กกต.ติวเข้ม 3 ปมชิงส.ว.จังหวัด จับตาความผิด3รูปแบบ ยันมีแผนรับมือคำสั่งศาลรธน.ทุกประตู
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แถลงการเตรียมความพร้อมการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ระดับจังหวัด ในวันที่ 16 มิถุนายน ว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน มีการซักซ้อมผู้อำนวยการการเลือก ส.ว.ระดับจังหวัด 3 เรื่องคือ 1.ความเรียบร้อย ความเป็นมาตรฐานเดียวกัน และความเสมอภาคของผู้ปฏิบัติ จากการลงพื้นที่พบว่ายังมีการปฏิบัติแตกต่างกัน จึงต้องเน้นย้ำ 2.เป็นข้อสังเกตการณ์ที่พบว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันในการเลือกระดับอำเภอที่ผ่านมา เช่น การตั้งหีบบัตร มีหลายอำเภอมีกลุ่มอาชีพที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียว เมื่อเข้าสู่รอบไขว้ซึ่งจะมีหีบลงคะแนนเพียง 1 กล่องของสาย เพื่อให้การลงคะแนนของผู้สมัครเพียงคนเดียวของกลุ่มนี้เป็นความลับ แต่ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเข้าสู่การเลือกระดับจังหวัด เพราะกลุ่มอาชีพจะมีผู้สมัครเกินกว่า 1 คน เชื่อว่าเมื่อมีการซักซ้อมกันแล้ว การเลือกระดับจังหวัดจึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
นายแสวงกล่าวอีกว่า และ 3.จากที่ได้รับความเห็น ข้อเสนอต่างๆ ในระดับอำเภอแล้ว สำนักงาน กกต.เห็นว่าในการเลือกระดับจังหวัด จะกำหนดให้ช่วงเช้าเป็นการเลือกรอบแรก ส่วนการเลือกรอบไขว้ หรือรอบสองจะดำเนินการในช่วงบ่าย เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในสถานที่เลือก หรือจัดเลือกกลุ่มในช่วงเช้า จัดเลือกไขว้ในรอบบ่าย และการแนะนำตัวของผู้สมัครก็สามารถทำได้ แต่เน้นให้เป็นระเบียบ ไม่เดินขวักไขว่
นายแสวงกล่าวว่า สำหรับความผิดในการเลือก ส.ว.ตามกฎหมายมี 3 ลักษณะ 1.การรับสมัคร คือรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิลงสมัครแต่ก็ยังสมัคร มีการรับรองเอกสารเป็นเท็จ และรับจ้างสมัคร 2.กระบวนการและการดำเนินการ คือการเลือก พบว่ามีความผิดในการลงคะแนน นับคะแนน มีคำร้องที่ กกต.กำลังเร่งพิจารณาให้เสร็จก่อนการเลือกระดับจังหวัด รวม 8 เรื่อง และ 3.การเลือกที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม คือการยอมให้พรรคการเมืองมาช่วยหาเสียง การให้เงิน ให้ทรัพย์สิน การร้องเท็จ เรียกรับผลประโยชน์เพื่อเลือกหรือไม่เลือก
“สิ่งที่ กกต.ทำในเรื่องการสมัครที่มีการมองกันว่ามีคนมาสมัครเป็นกลุ่ม ใส่เสื้อสีเดียวกัน ถ่ายรูปมาจากร้านเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้มีการสอบถามในวันที่มาสมัครว่ามีใครจ้างมาสมัครหรือไม่ จนทำให้บางรายรู้สึกไม่ดี ขณะนี้กำลังประมวลผล ส่วนเรื่องการดำเนินการ หรือการลงคะแนนก็มีการร้องเรียน กกต.มีการพิจารณาไปแล้วในบางส่วน สำหรับความไม่สุจริตเกี่ยวกับการฮั้ว ซึ่งความหมายของคำว่าฮั้ว ไม่มีกฎหมายไหนนิยามเอาไว้ แต่กฎหมายที่ใกล้เคียงคือกฎหมายเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ แต่เรื่องการเลือกตั้งก็จะหมายถึงการทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม ซึ่งในการเลือก ส.ว.เดิมเรามีกฎหมายใช้ดำเนินการ 2 ฉบับคือ กฎหมายเลือก ส.ว.และระเบียบที่อยู่ในนิยามของการให้แนะนำตัวได้เท่านั้น ถ้าเกินกว่านี้ไม่ได้ เพราะศาลฎีกาวางแนวทางเอาไว้แล้วว่าการขอคะแนน แลกคะแนนทำไม่ได้ แต่ระเบียบนี้ถูกยกเลิกไป เหลือเพียงกฎหมายที่เอามาจับได้อย่างเดียว คือมาตรา 77 ต้องให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจึงจะเข้าเงื่อนไขกฎหมาย ซึ่งถ้าดูพฤติการณ์ที่ผ่านมา ใส่เสื้อสีเดียวกัน บริษัทเดียวกันชักชวนกันมา แนะนำตัวเพื่อให้เขาเลือกสามารถทำได้แล้ว เพราะนิยามการแนะนำตัวตามระเบียบมันถูกยกเลิกไป ตอนนี้จึงดูได้แต่เพียงว่าเขาได้ทำตามมาตรา 77 หรือไม่” นายแสวงกล่าว
นายแสวงกล่าวว่า แม้ระเบียบถูกยกเลิกไป สำนักงาน กกต.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยให้จังหวัดตรวจสอบและรายงานมา แต่คงจะไปตรวจสอบจนตั้งเป็นสำนวนไม่ได้ ทั้งนี้ หากผู้สมัคร หรือประชาชนเห็นว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดมาตรา 77 ก็สามารถร้องเรียนได้ ขณะเดียวกัน กกต.มีหน่วยเคลื่อนที่เร็วติดตามการเลือก เพราะสำนักงานให้ความสำคัญกับการเลือกสุจริตและเที่ยงธรรม
เมื่อถามถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยคำร้องกรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยที่มาซึ่ง ส.ว.ใน 4 มาตรา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่ ในวันที่ 18 มิถุนายน จะส่งผลต่อการเลือก ส.ว.หรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า ต้องรอฟังคำสั่งศาล หากผลเป็นลบ กกต.ได้มีมาตรการรองรับทุกประตู แต่ยังบอกรายละเอียดไม่ได้ ขอให้รอดูวันที่ศาลพิพากษา

