‘พิธา’ กาง 9 ข้อ สู้คดียุบพรรค ก.ก.

10.06.24 | 12:29 น.

‘พิธา’กาง 9 ข้อ สู้คดียุบพรรค ก.ก.

หมายเหตุนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค แถลงข่าวเรื่องการต่อสู้คดียุบพรรค กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคําสั่งยุบพรรค ก.ก. กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าพรรค ก.ก.มีพฤติการณ์กระทําการล้มล้างการปกครอง โดยเปิด 9 เหตุผลในการสู้คดียุบพรรค เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน มีรายละเอียดบางส่วนดังนี้ 

มี 9 ข้อต่อสู้ในคดียุบพรรค โดยจะแบ่งเป็น 3 หมวดหมู่ ได้แก่ กระบวนการ ข้อเท็จจริง และสัดส่วนโทษ จุดประสงค์ของการแถลงจะเน้นไปที่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของคดี ซึ่งสอดคล้องกับข้อกังวลของทางศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าไม่อยากให้แสดงความเห็นเพื่อเป็นการชี้นำสังคม โดยข้อ 1.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ 2.กระบวนการยื่นคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งสองข้อนี้เกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจและกระบวนการโดยตรง 3.คำวินิจฉัยคดีเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ไม่ผูกพันการวินิจฉัยคดีนี้

4.การกระทำที่ถูกกล่าวหาไม่ล้มล้าง ไม่อาจเป็นการปฏิปักษ์ 5.การกระทำตามวินิจฉัย 31 มกราคม 2567 ไม่ได้เป็นมติของพรรค 6.โทษยุบพรรคต้องเป็นมาตรการสุดท้าย เมื่อจำเป็น ฉุกเฉิน ฉับพลัน และไม่มีทางอื่นแก้ไขในระบอบประชาธิปไตย 7.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจตัดสินคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) 8.จำนวนปีในการตัดสิทธิทางการเมืองต้องได้สัดส่วนกับความผิด 9.การพิจารณาโทษต้องสอดคล้องกับชุด กก.บห.ในระยะเวลาที่ถูกกล่าวหา จากทั้ง 9 ข้อที่ได้แถลง อยากลงรายละเอียดเพื่ออธิบายให้สังคมเข้าใจในข้อเท็จจริง 

ทั้งนี้ ขอยืนยันในสิ่งที่พวกเราต่อสู้ตั้งแต่การยุบพรรคอนาคตใหม่ ในเรื่องขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราก็ได้สู้แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องนี้ ส่วนกระบวนการ กกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีโอกาสให้ผู้ถูกร้องนั่นก็คือพรรคก้าวไกล รับทราบ โต้แย้ง หรือแสดงพยานหลักฐานของตนแต่อย่างใด คดียุบพรรคก้าวไกลต่างจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ และพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ในเรื่องของระเบียบและหลักเกณฑ์ของ กกต. สิ่งที่เราถูกร้อง กกต.ยื่นคำร้องยุบพรรคดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 92 ซึ่งระบุว่า เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น แต่ประเด็นทางกฎหมาย มาตรา 92 ต้องประกอบกับมาตรา 93 ซึ่งมาตรา 92 คือข้อหา มาตรา 93 คือวิธีพิจารณา เพราะมาตรา 93 ระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนของพรรคการเมืองใด กระทำตามมาตรา 92 ให้นายทะเบียนรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา ซึ่งมาตรา 92 และ 93 ไม่ได้แยกออกจากกันเป็นเอกเทศ หากจะมีการพิจารณาคดีที่มีผลกระทบสูงขนาดนี้ต้องพิจารณากฎหมายอย่างครบถ้วน ต้องใช้มาตรา 92 ประกอบกับมาตรา 93 เท่านั้น ในมาตรา 93 ระบุชัดเจนว่า การรวบรวมข้อมูลที่จะยื่นยุบพรรคนั้นต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีการ หลักเกณฑ์และวิธีของ กกต.ในการยุบพรรคการเมืองทั้งสามพรรค อย่างพรรคอนาคตใหม่ พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคก้าวไกล มีความแตกต่างกัน

Advertisement

โดยหลักเกณฑ์และวิธีของ กกต.เกี่ยวกับมาตรา 93 ได้เปลี่ยนไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 สมัยพรรคอนาคตใหม่ และพรรคไทยรักษาชาติไม่มีเกณฑ์นี้ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์ในการรวบรวมข้อมูลในการสนับสนุนการยุบพรรค อนุโลมด้วยระบบวิธีพิจารณาอาญา ปี 2560 ในระเบียบ กกต.2566 ระบุไว้ชัดเจนในข้อ 7 ว่า การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง บุคคลและคณะบุคคลที่นายทะเบียนแต่งตั้ง ต้องให้ผู้ร้อง หรือพรรคการเมืองแล้วแต่กรณี มีโอกาสรับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน ก่อนมีการเสนอรายงานรวบรวมข้อเท็จจริงต่อนายทะเบียนพิจารณา ในข้อ 9 ระบุว่า เมื่อนายทะเบียนพิจารณาข้อเท็จจริงเสร็จแล้ว มีหลักฐานอันสมควร ก็ให้คณะกรรมการเห็นชอบ ฉะนั้น กระบวนการมีความชัดเจนตามหลักเกณฑ์ปี’66 ว่านายทะเบียนเป็นคนดำเนินการ ต้องตั้งคณะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และให้โอกาสพรรคก้าวไกลในการรับทราบ โต้แย้ง และยื่นหลักฐานของตน หลังจากนั้นหากนายทะเบียนเห็นด้วย นายทะเบียนจึงค่อยส่งหลักฐานให้กับ กกต.อีกรอบ

หากอ้างอิงจากเอกสาร กกต. การสิ้นสุดของพรรคการเมืองและการเทียบปรับ ซึ่งประกอบไปด้วยแผนภูมิระบุว่า ผังขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินการตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง พ.ศ.2566 ซึ่งในแผนผังจะลงมาที่นายทะเบีบนพรรคการเมือง ดูว่าพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ และหลังจากนี้จะยุติเรื่องหรือดำเนินการ ในกรณีก้าวไกลไปที่ดำเนินการ ดำเนินการเสร็จแล้วก็ต้องแจ้งให้ กกต.ทราบ ซึ่งในผังระบุชัดเจนว่า ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องและพรรคการเมืองได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสโต้แย้งพยานหลักฐาน ตรงตามหลักเกณฑ์ กกต.ปี’66 ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เคยเกิดขึ้น พรรคก้าวไกลไม่มีโอกาสได้รับทราบข้อเท็จจริง โต้แย้ง หรือนำพยานหลักฐานไปชี้แจงกับ กกต. ฉะนั้น การยื่นคำร้องคดีนี้ขัดต่อระเบียบที่ กกต.ตราขึ้นเอง และการยื่นคำร้องในครั้งนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตนได้ไล่ดูในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ว่ากระบวนการที่ กกต.จะทำวัตถุพยานในการยื่นคำร้อง ต้องให้ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วม

คำวินิจฉัยว่า วันที่ 31 มกราคม ปี’67 ผูกพันการวินิจฉัยคดีนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าข้อเท็จจริงได้รับการวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้ว แต่ กกต.ยังใช้คำวินิจฉัยในคดีวันที่ 31 มกราคม เป็นเพียงหลักฐานเดียวในการยื่นยุบพรรคในครั้งนี้ แล้วหวังว่าจะมีความผูกพันคดี ในการที่คดีหนึ่งจะผูกพันกับอีกคดีได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตาม 2 กรณีนี้เท่านั้น 1.เป็นข้อหาเดียวกัน ซึ่งในกรณีของเราต่างข้อหาก็เท่ากับต่างวัตถุประสงค์ 2.ถ้าระดับโทษใกล้เคียงกัน ก็อาจจะมาเทียบเคียงให้มีความผูกพันคดีได้ ซึ่งคดีเมื่อเดือนมกราคม ซึ่งโทษทั้ง 2 คดีนี้มีความแตกต่างกันมหาศาล มาตรฐานการพิสูจน์จึงเข้มข้นต่างกัน

ยกตัวอย่าง ในคดีแพ่งไม่ผูกพันคดีอาญา แม้จะเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน เนื่องจากความเข้มข้นของมาตรการพิสูจน์คดีแพ่งต่ำกว่าคดีอาญา สำหรับคดียุคพรรคและตัดสิทธิการเมืองมีสภาพความรับผิดเทียบเท่าโทษอาญา

สุดท้าย โทษยุบพรรคต้องเป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อจำเป็น ฉุกเฉิน ฉับพลัน และไม่มีวิธีอื่นแก้ไข ในระบบประชาธิปไตย ต้องระบุให้ชัดเจนว่า โทษยุบพรรคมีได้ในระบบประชาธิปไตย แต่โทษการยุบพรรคต้องมีไว้เพื่อปกป้องประชาธิปไตย การยุบพรรคจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง และเป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น