หน้าแรก การเมือง กมธ.เห็นชอบ 7...

กมธ.เห็นชอบ 7 ประเด็น เข้าข่ายได้นิรโทษ จ่อตั้งคณะอนุฯติดตามทำผิดซ้ำ ฟ้องคดีใหม่ได้

6.06.24 | 17:16 น.

‘กมธ.นิรโทษกรรม’ เห็นชอบ 7 ประเด็นจำแนกการกระทำที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เข้าข่ายรับการ ‘ปล่อยผี’ ผุด คกก.ทำหน้าที่ ‘ครอบจักรวาล-รับจบในที่เดียว’ ไร้พันธะโยง ‘กระบวนการยุติธรรม’ พ่วงคณะอนุฯติดตามทำผิดซ้ำ ชงเล่นงานฟ้องคดีใหม่ได้ มีวาระ 2 ปี

เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 6 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายยุทธพร อิสรชัย ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาและจำแนกการกระทำเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎรว่า กมธ.ชุดใหญ่ได้พิจารณาข้อเสนอของอนุ กมธ.ในการจำแนกการกระทำที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่ง กมธ.ส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของอนุ กมธ.ที่มีกระบวนการพิจารณา 7 ประเด็น เป็นไปตามเค้าโครงเดิมที่เคยพิจารณาไปก่อนหน้านี้

นายยุทธพรกล่าวว่า ได้แก่ 1.นิยามแรงจูงใจทางการเมือง 2.การจำแนกประเภทคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง สรุปออกมาได้ 3 ประเภท 2.1 การกระทำในคดีหลัก เช่น คดีการชุมนุมทางการเมืองที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ฉุกเฉิน หรือกฎหมายความมั่นคง 2.2 การกระทำในคดีรอง เป็นผลที่พ่วงมาจากคดีหลัก เช่น ความผิดตาม พ.ร.บ.ความสะอาด พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้เครื่องขยายเสียง หรือ พ.ร.บ.จราจร และ 2.3 การกระทำในคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่จริงๆ มีอีกหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนไหว เช่น ความผิดต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นายยุทธพรกล่าวต่อว่า 3.การมีกระบวนการ หรือทางเลือกที่จะนิรโทษกรรมแบบใด แบ่งออกเป็น 3 ทางเลือก 3.1 ใช้รูปแบบคณะกรรมการนิรโทษกรรม 3.2.การนิรโทษโดยยกร่างกฎหมายแล้วยกเว้นความผิด หรือเหตุการณ์ต่างๆ 3.3 ผสมผสานกันระหว่างการมีคณะกรรมการ และยกร่างกฎหมายไปในตัว อาจเรียกว่าเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองและติดตามการบังคับใช้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 4.กลไกกระบวนการนิรโทษกรรม จะเลือกในรูปแบบคณะกรรมการหรือไม่ จะมีกลไกตั้งแต่ชั้นรับเรื่องในการพิจารณา มีกลไกในชั้นกลั่นกรอง ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งในชั้นพิจารณาตัดสินการนิรโทษ รวมถึงมาตรการการเยียวยา

นายยุทธพรกล่าวว่า 5.องค์ประกอบของคณะกรรมการนิรโทษ จะเน้นไปที่ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นหลัก ประกอบด้วยหลายพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เนื่องจากได้รับการยอมรับ มีความเป็นกลาง สังคมให้ความเชื่อถือมากกว่าฝ่ายบริหาร โดยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานคณะกรรมการ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯที่ได้รับมอบหมาย เป็นรองประธานคณะกรรมการ ตัวแทนกระทรวงยุติธรรม ตัวแทน ส.ส. นักวิชาการ ภาคประชาชน รวมถึงตัวแทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

Advertisement

“คณะกรรมการนิรโทษกรรมมีหน้าที่และอำนาจในลักษณะที่สามารถดำเนินการจบภายในตัวคณะกรรมการได้เลย ไม่ต้องไปส่งเรื่อง หรือไปอ้างอิงกับกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความกระชับ รวดเร็วในการนิรโทษกรรม รวมถึงจะมีการเปิดพื้นที่รับเรื่องจากบรรดาผู้ที่ร้องขอการนิรโทษกรรม เช่น ทายาท หรือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง นอกจากนี้ ยังวางมาตรการสื่อสารต่อสาธารณะเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง รับการแสดงเจตจำนงสำหรับผู้ที่ไม่ได้ต้องการจะได้รับการนิรโทษกรรม ขณะเดียวกันยังสามารถเรียกข้อมูล เรียกบุคคลได้ด้วย” นายยุทธพรกล่าว

ประธานอนุ กมธ.ศึกษาและจำแนกฯนิรโทษกรรมกล่าวอีกว่า 6.มาตรการเยียวยา จะเน้นเรื่องสิทธิเป็นหลัก ไม่ได้เน้นเรื่องทางแพ่ง เพราะจะเกิดการฟ้องร้องคดีต่างๆ ได้ ถือเป็นการคืนสิทธิให้กับบุคคลที่ได้รับการนิรโทษกรรม และ 7.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำและการเสริมสร้างความปรองดอง ไม่ได้กำหนดระยะเวลา เพราะเมื่อทุกคนได้รับการนิรโทษถือว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความผิด ฉะนั้น นิรโทษแล้วก็นิรโทษเลย แต่จะมีคณะอนุกรรมการของคณะกรรมการนิรโทษที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อติดตามไม่ให้กระทำความผิดซ้ำ หากมีการกระทำความผิดซ้ำก็จะมีการร้องขอให้ดำเนินคดีใหม่ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการติดตามจะมีวาระเท่ากับคณะกรรมการนิรโทษคือ 2 ปี