ท่าที‘เศรษฐา-กกต.’
ปลุกความเชื่อมั่น
เปลี่ยนผ่านประเทศ
ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ รับคำร้องของศาลปกครองกลางส่งคำโต้แย้งผู้ฟ้องคดี (น.ส.วิเตือน งามปลั่ง) ในคดีหมายเลขดำที่ 899/2567 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 36 มาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่นั้น
สาระสำคัญทั้ง 4 มาตรา คือ มาตรา 36 มาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้วินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่นั้น
จะเกี่ยวข้องกับประเด็นตัวผู้สมัคร กับกระบวนการเลือก ส.ว. ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ว.ชุดใหม่ จำนวน 200 คน ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 107 กำหนด
พร้อมกับกระแสข่าวที่ว่า กกต.อาจจะเลื่อนการจัดเลือก ส.ว.ระดับอำเภอในวันที่ 9 มิถุนายน ออกไปก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงตามข้อกฎหมาย หากเดินหน้าจัดเลือก ส.ว.ตามไทม์ไลน์เดิม
ท่ามกลางการส่งสัญญาณเตือนจากหลายฝ่าย ทั้ง “วันชัย สอนศิริ” สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดรักษาการ ออกมาระบุว่า มีขบวนการ 3 ล้ม ที่เป็นการรวมกลุ่มกันของคณะบุคคล 3 กลุ่ม เพื่อกระทำการ 3 ล้ม
ล้มแรก คือ ล้มรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ลงให้ได้ เพราะถ้าล้มรัฐบาลเศรษฐาลงได้ก็จะมีการเซตซีโร่ในอำนาจ แล้วก็เริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ล้มที่สอง ล้มหรือยุบก้าวไกล เพราะถ้ายุบก้าวไกลได้ พรรคก็จะแตกฉานซ่านเซ็น ส.ส.จะต้องหาที่อยู่ใหม่ภายใน 30 วัน และล้มที่สาม คือ ล้มกระดานการเลือก ส.ว. ถ้าล้มได้ ส.ว.ชุดเก่าก็ยังอยู่เหมือนเดิม คอยปฏิบัติภารกิจได้ต่อไป
เช่นเดียวกับ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ที่ออกมาดักคอ ให้ กกต.เดินหน้าจัดเลือก ส.ว.ตามไทม์ไลน์เดิม ภายหลังมีการออกมาเปิดเผยข้อมูลของโพยก๊วนรายชื่อคนฮั้วการเลือก ส.ว.
ที่อาจส่งผลให้การเลือก ส.ว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตจนอาจทำให้ไม่สามารถเลือก ส.ว.ตามกรอบเวลาเดิมได้
สอดคล้องกับ “แสวง บุญมี” เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ออกมาเผยถึงสัญญาณความเคลื่อนไหวจนส่งผลกระทบต่อการเลือก ส.ว.คือ “เลื่อนหรือลาก” การเลือก ส.ว.ออกไป
“ล้ม” การเลือก ส.ว. และ “เลือก” แต่กดดันให้ได้ผลตามเป้าหมายที่หวังไว้ แต่ไม่ว่าจะรูปแบบใด ขอให้เป็นแค่การคาดการณ์ อย่าให้เกิดขึ้นจริง เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงย่อมไม่เกิดผลดีกับบ้านเมืองอย่างแน่นอน
แต่ท้ายที่สุดเมื่อที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเอกฉันท์ เดินหน้าจัดการเลือก ส.ว.ตามไทม์ไลน์เดิม เลือกระดับอำเภอในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ ระดับจังหวัดวันที่ 16 มิถุนายน ระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน และคาดว่าจะประกาศรายชื่อ ส.ว.ชุดใหม่ ทั้ง 200 คนได้ในวันที่ 2 กรกฎาคม โดย กกต. เนื่องจากยังไม่มีเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้การเลือก ส.ว.ต้องเลื่อนออกไป หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า 4 มาตราของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 กกต.ต้องปฏิบัติตาม และไม่หวั่นหากมีคนไปยื่นร้องให้การเลือก ส.ว.เป็นโมฆะ
เพราะที่ กกต.ดำเนินอยู่จนถึงวันนี้เป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน
การเดินหน้าเลือก ส.ว.ต่อ ของ กกต. นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ ผ่านการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเมื่อได้ ส.ว.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ย่อมเป็นการเปลี่ยนผ่าน อำนาจของ 250 ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มาทำหน้าที่ในช่วง 5 ปี ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 มาเป็น ส.ว.ชุดใหม่ 200 คน ที่มาจากการเลือกกันเองของ 20 กลุ่มอาชีพ ซึ่งจะมาทำหน้าที่ ทั้งกลั่นกรองกฎหมาย แต่งตั้งองค์กรอิสระ ให้ความเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ส.ว. 200 คน ดังกล่าวจะส่งผลต่อการเปลียนแปลงโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ ต่อไป
ขณะที่คำร้องของ 40 ส.ว.ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กรณีการแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ พร้อมกับสั่งให้นายกฯส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายใน 15 วัน
ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 10 มิถุนายนนั้น นายกฯแสดงความชัดเจนเพื่อให้หลายฝ่ายเกิดความเชื่อมั่น ด้วยการส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน
ภายหลังได้ นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยดูแนวทางการต่อสู้คดีให้มีความรัดกุม ครอบคลุมในประเด็นทั้งเรื่อง ไม่ละเลยมาตรฐานจริยธรรม และยึดความสุจริต ตามที่กฎหมายกำหนด
การยื่นชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ถือว่าช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศ เพราะนายกฯ ถือเป็นผู้นำของฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็น 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตยในการขับเคลื่อนประเทศ หากสถานะของ “นายกฯ” สามารถเดินหน้าต่อ โดยมีกฎหมายและรัฐธรรมนูญรองรับชัดเจน จะช่วยคลี่คลายสภาวะ “สภาวะ เวตแอนด์ซี” (Wait and See) ของทุกฝ่ายได้
ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งในกรณีคำร้องของ 4 มาตรา ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่
รวมทั้งคำร้องขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่าจะออกมาในแนวทางใด ซึ่งอยู่ในดุลพินิจการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่อาจก้าวล่วงได้
การเดินหน้าจัดการเลือก ส.ว.ของ กกต.ตามไทม์ไลน์เดิม และการส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีรับวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรี ของนายเศรษฐา นายกฯ ย่อมสร้างความเชื่อมั่นต่อการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จากกลุ่มอำนาจเก่าของยุค คสช. สู่อำนาจใหม่ตามกลไกประชาธิปไตย
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อ 2 กรณีดังกล่าว ไม่ว่าจะออกมาในทางใด ล้วนมีผลต่อการเดินหน้าประเทศนับจากนี้

