เหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ตลาดจตุจักรโซนสัตว์เลี้ยงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ผมกลายสภาพเป็นลุงจอร์จ เพื่อนบ้านของผมที่แคลิฟอร์เนียเมื่อสักยี่สิบปีก่อน
คือผมหลีกเลี่ยงที่จะตามข่าวเรื่องนี้เลย ยิ่งรู้ตัวว่าวันนั้นทุกช่องทางข่าวสารจะติดตามข่าวนี้แบบเอาเป็นเอาตายขนาดนั้น
ผมจำบรรยากาศของเช้าวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 ที่มีการก่อวินาศกรรมที่สหรัฐอเมริกาหลายแห่ง แล้วผมเดินไปเคาะห้องลุงจอร์จที่อยู่ข้างห้องเพื่อแจ้งข่าวว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วให้ลุงเปิดทีวีดูข่าว
ลุงบอกว่าขอไม่ดูข่าว แล้วลุงก็ปิดบ้านด้านออกไปข้างนอก กลับมาสายๆ
นั่นคือยุคก่อนโลกออนไลน์
แต่วันนี้สุดท้ายรุ่นพี่ที่ผมเคารพก็ส่งลิงก์ข่าวมาให้ผมแล้วก็กำชับว่าให้ผมเขียนอะไรเรื่องนี้สักหน่อย
“เพราะเป็นข่าวที่อ่านแล้วโกรธมากในรอบทศวรรษ”
ผมนี่แค่ได้ยินหัวข่าวก็โกรธมาก แต่โกรธขนาดไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวเลย คืออยากหนีไปโกรธคนเดียว
หลายคนเคยตั้งคำถามเชิงเสียดสีว่าทำไมโทษของการทรมานสัตว์มันถึงมากกว่าการทำร้ายร่างกายมนุษย์
ตอบแบบคนที่รักสัตว์ก็คือเพราะมันพูดไม่ได้ มันหนีไม่ได้ และบางครั้งมันรักเราเกินกว่าที่เราจะรักมัน
แต่ถ้าคนไม่รักสัตว์ก็ยากที่จะสื่อสารได้ครับ พูดตรงๆ
เรื่องแรกที่ต้องชี้แจงคือ เวลามีเรื่องอะไรอย่าเพิ่งไปพูดเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมด
เอาปัญหาที่อยู่ตรงหน้าก่อน
ใช่ครับ สองสามวันแรกคือหาสาเหตุและต้นตอของไฟไหม้
เรื่องต่อมาคือ ตั้งคำถามว่า มีการลงทะเบียนร้านไหม ร้านมีมาตรฐานไหม
และใช่ครับอีกทีว่าประเด็นใหญ่อีกเรืองหนึ่งก็คือ การซื้อขายสัตว์เลี้ยงควรเลิกไหม หรือควรส่งเสริมให้มีการรับอุปการะอย่างเดียวเหมือนบางเมืองในโลก
ไม่ว่าใครจะผิด ก็ต้องผิด
แต่ กทม.ก็ต้องผิดและรับผิดชอบด้วย
อยากถามว่ามีรัฐบาลเมืองที่ไหนในโลกที่เปิดตลาดให้มีการขายสัตว์แบบนี้ภายใต้ความรับผิดชอบและการจัดเก็บรายได้แบบนี้ไหม?
ถ้ารู้สึกว่ามันผิด ก็ยกเลิกเลยครับ
อย่าไปทำ
แค่ขายอาหาร ขายเสื้อผ้า ขายของอย่างอื่นก็อยู่ได้ครับ
ถ้าเก็บตังค์เขาในระบบ ก็ต้องมีระบบดูแลให้ดีครับ สัญญาต้องรัดกุม บทลงโทษต้องมี
การซื้อขายสัตว์ทั้งหมดเกิดในพื้นที่รับผิดชอบของ กทม. ทำไมไม่ดูแล และถ้าดูแลไม่ทั่วถึงต้องเลิกแล้วสร้างระบบใหม่
เป็นตัวอย่างที่ดีของรัฐบาลเมืองอื่นๆ
ยิ่งลงพื้นที่ทั้งจตุจักร จตุจักรสอง และสนามหลวงสองแล้วมาแถลงว่าร้านมีไม่กี่ร้านที่มีใบอนุญาตครบ อันนี้ผมว่าตั้งหลักใหม่เลยครับ หยุดไปก่อน ตั้งหลักก่อนว่าอันไหนที่ กทม.ต้องรับผิดชอบในภาพรวมของการตรวจเมืองที่มีการค้าขายสัตว์
และความรับผิดชอบของการปล่อยให้มีการค้าขายสัตว์ในพื้นที่ผลประโยชน์ทางรายได้ของ กทม.เอง
ทิศทางที่พยายามทำหน่ะถูกต้องที่ต้องการคำนึงถึงสวัสดิภาพของสัตว์ แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น เพราะยิ่งกรณีที่เป็นพื้นที่หาผลประโยชน์ของ กทม.โดยตรงอันนี้เลิกได้เลิกก่อน เพราะมันรวมไปถึงความรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เพราะ กทม.กลายเป็นเจ้าของตลาดเสียเอง แถมเก็บค่าเช่าเขาด้วย
สรุปง่ายๆ เลิกครับ ถอยตัวเองออกมาเป็นคนวางกรอบและตรวจสอบ อย่าเข้าไปทำตลาดสัตว์เลี้ยงเอง เพราะเกิดปัญหาขึ้นมามันจะกระทบมาก และการค้าขายสัตว์มันเป็นพื้นที่สีเทาที่ไม่ควรทำ และเมื่อแนวโน้มโลกนั้นเขาตั้งคำถามกับเรื่องของการค้าขายสัตว์อยู่แล้ว รัฐบาลเมืองไม่ควรทำเรื่องนี้เสียเอง แต่ถ้าจะมีก็ควรเป็นเรื่องการวางมาตรการของเมืองให้เข้มงวดและคำนึงเรื่องต่างๆ ไม่ปล่อยให้การบริการ กทม.ไปพัวพันในเรื่องนี้
ส่วนเรื่องของภาพใหญ่กว่านั้นค่อยมาวางแผนกัน ว่าในภาพรวมแล้ว กทม.นั้นจะจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์อย่างไร
ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ กทม.กับประชาชน แต่สภา กทม.ก็ต้องมีบทบาทด้วย สื่อและองค์กรช่วยเหลือสัตว์ก็ต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วย สร้างกรอบนโยบายบางอย่างให้มีความชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่
ผมจำได้เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยพานิสิตไปดูงานเทศบาลเมืองขนาดเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ติด กทม. และไปคุยกับฝ่ายสาธารณสุขของเขา
สิ่งที่ผมประทับใจมากก็คือ พี่ๆ ในสำนักงานเล็กๆ นั้นตอบผมได้เรื่องกรณีหมาจรและแทบจะจำชื่อหมาในเขตเทศบาลนั้นได้เลย ด้วยความที่เขาเข้าใจพื้นที่ของเขาในรายละเอียด และแน่นอนว่าหน่วยการปกครองดังกล่าวมันเล็กมาก
ขณะที่ตอนที่หมาตัวเก่าของผมหายออกจากบ้าน แล้วผมออกตระเวนหามันจนกระทั่งตามไปถึงสถานเก็บหมาของ กทม.ที่ประเวศ ผมพูดตรงๆ ว่าเต็มไปด้วยความสิ้นหวังที่จะได้พบมันอีก (เห็นว่ามีความพยายามปรับปรุงกันอยู่ก็ขอสนับสนุนเต็มที่ครับ)
เรื่องคนกับสัตว์ในเมืองนี้เป็นเรื่องที่กว้างและซับซ้อนมาก เพราะมันพูดถึงการมีความซับซ้อนและซ้อนทับในความสัมพันธ์ของสายพันธ์ในเมือง (multi-species) ซึ่งนี้ยังไม่รวมถึงคนกับธรรมชาติในภาพรวม หรือระบบนิเวศวิทยานะครับ
เอาแค่คนกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่พืช เราพูดเรื่องสัตว์เลี้ยง สัตว์จร-ถูกทิ้ง สัตว์ที่อพยพในฤดูกาล สัตว์ป่า (ในบางเมืองกวางวิ่งกันให้วุ่น) เราพูดถึงมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ มาตรฐานการปศุสัตว์ และมาตรฐานของการพูดถึงสัตว์ที่เป็นที่ไม่ต้องการ เช่น แมลงที่เป็นแหล่งเชื้อโรค อาทิ ยุง แมลงวัน แมลงสาบ หนู งู เหี้ย ฯลฯ
ถ้าเป็นเมืองในโลกที่เขาน่าจะพร้อมกว่าเราในเรื่องนี้ การออกแบบนโยบายและทิศทางในการกำหนดนโยบาย รวมทั้งยุทธศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตในเมืองต้องมาแล้ว ไม่ใช่แค่มีโครงการแล้วมาเรียกว่านโยบาย แต่ต้องหมายถึงการพูดถึงภาพรวมที่แสดงว่ารัฐบาลเมืองนั้นเข้าใจระบบชีวิตที่ซับซ้อน-ซ้อนทับระหว่างคนกับสิ่งมีชีวิตในรูปแบบอื่นในเมือง
การเข้าใจวงกรชีวิตและความเชื่อมโยงของสัตว์แต่ละประเภทกับมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ และมีส่วนในการกำหนดนโยบายในเมืองและนโยบายในระดับประเทศด้วย ไม่ใช่มองเรื่องของสัตว์แต่เพียงเรื่องปศุสัตว์เท่านั้น
สิ่งที่เราอาจจะเริ่มเห็นก็คือการพยายามเปลี่ยนแปลงการจัดการลิงที่ลพบุรี ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่ทั้งหมดแต่เราเริ่มเข้าใจข่าวว่าตกลงคนกับลิงไม่ได้อยู่กันแบบน่ารัก มันเริ่มมีเส้นที่ไม่พอดีแล้ว และเราเริ่มเห็นว่าเมื่อสื่อเข้ากดดันในการนำเสนอประเด็น สุดท้ายคนก็ชนะกฎหมายที่บอกว่าแตะต้องลิงไม่ได้
ส่วนการจัดการโดยใช้ทหารและมองลิงเป็นปัญหาความมั่นคงก็น่าจะเป็นตัวแบบในการศึกษาที่น่าสนใจ
ทั้งที่หลายปีก่อน ผมเคยรับรู้เรื่องความพยายามของจังหวัดเพชรบุรีในการจ้างทีมงานลิงกังจากทางใต้มาเป็นการ์ดของประชาชนในการเฝ้าระวังลิงท้องถิ่นเมื่อจังหวัดมีการจัดงานที่เขาวัง
เรื่องการทำความเข้าใจเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างความร้อน หมาจร และห้างสะดวกซื้อก็อาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องคิดถึงความปลอดภัยของหมาที่มีต่ออุณหภูมิของเมืองที่ร้อนขึ้น ขณะที่เมื่อก่อนเรามักจะหวาดกลัวว่าหน้าร้อนนั้นให้ระวังโรคพิษสุนัขบ้าระบาด
แต่วันนี้ติ๊กต็อกมีแต่ภาพน่ารัก น่าสงสารของหมาที่นอนรอความเย็นหน้าห้างสะดวกซื้อ
เรื่องเล่าพวกนี้ไม่ใช่เริ่มต้นที่นโยบายอย่างเดียว
แต่เริ่มที่การมองประเด็นว่าจะเอาคนเป็นศูนย์กลาง หรือจะเอาความเกี่ยวพัน-ทับซ้อนกันของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในเมืองนั้นมาเป็นหัวใจในการพัฒนาเมือง
พอๆ กับเราจะสร้างเมืองให้สวยด้วยการจัดวางสวน หรือเราจะต้องเข้าใจก่อนว่าเมืองที่สวยนั้นต้องมีฐานะระบบนิเวศที่ดี ไม่ใช่สวยที่สวน แต่ต้องมีระบบแม่น้ำลำคลองที่เอื้อต่อการคงไว้ซึ่งธรรมชาติที่ยั่งยืนและงดงาม ส่งต่อให้ลูกหลานได้ และฟื้นสภาพกลับมาได้อย่างรวดเร็วเมื่อเจอภัยพิบัติ
เมืองสวยไม่ได้หรอกครับ ถ้าเราไม่พัฒนาระบบการกำจัดของเสียของเมือง เพราะระบบของเสียของเมืองก็เป็นแหล่งอาหารที่ไม่พึงประสงค์ เรื่องนี้มันโยงกันหมด
เมืองสุขภาพดี น่าอยู่ ฟื้นสภาพได้เร็ว คนอยากมาอยู่ อยากมาลงทุน อยากจะสร้างจะสรร ก็ต้องลงถึงรากเหง้าปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ฟื้นฟูย่าน หรือพูดแต่เศรษฐกิจสร้างสรรจากผิวหน้าของเมืองเท่านั้น
นอกจากพูดเรื่องชีวิตในเมืองที่อยู่กันอย่างมีศักดิ์ศรี เห็นหัวกัน แบ่งปันและทำให้คนรวยเกรงใจคนจนบ้าง ก็คงต้องขยายไปว่าเมืองนั้นจะโอบรับเอาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน-เกี่ยวพัน-ทับซ้อน-เอาเปรียบกันของมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างไร
รวมไปถึงกระทั่งการใช้สารเคมีในเมืองที่ไม่ได้คำนึงแต่สุขภาพของคน หรือมองว่าคนสุขภาพดีเท่ากับมีพื้นที่ออกกำลังกายได้ มีย่านสร้างสรรค์ให้กิน ใช้ เที่ยวเตร่ ดื่ม ดริงก์ เกร๋ๆ
แต่ยังจะต้องพาไปถึงเรื่องของคนและสิ่งมีชีวิตอื่นที่จะต้องอยู่ด้วยกันด้วยครับ
เรื่องเหล่านี้ช่วยกันคิดช่วยกันทำ เริ่มทำด้วยกันได้
แต่รัฐบาลเมืองอย่าไปตั้งตลาดขายสัตว์เลี้ยงเองอีกแล้วจะดีกว่าครับ
ถอยออกมากำกับดูแล และดึงการมีส่วนร่วมจากประชาชนและเครือข่าย และสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะสร้างสรรค์เมืองที่น่าอยู่ของสิ่งมีชีวิตในทุกรูปแบบจะดีกว่าครับผม
การย้ายมุมมองว่าทุกอย่างทำได้หรือไม่ได้เพียงแค่มันจะเกิดอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ มาสู่การทำความเข้าใจว่าระบบชีวิตทั้งหมดของเมืองเป็นหนึ่งเดียว และระบบชีวิตนั้นเชื่อมโยงผูกพันเกี่ยวพันเมืองสุขภาวะของเมืองจะเป็นอีกทางออกที่น่าสนใจ (ลองดูที่ M.J.Rock. Etal. 2014. Policies on pets for Healthy Cities: A Conceptual Framework. Health Promotion International. 30:4, 976-986. 2014)
ด้วยความเคารพและเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น และศักยภาพของผู้บริหารเมืองและเจ้าหน้าที่ของ กทม.ทุกคนครับ

