‘กมธ.นิรโทษกรรม’ เห็นชอบ 7 ประเด็นจำแนกการกระทำที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เข้าข่ายรับการ ‘ปล่อยผี’ ผุด คกก.ทำหน้าที่ ‘ครอบจักรวาล-รับจบในที่เดียว’ ไร้พันธะโยง ‘กระบวนการยุติธรรม’ พ่วงคณะอนุฯติดตามทำผิดซ้ำ ชงเล่นงานฟ้องคดีใหม่ได้ มีวาระ 2 ปี
เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 6 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายยุทธพร อิสรชัย ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาและจำแนกการกระทำเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎรว่า กมธ.ชุดใหญ่ได้พิจารณาข้อเสนอของอนุ กมธ.ในการจำแนกการกระทำที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่ง กมธ.ส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของอนุ กมธ.ที่มีกระบวนการพิจารณา 7 ประเด็น เป็นไปตามเค้าโครงเดิมที่เคยพิจารณาไปก่อนหน้านี้
นายยุทธพรกล่าวว่า ได้แก่ 1.นิยามแรงจูงใจทางการเมือง 2.การจำแนกประเภทคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง สรุปออกมาได้ 3 ประเภท 2.1 การกระทำในคดีหลัก เช่น คดีการชุมนุมทางการเมืองที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ฉุกเฉิน หรือกฎหมายความมั่นคง 2.2 การกระทำในคดีรอง เป็นผลที่พ่วงมาจากคดีหลัก เช่น ความผิดตาม พ.ร.บ.ความสะอาด พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้เครื่องขยายเสียง หรือ พ.ร.บ.จราจร และ 2.3 การกระทำในคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่จริงๆ มีอีกหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนไหว เช่น ความผิดต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นายยุทธพรกล่าวต่อว่า 3.การมีกระบวนการ หรือทางเลือกที่จะนิรโทษกรรมแบบใด แบ่งออกเป็น 3 ทางเลือก 3.1 ใช้รูปแบบคณะกรรมการนิรโทษกรรม 3.2.การนิรโทษโดยยกร่างกฎหมายแล้วยกเว้นความผิด หรือเหตุการณ์ต่างๆ 3.3 ผสมผสานกันระหว่างการมีคณะกรรมการ และยกร่างกฎหมายไปในตัว อาจเรียกว่าเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองและติดตามการบังคับใช้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 4.กลไกกระบวนการนิรโทษกรรม จะเลือกในรูปแบบคณะกรรมการหรือไม่ จะมีกลไกตั้งแต่ชั้นรับเรื่องในการพิจารณา มีกลไกในชั้นกลั่นกรอง ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งในชั้นพิจารณาตัดสินการนิรโทษ รวมถึงมาตรการการเยียวยา
นายยุทธพรกล่าวว่า 5.องค์ประกอบของคณะกรรมการนิรโทษ จะเน้นไปที่ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นหลัก ประกอบด้วยหลายพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เนื่องจากได้รับการยอมรับ มีความเป็นกลาง สังคมให้ความเชื่อถือมากกว่าฝ่ายบริหาร โดยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานคณะกรรมการ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯที่ได้รับมอบหมาย เป็นรองประธานคณะกรรมการ ตัวแทนกระทรวงยุติธรรม ตัวแทน ส.ส. นักวิชาการ ภาคประชาชน รวมถึงตัวแทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
“คณะกรรมการนิรโทษกรรมมีหน้าที่และอำนาจในลักษณะที่สามารถดำเนินการจบภายในตัวคณะกรรมการได้เลย ไม่ต้องไปส่งเรื่อง หรือไปอ้างอิงกับกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความกระชับ รวดเร็วในการนิรโทษกรรม รวมถึงจะมีการเปิดพื้นที่รับเรื่องจากบรรดาผู้ที่ร้องขอการนิรโทษกรรม เช่น ทายาท หรือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง นอกจากนี้ ยังวางมาตรการสื่อสารต่อสาธารณะเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง รับการแสดงเจตจำนงสำหรับผู้ที่ไม่ได้ต้องการจะได้รับการนิรโทษกรรม ขณะเดียวกันยังสามารถเรียกข้อมูล เรียกบุคคลได้ด้วย” นายยุทธพรกล่าว
ประธานอนุ กมธ.ศึกษาและจำแนกฯนิรโทษกรรมกล่าวอีกว่า 6.มาตรการเยียวยา จะเน้นเรื่องสิทธิเป็นหลัก ไม่ได้เน้นเรื่องทางแพ่ง เพราะจะเกิดการฟ้องร้องคดีต่างๆ ได้ ถือเป็นการคืนสิทธิให้กับบุคคลที่ได้รับการนิรโทษกรรม และ 7.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำและการเสริมสร้างความปรองดอง ไม่ได้กำหนดระยะเวลา เพราะเมื่อทุกคนได้รับการนิรโทษถือว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความผิด ฉะนั้น นิรโทษแล้วก็นิรโทษเลย แต่จะมีคณะอนุกรรมการของคณะกรรมการนิรโทษที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อติดตามไม่ให้กระทำความผิดซ้ำ หากมีการกระทำความผิดซ้ำก็จะมีการร้องขอให้ดำเนินคดีใหม่ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการติดตามจะมีวาระเท่ากับคณะกรรมการนิรโทษคือ 2 ปี

