หน้าแรก การเมือง สมชาย ยันเปิด...

สมชาย ยันเปิดโพย 149 ชื่อ อยากให้เลือกส.ว. ได้คนสุจริต จะได้หมดห่วง มีชุดใหม่ มาแทนที่

4.06.24 | 16:55 น.

“สมชาย” ขู่ ฮั้วเลือก ส.ว. ติดคุกยกแผงแน่ แนะรีบสารภาพ อาจถูกกันตัวเป็นพยาน จี้ กกต.เร่งสอบ หลังพบหลายจังหวัดส่อเค้าเกณฑ์เลือก บอก 149 คนแค่ภูเขาน้ำแข็ง พบต้นเหตุใหญ่คือกฎหมายลูกเปิดช่องไม่ต้องเลือกตัวเองได้

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 4 มิถุนายน 2567 ที่รัฐสภา นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล “โพยก๊วนฮั้วเลือก ส.ว.” และมีรายชื่อระดับประเทศออกมา 149 คน ว่า โพยที่เกิดขึ้นมาจากแหล่งข้อมูลดิบ ที่ตนคิดว่า ทำหน้าที่ตรวจสอบการเลือก ส.ว. เพื่ออยากให้ได้ ส.ว. ที่เป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพ ทั้ง 20 กลุ่มด้วยความซื่อสัตย์เที่ยงธรรม และสุจริตตามที่คณะกรรมการการรเลือกตั้ง (กกต.) ต้องการ มาแทน ส.ว.ชุดตน จะได้หมดห่วง และเป็นรูปแบบใหม่ของ ส.ว. ที่เลือกกันเอง ซึ่งตนได้ติดตามข้อมูล และจะนำเข้าหารือในที่ประชุม กมธ.วันนี้ (4 มิ.ย.) เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการติดตาม ให้ได้ ส.ว.ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่ใช่มาจากการฮั้ว

“ประเด็นเรื่องโพยนี้ได้ถูกส่งไปตามกลุ่มต่างๆ ทั้งที่ผม ในโซเชียลฯรวมถึงกลุ่มสื่อมวลชน เป็นประเด็นต่อเนื่องที่มีการร้องกันตั้งแต่ จ.สมุทรสาคร ที่ต่างอาชีพกำหนดกลุ่มผิด เช่น กลุ่มทำนาเกลือ แต่ไปอยู่ในกลุ่มทำนาข้าว ว่าคนเหล่านั้นมีประสบการณ์ 10 ปีจริงหรือไม่ และยังมีอาชีพอื่นเช่น เด็กปั๊ม มาสมัครตัวแทนด้านพลังงาน หรือ อสม. ที่อบรม 12 ชั่วโมง แต่มาสมัครกลุ่มแพทย์ ที่ใช้เวลาเรียนถึง 6 ปี หากได้รับเลือกเข้ามา จะทำหน้าที่ต่างจากอาชีพจริงหรือไม่ และผมยังได้รับรายงานจากบางพื้นที่ว่า มีการสมัครในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำ โดยใช้คุณสมบัติว่า เป็นกรรมการบริหารน้ำหมู่บ้าน ซึ่งทำให้มีการยกตัวอย่างว่าถ้าเป็นเช่นนี้ รปภ. ที่ประจำอยู่ที่ศาล ก็สามารถสมัคร เป็นตัวแทนในกลุ่มนักกฎหมายได้หรือไม่” นายสมชายกล่าว

นายสมชายกล่าวต่อว่า ตนจึงต้องออกมาทักว่ากติกาเหล่านี้ เกิดจากรัฐธรรมนูญ ด้วยการเลือก ส.ว. ที่เพิ่งตรวจเจอ ว่ามีมาตราที่เป็นปัญหา ทำให้ สามารถจัดคนมาลง เกิดการฮั้วและบล็อกโหวตได้ คือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือก ส.ว. มาตรา 40 41 และ 42 (3) ที่เขียนบอกให้ผู้เลือกในระดับอำเภอ จังหวัดและประเทศ เลือกตนเองก็ได้ นั่นหมายความว่า ไม่เลือกก็ได้ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้คนที่รับจ้างเข้ามาสามารถเลือกคนอื่นได้หมด ถือเป็นการผิดเจตนารมณ์ ที่ไม่ได้เปิดให้สมัครมาเป็นผู้โหวต แต่ให้สมัครมาเป็น ส.ว. และการที่มารณรงค์บอกว่า ผู้มาสมัครกว่า 48,000 คนน้อยไป ตนคิดว่า เป็นการขัดเจตนารมณ์ เพราะจะเท่ากับเป็นการเกณฑ์คนมาเลือก และก่อนหน้านี้ยังมีการรณรงค์ 1 ครอบครัว 1 คนส่งมา ยอมสละคนละ 2,500 บาทเพื่อมาเป็นผู้โหวต ส.ว. ซึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราไหน เขียนให้มาเป็นผู้ ส.ว.และส่วนตัวเคยทักท้วงหลายเดือนแล้ว แต่ กกต.ไม่เคยหยุด ไม่ออกมายับยั้ง จนทำให้มีผู้สมัคร ส.ว.บางคนบอกว่ายอมจ่ายเงิน เพื่อต้องการมาเลือก ส.ว.ที่ดี

นายสมชายกล่าวต่อว่า ตนเห็นว่า การกำหนดกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่วางไว้ดีแล้ว แต่เห็นความผิดเพี้ยน ในรายละเอียดของคุณสมบัติ ที่ตนได้รับข้อมูลมาค่อนข้างมาก เช่น มีผู้สมัครเป็นผู้นำกลุ่มสตรี อย่างน้อย 2 กลุ่ม อยู่คนละจังหวัดแต่งกายเหมือนกัน ภาพถ่ายร้านเดียวกัน และยังมีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงไก่ ที่พบว่าไปถ่ายรูปจากร้านเดียวกัน แต่อยู่คนละพื้นที่ หากกกตไปตรวจสอบอาจเจอข้อพิรุธในลักษณะนี้ ซึ่งมีคนส่งมาให้ตนนับพันเรื่อง ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่กกต.ระดับอำเภอจะต้องคัดกรอง ไม่ควรปล่อยให้สมัครเข้ามา เพราะการที่ผู้สมัครรู้อยู่แล้วว่า ตัวเองไม่มีคุณสมบัติ แล้วโกหกรับจ้างเข้ามาลงสมัคร มีโทษ จำคุก 1-10 ปีปรับ 20,000-200,000 บาท และตัดสิทธิการเลือกตั้งตลอด 20 ปี รวมถึงผู้ให้การรับรองคุณสมบัติ

Advertisement

“ขณะนี้พบข้อมูลว่า มีผู้สมัครบางส่วน รับรองกันเอง โดยมีภาพของการขนคนทั้งหมู่บ้าน โดยฝ่ายที่มีผลประโยชน์ จะมาฮั้ว มาบล็อกโหวต ซึ่งทั้งหมดเป็นเพราะกฎหมายมีการเปิดช่องให้ทำได้ และถ้าพฤติกรรมเหล่านี้ผ่านการเลือกระดับอำเภอมาสู่ระดับจังหวัด แล้วจะมีช่องสู่ระดับประเทศ เพราะไม่จำเป็นต้องเลือกตัวเองก็ได้ ซึ่งในจังหวัดที่พบว่ามีข้อพิรุธคือ สมุทรสาคร เพชรบุรี สระบุรี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สตูล สงขลา ซึ่งมีการร้องเรียน แต่ยังไม่เห็นปฏิกิริยา กกต. ว่า มีการตรวจสอบ” นายสมชายกล่าว

ส่วนที่เลขาธิการ กกต.ระบุว่า ต้องตรวจสอบว่า หากใครไม่ได้เลือกตัวเอง ถือว่าเข้าข่ายฮั้ว นายสมชายกล่าวว่า จะตรวจสอบได้อย่างไรเพราะเป็นการลงคะแนนลับอยากรู้ก็แสดงว่าไม่ลับ และถือว่าผิดกฎหมายเพราะไปเปิดเผยผลการลงคะแนน และกฎหมายยังเปิดช่อง ให้เลือกคนอื่นได้ด้วย โดยสรุป 149 คน เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาขบวนการทั้งหมด ตนไม่เคยระบุและไม่เคยสนใจชื่อบุคคลเหล่านั้น และไม่ตรวจด้วยว่าท่านเป็นใคร ข้อมูลนั้นจะตรงหรือไม่ตรง จะเป็นการเช็กทางสถิติ หรือเป็นการฮั้วหรือไม่ ตนตั้งคำถามให้กกต.ได้ตอบว่าตรวจสอบแล้วหรือยังว่ามีข้อบกพร่อง ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. หรือระเบียบของ กกต. หรือมีการจัด ฮั้วหรือบล็อคโหวตจริงหรือไม่ และฝากสื่อมวลชนทำหน้าที่แทนประชาชนตรวจสอบการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ และขอให้ กกต.ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา มีความละเอียด เชื่อว่าหาข่าวได้อยู่แล้ว

“นอกเหนือจากประเด็น 149 คนที่ต้องไปตรวจสอบ ยังมีประเด็น เรื่องที่นักวิชาการได้คำนวณ สถิติ สัดส่วน การลงสมัคร ว่า 53% จากจำนวนผู้สมัคร กว่า 48,000 คน หรือจำนวน ประมาณ 25,000 คน มาจากการรับจ้างลงสมัคร หากพบว่าเป็นเช่นนั้นจริงจะเข้าข่ายความผิด มีโทษถึงจำคุก ซึ่งมีข้อมูลที่ชัดเจนแล้วว่า มีหนุ่มนครศรีธรรมราชคนหนึ่งรับสารภาพ กับ กกต.ในพื้นที่ ซึ่งทางกฎหมาย สามารถกันเป็นพยานได้ แล้วต้องไปต่อโดยใช้อำนาจมาตรา 77 ในความผิดมูลฐานวงเล็บ 1 ในเรื่องการให้จัดให้ทรัพย์สิน หรือจ้างและสาวถึงตัวบงการ เพราะสารภาพว่าถูกการเมืองท้องถิ่นให้ไปสมัคร ซึ่งใช้ พ.ร.บ.ฟอกเงินได้ โดยส่งเรื่องให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ถ้าพบว่า ผิดต้องดำเนินการ และ กกต.ควรทำหน้าที่ ให้ครบถ้วนอย่าเร่งให้มี ส.ว.เพียงอย่างเดียว แล้วมาเกิดปัญหาในภายหลัง”นายสมชายกล่าว

ส่วนกรณีที่ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.มองว่า อาจมีการล้มกระดาน ในการเลือก ส.ว. ครั้งนี้ นายสมชาย ย้อนว่า “เรื่องของท่าน ไม่ใช่เรื่องของผม” พร้อมระบุว่า ส่วนตัวเชื่ออีกอย่างหนึ่ง ว่าการตรวจสอบจะทำให้การเลือก ส.ว.เป็นไปอย่างถูกต้องและไม่ล้ม แต่ถ้าปล่อยให้การเลือกไปถึงขั้นสุดท้ายระดับประเทศ ตนไม่ทราบว่า ใครได้รับประโยชน์ เพราะความผิดจะสำเร็จไปเรื่อยๆ และมีผู้ร่วมกระทำผิด 2 หมื่นกว่าคน ต่างกรรมต่างวาระ เพราะรับจ้างตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน เวลารับโทษ ก็ต้องนับโทษ ตามกรรมตามวาระ หากปล่อยไว้จะทำให้เกิดปัญหาชาวบ้านเป็นเหยื่อการเมือง

ดังนั้น จึงฝากไปยังพี่น้องประชาชน ใครที่ไปรับจ้างมาลงสมัครเพื่อเลือก ส.ว.คิดว่า เสี่ยงที่จะผิดกฎหมาย ติดคุกแน่นอน ซึ่งกรรมาธิการทุกคณะ และสื่อมวลชนต่างคอยติดตาม เมื่อถึงตรงนั้นใครก็ช่วยไม่ได้ ฝ่ายการเมืองก็ช่วยไม่ได้ ดังนั้น ขอให้แจ้งไปยังกกต.ในพื้นที่ กกต. กลางหรือสื่อ โดยให้ กกต.ใช้มาตรา 65 กันไว้เป็นพยาน และให้ กกต.ตรวจสอบเพื่อให้ผลออกมาได้ ส.ว.ที่มีคุณภาพ ตรงไปตรงมา ไม่ต้องคิดว่าจะไปยื้ออะไร เพราะทำได้ไม่เยอะ แต่ขอให้ทำอย่างถูกต้องดีกว่า