หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการต่อกรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเอกฉันท์เดินหน้าตามโรดแมปเดิม ไม่เลื่อนการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย 4 มาตรา พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.2561

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
สิ่งที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนกรานเดินหน้าไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ถือว่ามีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจ คือ กกต.ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ซึ่งในบทบาทหน้าที่เดินหน้าตรงนี้ ได้รับการคุ้มครองในทางกฎหมาย สามารถอธิบายกับสังคมได้
หากเกิดการเลื่อนวัน หรือเกิดความไม่แน่ใจในตัวเอง จนต้องเลื่อนออกไปก่อน ผลสะเทือนจะกระจายมากกว่า เพราะสุ่มเสี่ยงกับการที่ผู้สมัคร ส.ว.กว่า 40,000 คน จะร้องเอาผิดต่อ กกต.ได้ เนื่องจากผู้สมัครหลายคนเตรียมทั้งวัน เวลา หรือค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่างๆ แล้ว มันก็จะมีผลสะเทือนตามมาหลายด้าน
รวมถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับตีความ 4 มาตรา ดูแล้วผลสะเทือนคงจะไม่ลุกลามบานปลาย เพราะถ้าเกิดศาลตีความว่าขัด ก็อาจจะมีการปรับแก้ไขได้ อันนี้ก็ไม่น่าจะมีผลอะไร ซึ่งมันมีหลากหลายประเด็นมีน้ำหนักที่น่าจะฟังขึ้น
เนื่องจากแนวคิดของการออกแบบการเลือกกันเอง ไม่ใช่การเลือกตั้ง เพราะกลัวเรื่องระบบสภาผัวเมีย แต่พอถึงรอบการเลือกแบบไขว้แล้ว บางสาขาวิชาชีพ ไม่มีผู้สมัครถึง ไม่มีกลุ่ม มันก็นำไปสู่ข้อสงสัยว่า เขาถูกละเมิดสิทธิหรือไม่
ผู้สมัครสามารถกาให้ตัวเอง หรือถ้าไม่กาตัวเอง แล้วไปโหวตให้คนอื่น 2 เสียง ตรงนี้อาจจะถูกตีความว่ามันขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าตรงนี้ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย เพราะต้องการสร้างความกระจ่าง และคลายข้อสงสัยด้วย
ส่วนกระบวนการเลือกในรอบที่ 2 ที่จะต้องเลือกไขว้ แล้วไม่มีจำนวนกลุ่มมากพอให้มาเลือกตัวเอง มันกลายเป็นเรื่องต้องยอมรับว่า ผู้สมัครไม่ครบตามกลุ่มวิชาชีพ อันนี้ก็เป็นโจทย์ใหม่ของ กกต. ที่ไม่เคยมีบทบาทหน้าที่คัดเลือกวุฒิสมาชิกแบบนี้มาก่อน
เนื่องจากแต่เดิม กกต.มีหน้าที่รับผิดชอบ นับคะแนนโดยตรงมาตลอด แต่ครั้งนี้เป็นการเข้ามาบริหารจัดการด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่ เกิดเสียงท้วงติง วิพากษ์วิจารณ์ แต่ดูแล้วเขาค่อนข้างมีความระมัดระวัง เขาจะไม่ใช้อำนาจเกินเลย
เพียงต้องเห็นใจผู้สมัครบางสาขาวิชาชีพ ที่ไม่มีคนมาสมัครตามจำนวน และสัดส่วนที่เพียงพอ จนนำไปสู่การเลือกไขว้ให้กลับมาเลือกตัวเองได้ อันนี้ก็น่าจะเป็นการถอดบทเรียนในอนาคต หากสมมุติว่าการเลือกตั้งแบบเลือกกันเอง ยังคงอยู่ ต้องถอดบทเรียนกันต่อไป
อีกทั้งกระแสที่ต้องการล้มการคัดเลือก มันก็มีมาตลอด แล้วก็นำไปสู่การเชื่อมโยงถึงพลังอำนาจของวุฒิสมาชิกชุดที่กำลังรักษาการ หรือปฏิบัติหน้าที่อยู่ มีบางส่วนที่พยายามจะทำหน้าที่ต่อไป แต่ทั้งหมดทั้งปวงแล้ว กระแสสังคมตอนนี้ ต้องการที่จะได้วุฒิสมาชิกชุดใหม่ให้ได้
เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว กกต.จะต้องคัดเลือก ส.ว. 200 คน ให้ทันวันที่ 2 กรกฎาคม ซึ่งกระแสที่ว่าจะยื่นล้มการคัดเลือกครั้งนี้ น่าจะต้องการทำให้เกิดความหวั่นไหว เพราะในสายตาของสาธารณชนมอง กกต.ด้วยความไม่เชื่อมั่นมาตลอด แต่คิดว่าโดยรวมแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และสามารถเดินหน้าไปต่อได้
ผมเสนอว่า กกต.ควรมีการประชาสัมพันธ์ที่รวดเร็ว เพราะสังคมหรือผู้ร้อง มีคำถามข้อสงสัยร่วมกัน ก็จะต้องรีบชี้แจงให้เร็ว โดยเฉพาะเรื่องการร้องเรียนว่า มีการฮั้ว หรือเรื่องส่อทุจริตในบางจังหวัด อย่างเช่น จ.มุกดาหาร หรือบางกลุ่มสาขาวิชาชีพ มีการถ่ายรูปในร้านเดียวกัน พร้อมกัน 65 คน
กกต.ตอบอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ได้แสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อเช็กว่าความเคลื่อนไหวที่ไม่ปกตินี้เกิดจากอะไร ซึ่งการที่ กกต.ชี้แจงว่ารู้รายละเอียดมากกว่าผู้ร้องเรียนเสียอีก ยิ่งพูดอย่างนี้ก็ยิ่งเป็นการมัดตัวเอง
จนประชาชนเกิดความเคลือบแคลง และตกใจว่าถ้ารู้ปัญหาแบบนี้ทำไมไม่รีบจัดการเสียก่อน ก่อนที่จะมีการคัดเลือกจริง เพื่อให้กระบวนการเลือก ส.ว.เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม หากมีเรื่องร้องเยอะยิ่งต้องรีบจัดการให้เร็ว ไม่ใช่ว่ามารับรองก่อนแล้วค่อยสอยทีหลัง คิดว่าการทำแบบนี้ มันเป็นการสิ้นเปลืองภาษีประชาชน
คนถูกตัดสิทธิจำนวนมากจากความไม่ชัดเจน ประกอบการประชาสัมพันธ์ของ กกต.ล่าช้า จนสังคมเกิดการตั้งคำถาม มันเห็นถึงความล้มเหลวของ กกต. ที่ทำให้คนจำนวนมาก ถูกตัดสิทธิหลังจากที่สมัครไปแล้ว
กกต.ควรถอดบทเรียน ให้เกิดการยอมรับสภาพความจริงมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ว่าปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเรียบร้อยไปแล้ว แต่ขณะเดียวกันประชาชนรู้สึกว่ามันไม่เรียบร้อย จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ ซึ่งมันขึ้นอยู่กับว่า กกต.จะยอมรับจุดบกพร่องของตัวเอง ได้มากน้อยเพียงใด

ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเป็นหนึ่งในตัวแปร แต่ กกต.ก็มีมติไม่เลื่อนการเลือก ส.ว. เพราะสุดท้ายหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการเลือก ส.ว.ทั้งระดับอำเภอ จังหวัดและประเทศ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ม.107 เรื่องจะโยนกลับมาที่ศาลปกครองเพื่อตัดสินว่ากระบวนการเลือก ส.ว.ที่ดำเนินการไปแล้วเป็นโมฆะหรือไม่ หรือจะสั่งให้มีการเลือกใหม่
เนื่องจากกรณีนี้มีผู้สมัครบางรายไปยื่นฟ้องกับศาลปกครองกลางว่า มาตรา 36 มาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การเลือก ส.ว. ปี 2561 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ศาลปกครองกลางจึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการเลือก ส.ว.ในระดับอำเภอ จังหวัดและประเทศ
ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าคำตัดสินของศาลปกครองกลางจะออกมาในทิศทางไหน หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ากระบวนการเลือก ส.ว.ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ส่วนกรณี กกต.ยังเดินหน้าจัดเลือก ส.ว.ต่อไม่เลื่อนแม้สุ่มเสี่ยง เพราะ กกต.ต้องรอดู 2 อย่าง คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำตัดสินของศาลปกครองกลาง หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญก็ไม่มีปัญหา แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็ต้องรอฟังคำตัดสินของศาลปกครองอีกครั้งว่า กระบวนการทั้งหมดกระทบกับการเลือก ส.ว.หรือไม่ และศาลปกครองจะมีคำตัดสินหรือคำสั่งออกมาอย่างไร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก
ส่วนการที่ กกต.ยังเดินหน้าจัดเลือก ส.ว. เพราะเตรียมการไปมากแล้ว จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างชะลอหรือเลื่อนการเลือกออกไป หรือควรเดินหน้าต่อ อย่างไหนเสียหายมากกว่ากัน เพราะ กกต.เองก็สุ่มเสี่ยงโดนผู้สมัคร ส.ว.ฟ้องเช่นกัน
กระบวนการร้องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ กฎหมายการเลือก ส.ว.ออกมาตั้งแต่ปี 2561 ทุกคนเห็นกฎหมายตัวนี้มานานแล้ว แต่ประเด็นคือ คนที่สามารถร้องได้คือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และจะเป็นผู้เดือดร้อนได้ก็ต้องรอให้เปิดรับสมัครก่อน เป็นเรื่องน่าเสียดายมากเพราะกระบวนการไม่เปิดช่องให้มีการร้องตั้งแต่ต้น เมื่อถึงเวลาเลือก ส.ว.จึงมีปัญหาเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาประเด็นนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน เพราะศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งรับคำร้องไว้วินิจฉัย หากเป็นไปตามกระบวนการปกติไม่มีการเร่งรัด คาดว่ายังไม่มีคำวินิจฉัยหรือคำตัดสินออกมาในช่วงการเลือก ส.ว.ทั้ง 3 ระดับแน่นอน เพราะที่ผ่านมาหากมีประเด็นเรื่องกฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะใช้เวลาหลายเดือน

ผศ.นพพร ขุนค้า
สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา
การที่ กกต.มั่นใจเดินหน้าให้มีการเลือกสรรหา ส.ว.ต่อไปนั้น เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ต่างจาก พ.ร.บ.ทั่วไป คือ ก่อนใช้นั้นจะต้องส่งให้ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระได้ตรวจสอบก่อน ทำให้ กกต.มีความมั่นใจแม้จะมีคนไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า มีบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยเห็นร่าง พ.รบ.นี้แล้วและเห็นชอบก่อนออกมาให้ใช้ แต่ทำให้อดเป็นห่วงกฎหมายในระดับอนุบัญญัติในระดับที่รองๆ ลงไป เช่น ประกาศหรือระเบียบที่ กกต.ออกมาเองต่างหาก เช่น เกี่ยวกับเรื่องกลุ่มอาชีพ ในการจำแนกกลุ่มอาชีพบางอย่างนั้น กกต.มีความชัดเจนหรือไม่ อย่างที่เห็นได้คือกลุ่มแพทย์มีคนเป็น อสม.มาสมัคร เกิดคำถามขึ้นว่า อสม.ถือเป็นแพทย์ พยาบาล หรือสาธารณสุขหรือไม่
ทราบมาว่าผู้สมัครไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อให้วินิจฉัยเรื่องนี้อยู่ ทำให้ความเสี่ยงจะอยู่ที่ตรงนี้มากกว่า หากจะถามว่า กกต.เดินหน้าแล้วขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ทาง 7 เสือ กกต.มั่นใจ เพราะว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ กกต.กำลังใช้ได้ผ่านการเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว ยังมีข้อสังเกตว่าในปี 2561 ขณะที่ร่างฉบับนี้ได้ผ่านศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาและองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง ไม่มีใครมองเห็นภาพกระบวนการสรรหาว่าเป็นอย่างไร
ถ้าถามถึงในวันนี้ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นชอบแล้วเมื่อครั้งนั้นให้มีการประกาศใช้แล้ว แต่หากเสียงส่วนใหญ่ของศาลรัฐธรรมนูญบังเอิญไปมองเห็นว่ากระบวนการ หรือ 4 มาตราที่มีการนำมาร้องในมาตราใดมาตราหนึ่ง หรือทั้ง 4 มาตรา เกิดขัดต่อรัฐธรรมนูญขึ้นมา อันนี้ความรับผิดมันต้องย้อนกลับไปที่ 7 เสือ กกต. แต่ต้องชื่นชมทั้ง 7 กกต.ที่กล้าหาญมาก เดินหน้าสรรหาวุฒิสภาต่อไป
เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญเมื่อมองมาแล้ว นำมาปฏิบัติจริงๆ เห็นทางว่ามีความขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อันนี้จะถามว่ากระบวนการสรรหาวุฒิสภาจะชอบหรือไม่ ก็จะเกิดปัญหา รวมทั้ง กกต.ก็ต้องรับความเสี่ยงในการที่จะถูกดำเนินคดีอาญา เพราะเคยมีบทเรียนจากกรณี กกต.ในอดีตที่ผ่านมา ถูกคดีอาญาถึงขั้นจำคุก
เบื้องต้นต้องยอมรับจิตใจของ กกต.ทั้ง 7 คนว่าอาจหาญมากที่จะเดินหน้า แม้จะรู้ว่าเสี่ยงในภายหน้าก็ตาม ส่วนความเป็นโมฆะ ของการเลือกสรรหา ส.ว.ในครั้งนี้ยังมีโอกาสเป็นไปได้หมด หากมีผู้ไปร้อง เพราะไม่ใช่เพียงแต่ศาลรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว กรณี 4 มาตราที่มีคนไปร้อง หากผู้เข้ารับการสรรหา ผู้สมัครเป็น ส.ว.เห็นว่ากระบวนการไม่ชอบก็อาจจะไปร้องยังที่ศาลฎีกาได้
จึงอาจทำให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้ เพราะการสรรหา ส.ว.ในครั้งนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง คือ 1.เป็นการดำเนินการครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คล้ายกับว่าเป็นการทดลองใช้ จึงมีความเสี่ยงไปทั้งหมด แต่ต้องย้อนกลับไปที่ต้นเหตุ เพราะเราไปออกแบบให้การได้มาซึ่ง ส.ว. ไม่ได้มาจากกระบวนการเลือกตั้งโดยตรง กระบวนการมันซับซ้อนอันนั้นคือสาเหตุจริงๆ โดยที่ไม่ได้ว่าไปยัง กกต.เลย เพียงแต่ว่าด้วยกติกาของรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ถูกออกแบบมาแบบนั้น จึงได้กลายเป็นสายล่อฟ้าให้เกิดปัญหาตามมา
ฉะนั้นโอกาสที่จะได้ ส.ว. 200 คนในครั้งนี้คือ 50-50 หรืออาจจะได้มาอย่างล่าช้า หรือจะไม่ได้ จนเนิ่นนานไปนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งหมด หากไม่ได้มาหรือได้มาล่าช้า ส.ว. 250 คนเดิมก็จะรักษาการต่อไป ความจริงนั้นก็ไม่อยากให้มีภาพนี้แล้ว เพราะ ส.ว.ชุดเดิมเกิดขึ้นมาในยุคของ คสช. จึงอยากเห็น ส.ว.ชุดใหม่เข้ามา เพราะยังมีภารกิจหลายอย่างที่พี่น้องประชาชนอยากเห็น เช่น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการไปตีความว่า ส.ว.รักษาการนั้นมีขอบเขตอำนาจมากน้อยแค่ไหน หากเริ่มช้าก็เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของบ้านเมือง
จึงอยากอำนวยอวยพรให้เกิดขึ้นให้กระบวนการในวันนี้เดินหน้าไป ขอให้เป็นไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรมจริงๆ ที่มีการกล่าวหากันว่าฮั้ว กล่าวหาว่าขน ก็ต้องอาจหาญในการเข้าไปตรวจสอบ หากเกิดเหตุการณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมา ปัญหาของประเทศชาติจะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย การเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วจึงยังไม่พอ ต้องถูกต้องเป็นไปตามกฎหมายและโปร่งใสด้วย

