อสส.เป็นผู้ชี้หนังสือขอความเป็นธรรม ‘ทักษิณ’ ประวิงคดีหรือไม่ ด้าน ตระกูล โพสต์โต้ไม่เคยถูกขู่
นายนาเคนทร์ ทองไพรวัลย์ อัยการประจำจังหวัดสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน กรณีมีกระแสข่าวว่าทีมทนายของนายทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องหาที่อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้อง ฐานร่วมกันหมิ่นสถาบัน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมฉบับที่ 2 มาให้ทางอัยการอีก ทั้งที่มีคำสั่งฟ้องไปแล้วนั้นและได้นัดหมายวันที่ 18 มิถุนายนเพื่อส่งตัวฟ้องศาลว่า ตามหลักการทั่วไป ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แม้จะถูกอัยการสั่งฟ้องแล้วก็ตาม ยังสามารถยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมาได้อีก ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาฯ ข้อใดห้ามไว้ โดยจะขึ้นอยู่กับเนื้อหา และพนักงานอัยการจะเป็นผู้พิจารณา หากเป็นการยื่นพยานหลักฐานใหม่ที่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ว่าไม่ได้กระทำผิด พนักงานอัยการก็อาจจะพิจารณาชะลอการสั่งฟ้องออกไป แล้วทำการสอบสวนใหม่ แต่ถ้าหนังสือร้องขอความเป็นธรรม มีเนื้อหาแค่การปฏิเสธ ว่าไม่ได้กระทำผิด หรือให้พิจารณาหลักฐานพยานเก่าที่เคยสอบสวนมาแล้ว ยื่นเพื่อเป็นการประวิงเวลาคดี ทางพนักงานอัยการก็มีอำนาจสั่งยุติการยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมได้ และผู้ต้องหาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการสั่งฟ้องของศาลต่อไปตามกำหนด
นายนาเคนทร์กล่าวต่อว่า สำหรับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมฉบับล่าสุดของนายทักษิณนั้น ทางนายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุดก็จะเป็นผู้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไป
ด้าน นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ความว่า “ขอยืนยันด้วยเกียรติของลูกผู้ชายว่า ในฐานะเป็น อสส. ในขณะนั้น ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีอาญานอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 ไม่เคยมีใครสั่ง ข่มขู่ โน้มน้าว ชักจูง ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการสอบสวนครับ”
นอกจากนั้นนายตระกูลยังโพสต์ตอบคอมเมนต์ภายหลังโพสต์ ความว่า “ท่าน อสส. พงษ์นิวัฒน์เป็นคนสั่งฟ้องหลังจากที่ ผมเป็นคนสั่งให้มีการสอบสวนดำเนินคดีนี้ครับ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานงานเลี้ยงฉลองบวช นายสมิทธิพัฒน์ หลีนวรัตน์ ลูกชายของนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ (นายเบี้ยว) นายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงการถูกดำเนินคดี 112 ว่าการทำคดีแต่ละข้อกล่าวหาตั้งแต่ต้นที่มีการข่มขู่ ตั้งแต่ในชั้นพนักงานสอบสวนโดยผู้บังคับบัญชา
สำหรับคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 ที่บัญญัติไว้ว่า ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือจะมอบหมายหน้าที่นั้น ให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ ซึ่งนายตระกูล อัยการสูงสุดในขณะนั้นเป็นผู้ที่มีอำนาจการสอบสวนหรือสั่งตั้งพนักงานสอบสวนได้
โดยประวัติการขึ้นดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดของนายตระกูลนั้นเกิดช่วงที่ คสช.ได้ยึดอำนาจใหม่ๆ ก็ได้มีประกาศ ฉบับที่ 62/2557 ให้นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุดในขณะนั้นไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และให้นายตระกูลรองอัยการสูงสุด ลำดับที่ 1 รักษาราชการแทนจนต่อมามีการตั้งนายตระกูลขึ้นเป็นอัยการสูงสุด โดยคำสั่ง คสช.

