ล้ม-เลือก ส.ว.
ผ่านพ้นมาแล้วสำหรับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ระดับอำเภอ 978 อำเภอทั่วประเทศ มียอดจำนวนผู้สมัคร ส.ว.ที่คุณสมบัติผ่านตามที่กฎหมายกำหนดจำนวน 46,206 ราย
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งการเลือกรอบแรกและการเลือกรอบไขว้ ของผู้สมัคร ส.ว. ทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ โดยมีผู้สมัคร ส.ว. ที่ผ่านด่านการเลือกชั้นอำเภอ จำนวน 23,645 ราย
แบ่งเป็นชาย 15,077 ราย เป็นหญิง 8,568 ราย ซึ่งผู้สมัคร ส.ว. ที่ผ่านการเลือกระดับอำเภอ มีทั้ง บิ๊กเนม คนมีชื่อเสียง จากหลายวงการ ทั้งอดีตพิธีกร อดีตผู้ว่าฯ อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
นักวิชาการ ผู้แทนภาคประชาสังคม ผ่านทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ
ตามไทม์ไลน์การเลือก ส.ว.ในขั้นต่อไป ว่าที่ ส.ว.ที่ผ่านการเลือกชั้นอำเภอทั้ง 23,645 ราย จะต้องไปลุ้นกันต่อ ในการเลือกระดับจังหวัด วันที่ 16 มิถุนายน
ตามสถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งระดับจังหวัด จะเป็นผู้กำหนด ซึ่งการเลือกจะมีกระบวนการเดียวกับการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ
แต่ด่านหิน คือ ผู้สมัคร ส.ว. จะต้องเลือกให้ได้ ผู้สมัคร ส.ว.ที่ผ่านเข้ารอบระดับจังหวัด ทั่วประเทศให้เหลือ 3,080 คน
ถือเป็นอีกโจทย์หิน เนื่องจากจะมีผู้สมัครที่ไม่สามารถไปต่อในระดับชั้นจังหวัดถึง 20,565 คน ซึ่งเป็นความท้าทาย ผู้สมัคร ส.ว.บิ๊กเนม คนมีชื่อเสียง ระดับ ดี เด่น ดัง
จะผ่านด่านการเลือกระดับจังหวัดเข้ามาได้กี่คน เพราะต้องไม่ลืมว่า ท่ามกลางกระแสข่าวตั้งแต่ชั้นการรับสมัคร กระทั่งการเลือกระดับอำเภอ มีข่าวการร้องเรียน ทั้งการจัดคนไปสมัคร ส.ว.
แต่ไม่ได้หวังจะเป็น ส.ว. แต่ไปสมัคร เพื่อให้ได้สิทธิเป็นผู้เลือก ส.ว. ตามที่กลุ่มผู้มีอำนาจ และกลุ่มที่มีทรัพยากร ต้องการให้บุคคลที่ตนเองคาดหวังจะให้เข้าไปทำหน้าที่ ส.ว.ชุดใหม่
ขณะที่การเลือก ส.ว.ระดับประเทศ ที่อิมแพคเมืองทองธานี จะเกิดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน โดยจะเลือก ผู้สมัคร ส.ว.ที่ผ่านระดับจังหวัดทั้ง 3,080 คน ให้เหลือ 200 คน ที่จะเป็นว่าที่ ส.วใหม่
พร้อมกับ รายชื่อสำรองทั้ง 20 กลุ่ม อีก 100 คน นั่นเท่ากับว่า ในชั้นการเลือกระดับประเทศจะมีผู้สมัคร ส.ว. ต้องตกรอบไป 2,780 คน
โดยต้องติดตามว่า ว่าที่ ส.ว.ชุดใหม่ 200 คน ผู้สมัครที่มีชื่อเสียง บิ๊กเนม จากกลุ่มอาชีพต่างๆ จะฝ่าด่านการบล็อกโหวต การจัดตั้ง ผู้สมัคร ส.ว. ที่ยึดโยงจากกลุ่มการเมืองเข้ามาทำหน้าที่ วุฒิสมาชิก ได้กี่คน
หากได้ 200 ส.ว.ชุดใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน ย่อมจะส่งผลดีต่อการทำหน้าที่สภาสูง อาทิ กลั่นกรองกฎหมาย การแต่งตั้งองค์กรอิสระ
ที่จะส่งผลต่อฉากทัศน์และโครงสร้างทางการเมืองในอนาคต แต่หากผลออกมาในทางตรงข้าม สัดส่วนของ ส.ว. ยังยึดโยงกับกลุ่มการเมือง กลุ่มที่มีทรัพยากร
ความหวังที่จะได้ ส.ว. เข้ามาทำหน้าที่ตามกลไกของอำนาจนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ซึ่งจะต้องใช้เสียง ส.ว.สนับสนุน 1 ใน 3 อย่างน้อย 67 คน ในชั้นรับหลักการ รวมทั้งการแต่งตั้งองค์กรอิสระ
ขณะที่การเลือก ส.ว. ยังเดินหน้าตามไทม์ไลน์ แต่ในเวลาเดียวกัน ยังมีสัญญาณการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่อยากจะให้ “เลื่อน” หรือ “ล้ม” ไม่ให้ได้ ส.ว.ชุดใหม่ เข้ามาทำหน้าที่ ด้วยสารพัดเหตุผลที่ยกขึ้นมา
ส่วนใครได้ ใครเสีย จากการที่ไม่สามารถมี ส.ว.ชุดใหม่ เข้ามาทำหน้าที่ ย่อมจะคาดเดาได้ไม่ยากนัก
เพราะฉะนั้น เมื่อไม่มีเหตุให้การเลือก ส.ว.ต้องสะดุด หยุดลง “กกต.” ต้องเดินหน้าทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง
เพื่อให้ได้ 200 ส.ว. มาทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

