หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา วธ.เผย ครม.ไฟ...

วธ.เผย ครม.ไฟเขียว ‘น่านเมืองเก่ามีชีวิตฯ สู่มรดกโลก’ ใช้งบ 7 ล้าน สร้างการรับรู้-ศึกษาแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม

10.06.24 | 11:41 น.

วธ.เผย ครม.ไฟเขียว ‘น่านเมืองเก่ามีชีวิตฯ สู่มรดกโลก’ ใช้งบ 7 ล้าน สร้างการรับรู้-ศึกษาแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ด้าน ผอ.ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท.เตรียมทาบทาม 4 อินฟลูเอ็นเซอร์ดังของจีน ‘จ้าวลู่ซือ-หวังอี้ป๋อ-เซียวจ้าน-ไป๋ลู่’ แบรนด์แอมบาสเดอร์ ดึง ‘อาตี๋-หมวย’ เที่ยวไทย

จากกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือ (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน เข้าร่วม โดยนายเศรษฐาระบุว่าสนับสนุน จ.น่าน ให้เป็นเมืองมรดกโลก โดยพยายามจะผลักดันควบคู่กับการอัพเกรดสนามบิน เป็นเมืองคู่แฝดหลวงพระบาง เพื่อให้มีนักท่องเที่ยวจากหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาว และเมืองน่าน รวมถึง จากลาว กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซียด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญนโยบายหลักของรัฐบาล และหาก จ.น่าน ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อย่างอื่นจะตามมา โดยเฉพาะสนามบินที่ต้องการให้เป็นให้เป็นสนามบินนานาชาติ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งต่อไป อาจขอให้ทีมงานสั่งการในที่ประชุม ครม.ให้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ผลักดันให้ จ.น่าน เป็นเมืองมรดกโลกนั้น

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการ วธ.เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2567 ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย น่าน พะเยา และแพร่) มีมติเห็นชอบดำเนินการตามนโยบายของนายเศรษฐา ที่ต้องการผลักดันให้ จ.น่าน เป็นเมืองมรดกโลกคู่เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว เพื่อเชื่อมโยงทั้ง 2 เมืองเข้าด้วยกัน ส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทย และเห็นชอบในหลักการโครงการน่านเมืองเก่ามีชีวิต สร้างสรรค์ เมืองแห่งวัฒนธรรมสู่มรดกโลก ซึ่งในโครงการน่านเมืองเก่ามีชีวิตฯ มี 2 โครงการย่อยที่ วธ.โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด (สวจ.) น่าน เสนอ ครม.ใช้งบประมาณดำเนินการทั้งหมด 7 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการสร้างการรับรู้ และความเข้าใจ ประวัติศาสตร์มรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่ จ.น่าน สู่มรดกโลก งบ 2 ล้านบาท ประกอบด้วย การประชุมเพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของมรดกทางวัฒนธรรมแก่หน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ จ.น่าน และจัดทำหนังสือองค์ความรู้มรดกทางวัฒนธรรมของ จ.น่าน และสื่อเผยแพร่ในระบบออนไลน์

น.ส.สุดาวรรณกล่าวอีกว่า และ 2.โครงการศึกษาแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อขับเคลื่อน จ.น่าน สู่มรดกโลก งบ 5 ล้านบาท จะดำเนินการศึกษาแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่ จ.น่าน ประเมินคุณค่า และความสำคัญที่โดดเด่นในระดับสากล และรวบรวมองค์ความรู้แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดเป็นเอกสารวิชาการ และประเมินความเชื่อมโยงของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม และสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานในการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของ จ.น่าน เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมต่อองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะดำเนินการในปี 2567 โดยมีเป้าหมายมุ่งสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ เห็นคุณค่าในความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่ จ.น่าน และการมีส่วนร่วมแก่หน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชน จ.น่าน ในการขับเคลื่อน จ.น่าน สู่การเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ เห็นคุณค่าในมรดกทางวัฒนธรรม และร่วมกันอนุรักษ์ไว้ รวมทั้ง เพื่อเตรียมเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของ จ.น่าน เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมต่อยูเนสโก

“โครงการน่านเมืองเก่ามีชีวิตฯ บูรณาการความร่วมมือระหว่าง วธ. กระทรวง และหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.น่าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน เป็นต้น เพื่อขับเคลื่อนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของ จ.น่าน ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ทำให้ จ.น่าน เป็นเมืองมรดกโลก เมืองน่านมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ความรุ่มรวยศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และยังคงมีพื้นที่ที่มีร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เคยมีการสำรวจ ขุดค้น และค้นพบข้าวของเครื่องใช้ เช่น เครื่องมือหิน เตาเผาโบราณ บ่อเกลือสมัยโบราณ โครงกระดูกของมนุษย์ยุคโบราณ และมีวัดสำคัญต่างๆ” น.ส.สุดาวรรณ กล่าว

Advertisement

น.ส.สุดาวรรณกล่าวต่อว่า นโยบายของนายกฯ มุ่งผลักดันให้ จ.น่าน เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมคู่เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว เพื่อเชื่อมโยงทั้ง 2 เมืองเข้าด้วยกัน ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในประเทศไทย ขับเคลื่อน Soft Power ด้านท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล ทำให้ไทยเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เพื่อสร้างงานสร้างรายได้แก่ประชาชน และชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ขอให้มีการประสานงาน และขับเคลื่อนงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ในเร็ววัน

นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ ททท.กล่าวว่า การท่องเที่ยวไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม-พฤษภาคม) นักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ บินไม่เกิน 6 ชั่วโมง อย่างตลาดเอเชีย ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศต้นทางที่ยังไม่ฟื้น ทำให้เม็ดเงินมีไม่เพียงพอในการออกเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดจีน และญี่ปุ่น ส่งผลให้แนวโน้มทั้งปีของนักท่องเที่ยวเอเชียโตไม่ถึงเป้าหมายที่คาดไว้ แต่มีหลายตลาดในเอเชียที่ไม่ได้แย่ทั้งหมด เพราะบางประเทศเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน อินเดีย และอินโดนีเซีย โดยประเมินจากสถิติการเดินทางเข้ามาในปัจจุบัน ที่หากแนวโน้มการเดินทางเฉลี่ยต่อเดือนยังสูงกว่าเป้าหมายที่ ททท.คาดการณ์ไว้ มั่นใจว่าจำนวนสะสมทั้งปี 2567 ของตลาดเหล่านี้ จะเกินเป้าหมายแน่นอน

นายฉัททันต์กล่าวต่อว่า มาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา หรือวีซ่า เป็นการถาวรให้กับจีน ถือว่าเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้น แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมอื่น อาทิ คู่แข่งการตลาดจากประเทศเพื่อนบ้านที่ร้อนแรงมากขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวจีนยังโตต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ อย่างจุดหมายปลายทางของภูมิภาคอาเซียน ขณะนี้หลายคนพูดถึงตลาดเวียดนามมากกว่าเดิม รวมถึง มีหลายตลาดออกมาตรการกระตุ้นประชากรให้เที่ยวในประเทศ อาทิ รัฐบาลจีน ใส่เงินจำนวนมหาศาล เพื่อกระตุ้นการเดินทางในประเทศ ให้คนจีนเที่ยวในจีนมากขึ้น ทำให้ช่วงที่ผ่านมาชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศน้อยลง รวมทั้ง เดินทางมาไทยไม่มากเท่าที่ควรด้วย

“มีหลายตลาดที่นักท่องเที่ยวจากประเทศต้นทางเข้ามาเที่ยวมากกว่าที่คาดไว้ อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน อินเดีย และอินโดนีเซีย แต่ต้องยอมรับว่าประเทศเหล่านั้นไม่ได้สร้างจำนวนนักท่องเที่ยวให้ไทยได้เท่ากับตลาดจีน และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดอินเดียดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ สถิติล่าสุดไต่ระดับขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2567 โดยปัจจัยอุปสรรคที่ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวไปไม่ถึงเหมายที่รัฐบาลตั้งไว้คือ 3.5 ล้านล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากเศรษฐกิจเอเชียยังเติบโตไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ หลายประเทศหันมาใช้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อาทิ จีน รัฐบาลจึงต้องกระตุ้นการเดินทางเพิ่มขึ้นผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อเดินให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้” นายฉัททันต์ กล่าว

นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท.กล่าวว่า หนึ่งในมาตรการที่เตรียมกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย คือ ททท.อยู่ระหว่างทาบทาม 4 อินฟลูเอ็นเซอร์ดังของจีนเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เบื้องต้นพูดคุยอยู่ 4 คน คือ จ้าวลู่ซือ (Zhao Lusi) หวังอี้ป๋อ (Wang Yibo) เซียวจ้าน (Xiao Zhan) และไป๋ลู่ (Bai Lu) เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน ครบรอบ 50 ปี ซึ่งจะเริ่มคิกออฟตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ โดยนำตัวมาสคอต “ลาบูบู้ ไทยแลนด์ เอดิชั่น” เข้ามา ต่อด้วยงานหนีห่าวมันท์ ในช่วงเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งตรงกับวันชาติจีน พร้อมเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวของชาวจีน และจะจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2568 ที่จะมีเทศกาลตรุษจีน และวันครบรอบความสัมพันธ์ไทย-จีนด้วย

“ช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ต้องยอมรับว่ายอดนักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวลง เพราะเป็นช่วงเดือนที่จะสอบเอนทรานซ์ (เกาเข่า) เป็นการสอบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของนักเรียนจีน ซึ่งมีโอกาสสอบมีเพียงปีละครั้ง ผู้ปกครอง หรือครอบครัวจะหยุดการเดินทางเพื่อเป็นกำลังใจให้บุตรหลานในช่วงสอบก่อน โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมจะเริ่มเห็นการเดินทางอีกครั้ง คาดว่าจะมีการเดินทางเพิ่มขึ้น ไทยต้องเตรียมรับการทะลักเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีนหลังจากอั้นการเดินทางไปก่อนหน้านี้ ซึ่งก็ต้องแล้วแต่มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย” นายชูวิทย์ กล่าว