‘กัณวีร์’ เผย ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม ขอความช่วยเหลือด่วน หลังถูกตำรวจไทยจับกุมตัว แม้จะอยู่ในความคุ้มครองของ UNHCR ขณะที่ผู้ลี้ภัยอัดคลิป วอนรัฐบาลประชาธิปไตย ขออย่าส่งตัวกลับไปเผชิญอันตราย
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เปิดเผยถึงกรณีที่ทางการไทย จับกุมผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม ที่ได้รับความคุ้มครองจาก UNHCR และล่าสุดถูกนำเข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับประเทศต้นทาง ตามกระบวนการยุติธรรมไทย เรียบร้อยแล้ว

นายกัณวีร์ กล่าวว่า กรณีนี้น่าจับตาดูอย่างมาก เพราะมีความเสี่ยงสูงที่ไทยจะส่งผู้ลี้ภัยรายนี้กลับประเทศต้นทาง โดยใช้กรอบความร่วมมือในการส่งผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางอาญามาปรับใช้ จึงขอให้ความเห็นในหลักการว่า เรื่องนี้คงไม่น่ามีปัญหาใดๆ หากเป็นแค่การร้องขอเพื่อดำเนินคดีทางอาญากับผู้กระทำความผิดจริงๆ แต่จะยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นตรงที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยที่อ้างว่าตนไม่เกี่ยวข้องและบริสุทธิ์ ซึ่งเชื่อมโยงกับการให้ความคุ้มครองระหว่างประเทศตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศในหลักการไม่ส่งกลับ (non-refouelment principle) ซึ่งปรับใช้ทั่วโลก เป็นจารีตประเพณีที่ใช้กับทุกประเทศ โดย ไม่ต้องลงนามใดๆ

“ประเทศไทยยังเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และอนุสัญญาป้องกันการซ้อมทรมาน หรือ CAT รวมถึง ของไทยเราเองก็ยังมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทำร้ายและการกระทำที่ทำให้บุคคลสูญหาย ที่ห้ามมิให้รัฐส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปอีกรัฐหนึ่ง ที่อาจจะเกิดอันตรายต่อบุคคลนั้น”
นายกัณวีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนเพียงคนเดียว และเป็นไปตามหลักฐานทางคดี ซึ่งตนเองก็เชื่อเช่นเดียวกันว่าเป็นไปตามหลักฐาน ที่ไทยต้องพิจารณาให้ดี พิสูจน์หลักฐานให้ได้ตามคำร้องของประเทศต้นทางว่าผู้ลี้ภัยคนนี้เกี่ยวข้องใดๆ หรือไม่อย่างไร กับข้อกล่าวหาว่าเขาได้กระทำผิด ต้องว่าไปตามพยานหลักฐานว่าเข้าไทยเมื่อไหร่ เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนไหน ซึ่งกรอบกฎหมายระหว่างประเทศทั้งหมดในโลกนี้จะไม่คุ้มครองคนกระทำผิดทางอาญาอย่างแน่นอน

“ใครทำผิดต้องได้รับโทษ หากใครไม่ได้กระทำความผิด ก็ต้องได้รับความยุติธรรมด้วยเช่นกัน มันต้องปรับใช้ทั่วโลกให้ได้ แต่เราเริ่มก่อนมั้ยครับในประเทศเรา”
นายกัณวีร์ กล่าวย้ำว่า ตนติดตามภาคประชาสังคมและส่วนราชการจัดการเรื่องดังกล่าวอยู่นานพอควร เพราะอยากให้เป็นไปตามกระบวนการจริงๆ แต่สุดท้ายตนกังวลว่ามันจะกลับมารูปแบบเดิม คือการมองแค่มุมใดมุมเดียวแล้วตัดสินใจโดยอ้างหลักฐานมุมเดียว แล้วจบคดีไป
“ถ้าโทษก็คงต้องโทษกระบวนการตั้งถิ่นฐานใหม่ ณ ประเทศที่สามด้วยเช่นกัน ช้าไปมาก 2 ปีสำหรับการได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR และ 4 ปี สำหรับการสัมภาษณ์เพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่จนถูกจับ ผมอยู่ในงานด้านนี้มาพอสมควรจนทราบดีครับว่าเคสนี้ช้าไปมาก ทางการไทยปิดตาข้างเดียวมา 6 ปี ให้เขาอยู่ในไทยแล้ว เพราะไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับผู้ลี้ภัยในไทยครับ ต้องขอบคุณส่วนราชการไทยครับที่ผ่อนกันเต็มที่ แต่ก็เข้าใจฝั่งของสหประชาชาติและประเทศที่ 3 ด้วยครับ”
นายกัณวีร์ กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้ที่กังวลคือ หากผูัลี้ภัยขอต่อสู้คดีไป จนสุดท้ายถึงขั้นตอนขออุทธรณ์ประมาณ 2 ปี เมื่อเรื่องเงียบ ก็จะส่งกลับประเทศต้นทาง ดังนั้นจึงต้องมองหลายด้านสำหรับเรื่องผู้ลี้ภัย ทั้งทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มนุษยธรรม และสิทธิมนุษยชน งานยากพอสมควร แต่เชื่อว่าทางการไทยทำได้และทำได้ดีด้วย
“ผมจะตามเฝ้าดูเหตุการณ์นี้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงผลสุดท้ายว่าผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามคนนี้จะไปอยู่ที่ไหนครับ” นายกัณวีร์ กล่าวย้ำ
สำหรับผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามรายนี้ ได้อัดคลิปวีดีโอ เพื่อขอความช่วยเหลือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2567 ก่อนที่จะถูกตำรวจไทยจับกุมตัวเมื่อคืนวันที่ 11 มิ.ย.67 ข้อความในคลิประบุตัวตน นาย Y Quynh Bdap เป็นชาวเวียดนามที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Montagnards Stand For Justice Organisation ทำงานเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนาและสนับสนุนสิทธิของประชาชน ที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมอย่างสงบ ในการรวบรวมและเขียนรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเวียดนามเท่านั้น

ผู้ลี้ภัยรายนี้ ระบุว่า เดินทางมาประเทศไทยเพื่อขอลี้ภัยในปี 2561 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติ เค้ารู้สึกหวั่นใจที่รัฐบาลเวียดนามกล่าวหาว่าเขาได้เข้าร่วมการจลาจลเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2566 และตัดสินจำคุก 10 ปี แต่ความจริงเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในเวียดนามตามที่ถูกกล่าวหาเมื่อปลายปี 2566 เจ้าหน้าที่ของเวียดนามได้พยายามจับกุมเขา โดยส่งสายลับมายังประเทศไทยเพื่อค้นหาและจับกุมในไทย
ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม กล่าวว่า ผู้คนจำนวนมากในกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม ถูกตำรวจจับกุมและสอบปากคำเพื่อบังคับให้เปิดเผยที่อยู่ของเขา ด้วยความหวาดกลัวเรื่องความปลอดภัยของครอบครัวและตัวเขาเอง เขาจึงซ่อนตัวมาเป็นเวลาหกเดือนแล้ว แต่เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 ตำรวจไทยพบที่ตั้งของเขาและได้ปิดล้อมสถานที่พักไว้
“ขณะนี้ สถานการณ์ของผมอันตรายอย่างยิ่ง ผมอาจถูกตำรวจไทยจับกุมเมื่อใดก็ได้ ดังนั้นผมจึงขอความช่วยเหลือจากสหประชาชาติ องค์กรพัฒนาเอกชน และรัฐบาลของประเทศประชาธิปไตย โปรดปกป้องผมด้วย อย่าปล่อยให้พวกเขาจับกุมและพาผมกลับเวียดนาม เช่นเดียวกับในกรณีของ Thung Duy Nhat และ Thai van Doung ฉันขอขอบคุณอย่างจริงใจสำหรับความห่วงใยของคุณ ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่าน.” นาย Y Quynh Bdap กล่าวไว้ในคลิปวิดีโอ ก่อนที่จะถูกตำรวจไทยจับตัวไป

