‘กัณวีร์’ ขอถอนคำพูด ติงนายกรัฐมนตรีไทย ตัดโอกาสไม่ยอมพบข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน UN

8.06.24 | 16:49 น.

‘กัณวีร์’ ขอถอนคำพูด ติงนายกรัฐมนตรีไทย ตัดโอกาสไม่ยอมพบข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน UN หนีคำถามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีของไทยไม่รับนัด นายโวลเกอร์ เติร์ก (Volker Türk) ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติ ที่มาเยือนกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2567 จนต้องเปลี่ยนเป็นเพียงการ ‘แวะพัก’

นายกัณวีร์กล่าวว่า คงต้องถอนคำพูด จากที่กำลังจะชมนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดนี้ว่ามีท่าทีเปลี่ยนไปเรื่องของการต่างประเทศ กรณีการร่วมลงนามเรียกร้องการหยุดยิงในอิสราเอล-กาซา แต่มีประเด็นเรื่องการไม่รับนัดข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเกิดขึ้นอีก จึงรับไม่ได้จริงๆ กับการกระทำของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องพิธีทางการทูต และการปฏิบัติตัวในเวทีระหว่างประเทศ จึงขอถอนคำพูดที่ได้ชมไปเมื่อวานนี้
จากกรณีที่ ทั้ง รมว.กระทรวงการต่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลไม่ยอมพบกับข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ นายโวลเกอร์ เติร์ก (Volker Türk) ระหว่างการเยือนไทยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

นายกัณวีร์กล่าวว่า ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะติดภารกิจอะไรเร่งด่วนเป็นเซลส์แมนที่ไหนก็ตาม สามารถมอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพบปะหารือได้ จึงไม่แน่ใจว่าพิธีทางการทูตเข้าใจยากหรือไม่มีผู้แนะนำ อย่างก่อนหน้านี้ รมว.ยุติธรรมยังไปพบนายโวลเกอร์ที่ออสเตรีย ยังไปขอเข้าพบได้ เพราะเป็น protocol ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าทางข้าหลวงใหญ่ไม่ได้บินมาเฉยๆ โดยไม่บอกล่วงหน้าเพราะเป็นการเดินทางเยือนแบบทางการของผู้บริหารระดับสูงของ UN แต่ต้องลดระดับลงมาแค่ “แวะพัก”

“หรือท่านแค่กลัวที่ไม่สามารถตอบคำถามที่มันตอบไม่ได้ อาทิ เรื่องการดูแลผู้ต้องกักในเรือนจำจนทำให้มีผู้เสียชีวิต การมีสองมาตรฐานในการดูแลนักโทษ การดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง การใช้กฎหมายปิดปากเป็นว่าเล่น ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากพวกที่ยึดอำนาจ การกดปราบข้ามชาติ การผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นกำเนิดโดยไม่เคารพหลักจารีตประเพณีระหว่างประเทศ การขังลืมชาวอุยกูร์โดยไม่มีกำหนด การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่ไม่ยึดหลักมนุษยธรรมในประเทศเมียนมา การที่คดีตากใบกำลังหมดอายุความและรัฐบาลก็นิ่งเฉย ฯลฯ”

Advertisement

นายกัณวีร์กล่าวว่า หากกลัวเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ตนขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีต้องเปลี่ยนจุดยืนโดยเร็วก่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนและกรอบความคิดทางมนุษยธรรม ถึงแม้ผลการทำงานของรัฐบาลไม่มีอะไรคืบหน้าเลย แต่แค่นายกรัฐมนตรียอมรับและยึดมั่นว่าจะเปลี่ยน และพูดถึงเรื่องต่างๆ เหล่านี้อย่างมีหลักการและเอาจริงเอาจัง และวางแผนเป็นโรดแมป (roadmap) อย่างมีเหตุและผลและมีตารางเวลาทำงาน ให้เห็นว่าจะดำเนินการอะไร อย่างไร และเมื่อไหร่ ตนเชื่อว่าไทยจะได้รับการสนับสนุนในการสมัครเป็นคณะมนตรีสิทธิฯ ได้อย่างดี แต่น่าเสียดายที่ไทยปล่อยโอกาสไปเสีย ไม่พอ เหยียบย่ำโอกาสอันดีนี้ด้วยเท้าของตัวเอง จึงอย่าหวังว่าจะได้รับการสนับสนุน เพราะเป็นใคร ใครก็ไม่เอา

“นี่ยังไม่รวมกรณีที่ไทยช่วยส่งทหารเมียนมา จำนวน 33 คน ที่หลบหนีข้ามมาฝั่งไทยหลังจากฐานที่มั่นบริเวณตรงข้าม อ.อุ้มผาง ถูกตีแตก กลับไปยังมือทหารเมียนมาในฝั่งเมืองเมียวดีแล้วโดยไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ แต่เป็นข้อตกลงกันทางทหารระหว่างผู้นำกองทัพไทยและกองทัพเมียนมา ทั้งๆ ที่การส่งกลับนี้ได้ถูกคัดค้านจากทุกภาคส่วน เนื่องจากทหารทั้ง 33 คนนี้ถูกกล่าวหาว่าได้ฆ่าพลเรือนผู้บริสุทธิ์ขณะปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงผู้หญิงท้องด้วย จึงมีข้อเรียกร้องให้ดำเนินคดีฐานเป็นอาชญากรสงคราม อย่างไรก็ตามไม่มีคำตอบใดๆ จากกองทัพไทยและในที่สุดได้มีการส่งกลับทหารเมียนมากลุ่มนี้คืน SAC เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา”นายกัณวีร์กล่าว

นายกัณวีร์ตั้งข้อสังเกตว่า หรือนี่คือเหตุผลทั้งหมดที่นายกรัฐมนตรีของไทยต้องหนีการพบปะกับข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพราะตอบไม่ได้ หรือไม่รู้จะตอบอะไร ถ้าไทยไม่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงท่าทีใดๆ ยังคงอยากเดินตามอดีตรัฐบาลทหาร ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม หรือยังคงสนุกอยู่ต่อการใช้ความมั่นคงนำการต่างประเทศ และเลือกที่จะเป็นเซลส์แมนวิ่งหาคนมาลงทุนอย่างเดียว

“ท่านลองเปลี่ยนวิธีคิดบ้างครับ การทำงานเวทีระหว่างประเทศของไทยที่เป็นประเทศขนาดกลาง ก็เหมือนกับทางภาคธุรกิจที่ท่านถนัดแหละครับ ลองทำแบบ ‘less efforts, but more impacts’ หรือที่เรียกว่า ‘ลงแรงน้อย แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า’ มันคือการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและงานมนุษยธรรมครับ ท่านจะเห็นผลที่แตกต่างทันที การค้าการลงทุนจะวิ่งหาท่าน ไม่ใช่วิ่งหนีท่านอย่างที่เป็นครับ” นายกัณวีร์กล่าว