการศึกษาจากกรณีระหว่างประเทศหลายๆ กรณี หรือกรณีระหว่างองค์กร ระหว่างประเทศที่เคยขัดแย้งกัน ก็ยังสามารถมาอยู่ร่วมกันกลายมาเป็นองค์กรสำคัญที่อยู่ร่วมกันภายหลังได้ ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะไม่มีทางออก ผมเชื่อว่ามีทางออก โดยบนทางออกนี้ต้องเน้นความยุติธรรม การให้เกียรติซึ่งกันและกัน และในเวลาเดียวกันต้องวางอยู่บนบรรทัดฐานที่ทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรม ความเป็นธรรม และมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน

Advertisement

ทั้งนี้ ในการวางกรอบการทำงานจะเห็นได้ว่ามีคณะกรรมการทำงานเป็นขั้นตอน หลังจากศึกษาเสร็จแล้วก็จะมีการส่งผ่านข้อมูลผลการศึกษา หมายความว่ามันผ่านกระบวนการที่เรียกว่ากระบวนการสร้างความสมดุล กระบวนการตรวจสอบมาแล้วจนถึงขั้นตอนสุดท้าย รวมทั้งผ่านการรับฟังความคิดเห็นโดยให้โอกาสกับทางพรรคการเมืองและประชาชนได้ร่วมนำเสนอความเห็น จึงคิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่ในภาคปฏิบัติน่าจะเห็นแสงแห่งความหวังอยู่บ้าง

อย่างไรก็ตาม ในสังคมไทยที่ผ่านมา สิ่งที่เราเห็นคือปัญหาความคิดเห็นที่แตกต่างกันหรืออุดมการณ์ที่แตกต่างกัน แต่ความจริงแล้วในความแตกต่างกันเราสามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่าเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายได้ เพียงแต่ว่าในทุกขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็น ถ้าเรานำมาปฏิบัติหรือหาหนทางที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ก็มีความเป็นไปได้ที่ความปรองดองจะเกิดขึ้น

อุปสรรคนั้นมีแน่นอน เพราะว่าการขับเคลื่อนที่ยากลำบากที่สุดคือการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพทั้งหลาย แม้แต่ในระดับโลกก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าคณะกรรมการฯชุดนี้ให้โอกาสทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นแบบเปิดกว้าง แสดงความต่าง แสดงความไม่เหมือนกัน และมีการพิจารณาให้ออกมาเป็นกติการ่วมกันได้ ผมเชื่อว่าจะนำไปสู่ความสงบทางการเมือง และทุกคนมีบทบาททางการเมืองโดยเท่าเทียมกัน ที่ผ่านมาเรามีการรับฟังความคิดเห็น จะเห็นได้ว่ามีบางช่วงดูเหมือนไปด้วยกันได้ แต่ว่ามันมักจะลงด้วยความแตกต่าง ในที่สุดนำไปสู่การปะทะกัน แต่ครั้งนี้น่าจะใช้บทเรียนที่เรามีอยู่มาประเมิน วิเคราะห์และหาทางออกที่จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายได้ อันนี้คือหนทางที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

 

ตระกูล มีชัย

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะอนุกรรมการบูรณาการ ข้อคิดเห็นและเสนอแนะ ป.ย.ป.

“…ผมคิดว่าทางฝ่ายการเมืองหรือคู่กรณีความขัดแย้งก็อยากปรองดอง แต่ต้องหาจุดที่พึงพอใจกันได้ ประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากให้เรื่องยุติ เราจะได้เดินหน้าทำงานเรื่องอื่นไป…”

ยังไม่ทราบรายละเอียด เพิ่งทราบชื่อตัวเองเมื่อวาน (9 ก.พ.) เขาเพิ่งแจ้งผมมาเมื่อคืนนี้ ยังไม่ทราบรายละเอียด คิดว่าต้องมีการประชุมและฟังรายละเอียดก่อน ยังไม่รู้รายละเอียด ตามข่าวจากทางสื่อเหมือนกัน

ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าต้องหาทางออกให้ได้ บ้านเมืองเราหยุดชะงักมา ต้องหาทางออกที่ดีที่สุดที่ทุกฝ่ายพอใจ และประชาชนก็พอใจ นั่นคือสิ่งที่ควรจะทำ ไม่ใช่เฉพาะคู่กรณีเท่านั้น ประชาชนก็ต้องพอใจด้วย จึงจะเดินหน้าได้

ความเห็นเรื่องนิรโทษกรรมหรือการแก้กฎหมาย คิดว่าเรื่องนิรโทษกรรมเป็นปัญหาอ่อนไหวมาก เป็นหนึ่งในปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมา เรื่องนี้อ่อนไหวมาก ต้องพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ เพราะเรื่องนิรโทษกรรมเคยก่อให้เกิดปัญหาการประท้วง รายละเอียดยังไม่ทราบว่าเขาจะมีวิธีการอย่างไร เป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการอีกชุดหนึ่ง ชุดที่ 3 ที่ต้องหาวิธีการและแนวทางการปรองดอง

ผมมีชื่อในชุดที่สอง คณะอนุกรรมการบูรณาการ ข้อคิดเห็นและเสนอแนะ ที่เขาแจ้งมาและที่ระบุตามข่าวคือเป็นการรวบรวมข้อคิดเห็น หลังจากชุดแรกรับฟังความเห็นเสร็จแล้วก็เอาความเห็นมาให้ชุดที่สอง ชุดที่สองรวบรวมความเห็นเสนอชุดที่สาม รายละเอียดยังไม่ทราบเพราะยังไม่มีการพูดคุยกัน

ผมคิดว่าถ้าฟังดูจากข่าว รัฐบาลและ คสช.เขาก็อยากให้ปรองดองกันได้ เพราะเป็นเจตนารมณ์ของเขาเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ผมคิดว่าทางฝ่ายการเมืองหรือคู่กรณีความขัดแย้งก็อยากปรองดอง แต่ต้องหาจุดที่พึงพอใจกันได้ ประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากให้เรื่องยุติ เราจะได้เดินหน้าทำงานเรื่องอื่นไป ฉะนั้นผมคิดว่า ณ เวลานี้ทุกฝ่ายอยากให้เรื่องยุติ เหลือแต่ว่าจะหาจุดร่วมที่เหมาะสมอย่างไร

รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ย.ป.

1.คณะอนุกรรมการบูรณาการ ข้อคิดเห็นและเสนอแนะ ที่มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เป็นประธาน โดยมีผู้อำนวยการศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ เป็นกรรมการและเลขานุการ มีผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ 1.รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน 2.ดร.ถวิลวดี บุรีกุล 3.ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร 4.นายวรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ 5.รศ.ทองอิน วงศ์โสธร 6.ศ.กิตติคุณ สุภางค์ จันทวานิช 7.ศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ 8.รศ.ตระกูล มีชัย และ 9.ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์

2.คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธาน พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รอง ผบ.ทบ. เป็นรองประธานคณะอนุกรรมการฯ มี พล.อ.สสิน ทองภักดี เสนาธิการทหารบก เป็นกรรมการและเลขานุการ มีผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ 1.ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ 2.ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ เป็นที่ปรึกษาและอนุกรรมการ 3.ศ.ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ 4.ดร.ถวิลวดี บุรีกุล 5.ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ 6.รศ.ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย 7.ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย 8.ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม 9.ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ 10.นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ และ 11.ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์