ตำรวจ ปอศ. เรียกลูกเรือน้ำมันเถื่อนเข้ารายงานตัว ชี้ติดตามตัวนายทุน จ. เป็นหน้าที่กองปราบฯ

17.06.24 | 14:21 น.

ตำรวจ บก.ปอศ. เรียกลูกเรือน้ำมันเถื่อนเข้ารายงานตัว ด้าน ผกก.2 บก.ปอศ. เผยการติดตามตัวนายทุน จ. เป็นหน้าที่ของกองปราบฯ


จากกรณีที่กองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) รายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันของกลางขนาดใหญ่จำนวน 3 ลำ ซึ่งบรรจุน้ำมันรวมกว่า 3.3 แสนลิตร หายไปจากท่าเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ จ.ชลบุรี จนมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.รน. จำนวน 4 นาย ย้ายมาช่วยราชการ ปฏิบัติหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยให้ขาดจากต้นสังกัด มีผลนับตั้งแต่วัน 13 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 17 มิถุนายน ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ(บก.ปอศ.) ทนายความพาลูกเรือน้ำมันเถื่อน 12 คน เข้าพบ พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ) ตามหมายเรียกซึ่งทั้งทนายความและลูกเรือ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ด้านพ.ต.อ.ชัชวาล ชูชัยเจริญ ผู้กำกับการกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กล่าวว่า วันนี้พนักงานสอบสวน ได้ออกหมายเรียก ลูกเรือน้ำมันเถื่อน ที่ถูกจับกุม เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา 5 ลำ รวม 28 คน ซึ่งมีทั้งชาวไทยและต่างด้าว โดยเป็นการออกหมายเรียกผ่านนายประกัน เพื่อให้นายประกัน ติดตาม และนำตัวลูกเรือ ทั้งหมดมารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวน เพื่อคัดกรอง และตรวจสอบจำนวนลูกเรือที่ยังอยู่ในประเทศ และจำนวนผู้ต้องหาที่หลบหนี ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีลูกเรือหลบหนีไปกับเรือทั้ง 3 ลำ จำนวน 15 คน และยังอยู่ในประเทศอีก 13 คน

Advertisement

โดยในจำนวน 13 คน นายประกันสามารถนำตัวมารายงานตัวในวันนี้ได้จำนวน 11 คนส่วนอีก 2 คน เป็นคนไทย 1 คน เมาหลับอยู่ในเรือ จึงไม่ได้เดินทางมาในวันนี้ และต่างด้าวอีก 1 คน ยังคงอยู่ในพื้นที่ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ขอให้นายประกันเร่งติดตามตัว ผู้ต้องหาทั้งสองคนที่ไม่ได้มารายงานตัวในวันนี้ ให้เร่งนำตัวมาพบพนักงานสอบสวนโดยด่วนเพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิการประกันตัว ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 15 คนที่หลบหนีไปพร้อมกับเรือทั้ง 3 ลำ ทางพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. เตรียมถอนประกัน เนื่องจากผิดสัญญาประกัน พร้อมทั้งเตรียมออกหมายจับฐานหลบหนีประกันตัว ซึ่งนายประกันจะต้องทำหน้าที่เร่งติดตามตัวผู้ต้องหาทั้งหมดมาดำเนินคดีให้ได้ ในส่วนของคดีขโมยเรือ เป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจกองปราบปราม ซึ่งคาดว่าตำรวจกองปราบ จะดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสืบสวนขยายผลว่ามีใครอยู่เบื้องหลังและมีใครมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าวบ้าง

ส่วนคดี การจับกุมเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นความผิดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร ซึ่งคดีดังกล่าวถือเป็นคดีนอกราชอาณาจักร แต่กระทำผิดตามกฎหมายไทย ดังนั้นเข้ามาร่วมทำการสอบปากคำด้วย

สำหรับกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ตำรวจให้ประกันตัวลูกเรือทั้ง 28 คน ในวงเงิน 3 ล้านบาทก่อนหน้านี้จนก่อให้เกิดปัญหาการหลบหนี ผู้กำกับการ ปอศ. 2 ชี้แจงว่า ในกรณีดังกล่าว เป็นมติพล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามน้ำมันเถื่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าให้สามารถประกันตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นลูกเรือทั้ง 28 คนได้ เนื่องจากเรือ 1 ลำ จากทั้งหมด 5 ลำ มีปัญหาน้ำรั่วเข้าลำเรือซึ่งต้องทำการดูดน้ำออกจากเรือตลอดเวลา หากไม่ดำเนินการดังกล่าว ทำให้เรือล่มได้และน้ำมันจะรั่วไหลลงทะเลส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และจะเกิดความเสียหายมหาศาล ซึ่งในกรณีนี้ทางด้านของทนายความ ได้นำหลักทรัพย์จำนวน 3 ล้านบาทมายื่นขอประกันตัวลูกเรือพร้อมให้สัจจะวาจาว่าจะควบคุมดูแลลูกเรือซึ่งเป็นผู้ต้องหาทั้งหมดและจะให้ลูกเรือทั้งหมดเป็นผู้ดูแล

ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุใดจะต้องให้ลูกเรือเป็นผู้ดูแลเรือ ทำไมเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ดำเนินการควบคุมดูแลเรือด้วยตนเองซึ่งน่าจะมีความรู้ความสามารถมากกว่า พ.ต.อ. ชัชวาล ระบุว่า การควบคุมเรือแต่ละลำจะต้องใช้เจ้าหน้าที่รัฐลำละ 4 คนต่อผลัด หนึ่งวันมี 4 ผลัด รวม 16 คนต่อเรือ 1 ลำ เรือมีทั้งหมด 5 ลำ จึงจะต้องใช้กำลังพลจำนวนที่เยอะมาก ซึ่งการใช้คนของเขาดูแลเรือของเขาเอง จะดีกว่าซึ่งเป็นผู้ที่รู้เรื่องระบบกลไกภายในเรือดีกว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้น

สำหรับนายทุน จ. เชื่อว่าทางผู้กระทำความผิดเป็นผู้อิทธิพล ยืนยันว่าตำรวจมีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง และเป็นผู้จัดหาทนายความให้กับลูกเรือทั้งหมด โดยไม่แสดงตัวว่าเป็นใคร แต่ขอให้เชื่อในกระบวนการยุติธรรมซึ่งทั้งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและอัยการสูงสุดทำอย่างเต็มที่ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการสืบสวนที่ผ่านมา ยังไม่ชัดเจนแน่ชัดว่าเป้าหมายคือเรือหรือน้ำมัน ส่วน 15 คนที่หลบหนีไป หากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลากเรือไปก็จะถูกเพิ่มโทษในข้อหาเกี่ยวกับการลักทรัพย์ หรือป.อาญา 142 ซึ่งต้องให้พนักงานสอบสวนในคดีหลักพิสูจน์จากพยานหลักฐาน เช่น วงจรปิดจากท่าเรือ และการพิสูจน์ผู้ที่มีส่วนร่วมกับการนำรถของกลางออกไป

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ต้องหาหลบหนีไปได้นานขนาดนี้ มีคำถามที่ต้องตอบว่าเกิดจากผู้ต้องหาอย่างเดียวหรือไม่ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ หรือ ทุกอย่างประกอบกัน

ส่วนการประสานติดตามตัวนายจ.กลับมานั้น ให้เป็นหน้าที่ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม และที่ผ่านมามีการประสานข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ในคดีกับทางกองปราบปรามโดยตลอด แต่เรามีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลบางอย่างไว้เนื่องจากเชื่อว่าทางผู้กระทำความผิดเป็นผู้อิทธิพล และไม่แน่ใจว่าคนรอบตัวอยู่กับเขาบ้างหรือเปล่า ก็ไม่รู้

หากย้อนไปในการดำเนินคดีแรกเริ่ม ทางศูนย์ปราบปรามน้ำมันเถื่อน (ศ.ปนม.ตร.) ได้สั่งการให้ตำรวจน้ำ และเจ้าหน้าที่อีกหลายส่วนโดยใช้เรือของตำรวจน้ำเข้าจับกุม ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะทางทะเล ห่างจากเส้นฐาน 200 ไมล์ทะเล เทียบหรือเทียบเป็นกว่า 100 กิโลเมตรจากชายฝั่ง จึงดำเนินการในคดีนอกราชอาณาจักร ส่วนเขตราชอาณาจักรไทยอยู่ที่ประมาณ 12 ไมล์ทะเล

เมื่อจับได้จึงควบคุมเรือเข้ามาเทียบท่าที่ท่าเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบจังหวัดชลบุรี และส่งไปดำเนินคดีที่กองกำกับการ 2 บก.ปอศ. เพราะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าและเกี่ยวข้องกับภาษีศุลกากรเป็นหลัก เชื่อว่ากลุ่มนี้มีผู้ให้คำแนะนำในการลักลอบทำผิดกฎหมายเป็นอย่างดี คือให้โยกย้ายขนถ่ายน้ำมันในพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ เพื่อเลี่ยงข้อกฎหมายและเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล ทำให้การลงโทษครั้งนี้ต้องมีการปรึกษากับทางอัยการอย่างรอบคอบเพื่อทำสำนวนให้มีความละเอียดรัดกุมมากที่สุด เบื้องต้น ผู้กล่าวหามองว่าน่าจะนำน้ำมันมาจำหน่ายในประเทศไทย และมีพยานหลักฐานประกอบในสำนวน ซึ่งจะต้องสรุปสำนวนภายในหกเดือน