ณ เบื้องหน้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ พรรคเพื่อไทย เผชิญการรุกจาก 40 สมาชิกวุฒิสภา ขณะที่ พรรคก้าวไกล ประสบกับคำร้องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ทั้งพรรคเพื่อไทย ทั้งพรรคก้าวไกล ไม่มีหนทางอื่น มีเพียงหันเข้าสู้เพื่อหักล้างและสร้างความเข้าใจ
ทางหนึ่งคือสู้ด้าน “กฎหมาย” แต่ที่สำคัญคือสู้ด้าน “การเมือง”
หากมองบทบาทของพรรคเพื่อไทยไม่ว่าเมื่อประสบเข้ากับการรุกจากปรปักษ์ผ่านบทบาท 40 สมาชิกวุฒิสภา รวมถึงคำสั่งอัยการสูงสุดอันเนื่องแต่คดีค้างในยุคหลังรัฐประหาร
การนำเอาความจริงอีกด้าน ความจริงซึ่งถูกมองข้ามไปมาวางแบ ณ เบื้องหน้าสังคมมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะมีแต่ความจริงเท่านั้นที่จะเป็นอาวุธ
ท่าทีไม่ว่ามองผ่าน พรรคเพื่อไทย ไม่ว่ามองผ่าน พรรคก้าวไกล สามารถอธิบายได้อย่างเดียวเท่านั่นคือการนำเสนอความจริงเพื่อเข้าไปแย่งยึดการรุกไล่จากอีกด้าน
ทั้งพรรคเพื่อไทย ทั้งพรรคก้าวไกล จึงถูกกวาดต้อนให้ไปอยู่ในชะตากรรมเดียวกันจากพลังตกค้างในทางการเมือง
จำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้วิธีทางการเมืองมาเป็นอาวุธ
กล่าวในทางการเมืองการต่อสู้หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมได้เป็นปัจจัยอย่างสำคัญแบ่งให้พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลจำเป็นต้องอยู่คนละด้าน
ความจำเป็นของพรรคเพื่อไทยอาจทำให้จำต้องก้าวข้ามขั้ว ไปเป็นพันธมิตรกับ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ
ส่งผลให้พรรคก้าวไกลต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 เดือน สภาพการณ์ที่เป็นจริงในทางการเมืองก็กวาดต้อนให้พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล เข้ามายืนอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน
ไม่ว่ากรณีของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่ากรณีของพรรคก้าวไกล ล้วนเป็นผลสะเทือนและความต่อเนื่องมาจากกลไกแห่งอำนาจรัฐอันมาจาก รัฐประหาร
ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
การเมืองภายใต้กระบวนการที่ประกาศว่าเป็นการก้าวข้ามขั้วแห่งความขัดแย้งเพื่อดำรงความเป็น “รัฐบาลพิเศษ”
จึงเป็นเพียงเงาสะท้อนทาง “รูปแบบ” แต่ “เนื้อหา” ยังคงเดิม
สภาพการณ์จึงบีบบังคับให้พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องเลือกกำหนดท่าที สภาพการณ์จึงยิ่งบีบบังคับให้พรรคก้าวไกลจำเป็นต้องมีความเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ ณ เบื้องหน้าการรุกไล่
สถานการณ์ก็บีบให้พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ต้องหายใจด้วยรูจมูกเดียวกัน เนื่องจากปัจจัยแห่งความขัดแย้ง “เดิม” ยังคงอยู่

