เคยมีผู้ตั้งคำถามกึ่งปรับทุกข์ว่า ทำไมคนชั้นกลางค่อนไปทางมีรายได้สูงหน่อยเช่นตัวเขาจึงต้องเสียภาษีอันเป็นเหมือน “ค่าเช่าอาศัย” ในประเทศด้วย ในเมื่อแทบไม่ได้ประโยชน์โพดผลจากการเป็นสมาชิกของรัฐเลย
เพราะในขณะที่หากเป็นคนระดับชั้นบนสุด 10% ของคนที่ร่ำรวยหรือมีอำนาจมากที่สุดในประเทศ ก็จะมีโอกาสได้รับประโยชน์เต็มที่จากการเข้าถึงทรัพยากรและทุนไปจนถึงการกำหนดนโยบายของรัฐสมกับที่จ่ายภาษีมหาศาล ส่วนคนชั้นกลางตอนล่างหรือผู้มีรายได้น้อย แม้อาจจะไม่ต้องจ่ายภาษีหรือจ่ายแต่น้อย ก็ยังได้รับสวัสดิการแห่งรัฐต่างๆ เช่นการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ การศึกษาภาคบังคับ หรือการได้ไปพักผ่อนในสวนหรือสถานออกกำลังกายท้องถิ่น (ที่มีลู่วิ่งและเรือเป็ดราคาเท่ารถญี่ปุ่นทั้งคัน) แถมยังเข้าเกณฑ์จะได้รับดิจิทัลวอลเล็ตหนึ่งหมื่นบาทไปซื้อสมาร์ทโฟนอีกต่างหาก
ในขณะที่ผู้ตั้งคำถามนั้นหาเงินได้ปีละหลายล้านบาท ภาษีไม่ขอบอกให้เจ็บใจ เพื่อนำรายได้หักภาษีแล้วมาซื้อประกันสุขภาพแบบจ่ายทิ้งเผื่อต้องเข้ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนตามฐานะ จ่ายค่าเทอมลูกปีละหลายแสนบาท จ่ายเงินให้ฟิตเนสปีละเป็นหมื่น และแน่นอนว่าสมาร์ทโฟนครึ่งแสนก็ต้องซื้อเอง
คำตอบของผมก็เป็นไปตามทฤษฎี “สัญญาประชาคม” แบบอธิบายให้ง่ายเข้าว่า “อย่างน้อยก็เพื่อได้อาศัยอยู่ในรัฐประเทศที่มีระบบกฎหมาย ไม่ต้องจ้างกองกำลังส่วนตัวมาปกป้องทรัพย์สินตัวเอง สามารถมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าไปทำงานให้ใครหรือจ้างใครทำงานแล้วจะได้ค่าจ้างหรือได้รับงานที่จ้างตามที่ตกลงกันไว้ตามสมควรนั่นไงล่ะ”
ขอพักบทสนทนาระหว่างผมกับมิตรสหายผู้นั้นไว้ ด้วยว่าสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวที่น่าตกใจอันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” อยู่หลายเรื่อง สำหรับสื่อและสังคมส่วนใหญ่ ข่าวที่ชวนตระหนกตกใจที่สุด คงเป็นเรื่อง “เรือหาย” ไปได้ราวกับมายากลถึงสามลำในค่ำคืนหนึ่งที่หายไปได้คล้ายระเหยกลายเป็นควันพร้อมกับของกลางน้ำมันเถื่อน
ซึ่งถ้าเป็นเรื่องสั้นของ ฮารูกิ มูราคามิ อย่างเรื่อง (ช้างหาย) ก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องสัจนิยมมหัศจรรย์ที่สะท้อนถึงความสิ้นหวังของอะไรบางสิ่ง แต่สำหรับคนไทยแล้ว มันไม่ใช่เรื่องเหนือจริงอย่างในวรรณกรรม แต่มันเป็นความสิ้นหวังจริงๆ เพราะเมื่อติดตามจากข่าว จะพบความอุกอาจและการใช้ความพยายามอย่างเกินพอดีในแทบทุกขั้นตอน ที่จะลากเรือของกลางมาไว้ในจุดที่สังเกตเห็นยาก การหาข้ออ้างว่าทำไมต้องให้ลูกเรือที่เป็นผู้ต้องหาขึ้นไปประจำจนเต็มลำเรือ วางเวรยามที่หละหลวมไม่ได้สัดส่วน และ ฯลฯ ที่ส่งให้ในที่สุด เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสามลำก็ได้หายไปในคืนวันอังคาร ที่ 11 แม้จะตามพบในภายหลังเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ที่ผ่านมาก็ตาม
แต่ส่วนตัวแล้ว ข่าวที่ทำให้ผมรู้สึกตระหนกกับตัวเองที่สุด กลับเป็นข่าวชาวบ้านที่อาจจะดูเป็นเรื่องอาชญากรรมธรรมดาที่อาจจะพิลึกพิสดารหน่อย ที่ได้ดูผ่านรายการ “คุยนอกจอ” ช่อง สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 หัวข้อข่าวคือ “ได้ติดคุกสมใจ บทสรุป ไรเดอร์หัวร้อน ยังไม่จบ!! จัดวีรกรรมโฉดในโรงพัก” ซึ่งสรุปให้สำหรับผู้ไม่ประสงค์จะดูเองได้ดังนี้
ครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ที่มีเด็กอ่อนวัย 10 เดือน ขับรถยนต์ไปธุระแถวกระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี ระหว่างทางมีรถจักรยานยนต์ของไรเดอร์รับส่งอาหารรายหนึ่งขับขี่มาเข้าปาด ขวาง แล้วไล่จนไปจนมุมในซอย ก่อนจะจอดรถขวางไม่ให้ไปไหน อ้างว่าคุณพ่อผู้ขับรถนั้นขับรถหาเรื่องเขา (จากคลิปกล้องดูไม่ออกว่าฝ่ายรถยนต์ไปปาดหรือแซงจักรยานยนต์อะไรตอนไหน)
ไรเดอร์ผู้นั้นโวยวายเสียงดัง เดินหัวเสียวนกระโดดถีบรถจนบุบ กระจกมองข้างหัก และควักอาวุธมีดออกมาขู่ คุณพ่อจึงโทรศัพท์แจ้ง 191 รอตำรวจมา โดยระหว่างนั้นตำรวจยศนายสิบสายตรวจที่น่าจะกินข้าวอยู่บริเวณนั้น ก็ได้เข้ามา “ไกล่เกลี่ย” (ย้ำว่า “ไกล่เกลี่ย”) แต่พอเห็นว่ามีมีดก็มาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ไม่อยากยุ่ง บอกให้รอร้อยเวรมาจับก็แล้วกัน ระหว่างที่รอกันอยู่นั้น ไรเดอร์ผู้ก่อเหตุจึงขับรถหนีไปอ้างว่าจะไปส่งอาหาร
ค่ำวันเดียวกัน ไรเดอร์ผู้ก่อเหตุเดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี (ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุมีอำนาจจับกุมและสอบสวนได้ตามกฎหมาย) แจ้งว่า มามอบตัวเพราะไปถีบรถชาวบ้าน มาให้จับกุมตัว อยากจะเข้าคุก แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็หวังดีแจ้งสิทธิว่า แม้ท่านจะกระทำความผิดอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ไว้และอุตส่าห์มามอบตัวถึงโรงพัก แต่ก็ต้องรอให้ผู้เสียหายแจ้งความก่อน ดำเนินคดีไม่ได้
เมื่อไรเดอร์ทราบว่า ติดเรื่องกฎระเบียบของทางราชการทำให้ไม่สามารถติดคุกสมใจได้ เลยทำท่าฮึดฮัด จะเข้าชกต่อยเจ้าหน้าที่ตำรวจ… ใช่แล้วบนสถานีตำรวจนั่นแหละ พร้อมกับควัก “อาวุธมีด” ขึ้นมา… โดยเหตุการณ์ยังคงเกิดบนสถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี ในตอนนี้ยังดีหน่อยที่ตำรวจได้ยึดอาวุธมีดไว้ แล้วไล่กลับบ้านไป
ไรเดอร์ผู้ก่อเหตุนั้นก็ไม่ละความพยายาม (ก่อนหน้าเขาให้เหตุผลกับตำรวจไว้ว่า ที่บ้านไม่มีเครื่องปรับอากาศ จึงอยากมานอนในห้องขังของสถานีตำรวจ) เขาจึงเข้าไปในร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ กันนั้น แล้วไปชกต่อยทำร้ายร่างกายแคชเชียร์กับลูกค้า เพื่อหวังเหลือเกินว่าจะได้ถูกชำระคดีสมกับความผิดที่เขาได้กระทำลงไป ซึ่งประโยคที่ว่า “ยังดีหน่อยที่ตำรวจได้ยึดอาวุธมีดไว้…” หมายความถึงอย่างนี้ คือถ้าตอนนี้ผู้ก่อเหตุมีอาวุธมีด เรื่องน่าจะเลวร้ายกว่าที่เกิดขึ้นในข่าวมาก ในคราวนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ไปจับตัวมาจริง
เรื่องราวหลังจากนั้น คือไรเดอร์ผู้ก่อเหตุนั้นก็มาอาละวาดขว้างปาข้าวของใส่ผู้เสียหายต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจบนสถานีต่อ ถูกจับเข้าห้องขัง ก็อาละวาดต่อในที่นั้นจนวุ่นวาย มีอาการเชื่อว่าเกิดจากยาเสพติด เมื่อทางเจ้าหน้าที่พาไปตรวจหาอาการทางจิตและยาเสพติดก็อาละวาดไประหว่างทาง เมื่อตรวจสอบประวัติ ก็พบว่าเคยมีคดีวิ่งราวทรัพย์ที่ สน.บางเขน โดยคดีสิ้นสุดแล้วโดยได้รับโทษจำคุก ทั้งนี้ ยายของผู้ก่อเหตุให้ข้อมูลว่า ตอนเด็กพ่อแม่แยกทางกัน ยายเลี้ยงมาตั้งแต่สามขวบแต่ก็ไม่สามารถดูแลสั่งสอนได้เพราะเป็นคนอารมณ์ร้อนมาแต่เด็ก อยากให้สังคมให้โอกาสหลานกลับเนื้อกลับตัว
ซึ่งเรื่องนี้ครอบครัวของผู้เสียหายรายที่ถูกถีบทุบรถ ก็เห็นใจคุณยายไม่เอาเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ถ้าใครยังจำประสบการณ์สมัยเลี้ยงลูกอ่อนๆ ได้ ก็น่าจะระลึกได้ว่าช่วงนั้นเราจะมีเมตตาและมุทิตาจิตมากเป็นพิเศษกับปัญหาครอบครัวของผู้อื่น เรื่องนี้ส่วนตัวแล้วจริงๆ จึงเข้าใจผู้เสียหายได้ แม้ว่าเขาจะถูกกระทำมาอย่างน่ากลัวก็ตาม แต่นั่นทำให้คดีของไรเดอร์ผู้ก่อเหตุนั้นลดเรื่องทำให้เสียทรัพย์ กักขังหน่วงเหนี่ยว ข่มขืนใจผู้อื่น และข่มขู่ให้ตกใจกลัวลดลงไป ซึ่งน่าจะส่งผลให้โทษจำคุกที่จะได้รับจริงลดลงพอสมควรทีเดียว
เหตุที่ข่าวนี้ทำให้ผมรู้สึกตระหนกกับตัวเองที่สุด ยิ่งกว่าข่าวเรือน้ำมันหายลึกลับ เป็นเพราะว่าข่าวเรื่องเรือน้ำมันหาย มันเป็นการกระทำความผิดต่อรัฐและกระบวนยุติธรรม ซึ่งส่งผลต่อระดับความเป็นนิติรัฐของบ้านเมืองอยู่นั่นแหละ แต่มันไม่ใกล้ตัวขนาดนี้
เพราะเรื่องนี้เป็น “ความบกพร่องต่อหน้าที่” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใกล้ตัวเราๆ ท่านๆ มากกว่า เพราะจากข้อเท็จจริงข้างต้นเราจะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความบกพร่อง “อย่างมาก” ที่ปล่อยให้เหตุบานปลายจนทำให้เกิดการทำร้ายร่างกายผู้คนในร้านสะดวกซื้อได้ ทั้งที่มีโอกาสป้องกันไม่ให้เรื่องบานปลาย ป้องกันไม่ให้สุจริตชนต้องได้รับความเสียหายได้ไม่รู้กี่ครั้ง
ถ้าคุณนายสิบตำรวจนั้นจะกล้าหาญเอาธุระ ตัวคนเดียวอาจจะสู้มีดไม่ได้ก็พอเข้าใจ แต่วิทยุที่เหน็บเอวไว้โก้ๆ นั้น ถ้าใช้เรียกพรรคพวกที่อยู่ใกล้ๆ มาระงับเหตุจะได้หรือไม่ หรือระหว่างรอร้อยเวรมา หาทางสกัดไว้ไม่ให้ผู้ก่อเหตุหนีไปไหน ก็อาจจะได้ตัวผู้กระทำผิดไว้ตั้งแต่ตอนสาย เหตุการณ์ช่วงค่ำก็จะไม่เกิดขึ้น หรือถ้าสุดท้ายหนีไปได้จริงๆ แต่ได้มีการประสานแจ้งเรื่องให้ทาง สน. ดำเนินการออกหมายจับไว้ในฐานที่เป็นความผิดซึ่งหน้า (ที่พ่นกำแพง ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ยังขอหมายจับทิ้งไว้เป็นปีได้เลย) ในตอนที่ผู้ก่อเหตุมามอบตัวในตอนค่ำก็รวบตัวได้ หรือแม้แต่ตอนที่ควักอาวุธมีดขึ้นมา ถ้าในตอนนั้นจับตัวเข้าห้องขังไว้ในความผิดฐานพกพาอาวุธไปในเมืองหรือชุมชน ก็จะไม่มีใครต้องเจ็บตัวในร้านสะดวกซื้อแล้ว
เราจะเห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีโอกาสระงับเหตุ ป้องกันความเสียหายต่อสุจริตชนได้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่จนความเสียหายเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นจริงๆ … ถ้าจะว่าเป็นการคิดหรือเชื่อมโยงไปเอง ก็ลองไปอ่านความเห็นคำชื่นชมอวยพรจากประชาชนใต้ข่าวของคุณสรยุทธก็ได้
เช่นเดียวกัน โอกาสที่เราจะได้ประสบเหตุแบบไรเดอร์หัวร้อนนี้ไม่เลือกไม่เกี่ยงว่าจะเป็นใคร เป็นคนชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นต่ำใดๆ ด้วย เพียงแต่หากเป็นผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนนในชีวิตประจำวัน หรือมีโอกาสได้พาลูกหลานออกไปเดินร้านสะดวกซื้อ เราก็มีโอกาสจะได้เป็นผู้เคราะห์ร้ายเพราะการย่อหย่อนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรณีแบบนี้ได้ทั้งสิ้น
ย้อนกลับไปที่บทสนทนาระหว่างผมกับมิตรสหายผู้สงสัยว่าทำไมตนยังต้องจ่ายภาษีอยู่โดยที่เหมือนไม่ได้รับอะไรจากรัฐนั้น ที่ผมตอบไปว่า “…อย่างน้อยก็เพื่อได้อาศัยอยู่ในรัฐประเทศที่มีระบบกฎหมาย ไม่ต้องจ้างกองกำลังส่วนตัวมาปกป้องทรัพย์สินตัวเอง…” พอได้เห็นข่าวเรื่องไรเดอร์หัวร้อนที่เล่าไปแล้วนั้นก็เริ่มไม่ค่อยมั่นใจแล้วว่า คำตอบนี้จะยังสามารถใช้อธิบายได้หรือไม่
เคยได้ยินเรื่องของบางประเทศที่ระบบการบังคับใช้กฎหมายอยู่ในสภาพกึ่งล้มเหลวที่มาเฟียและอันธพาลครองเมืองแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐสนใจแต่หาประโยชน์ส่วนตัวหรือทำงานเฉพาะตอบสนองนโยบายของรัฐโดยไม่สนใจรักษาความสงบเรียบร้อยให้สังคม เรียกว่าการพึ่งพาเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือตำรวจในการรักษาสันติราษฎร์นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ประชาชนต้องระมัดระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินกันเอง ว่ากันว่าในประเทศแบบนั้น คนที่พอมีเงินหรือมีฐานะหรือข้าราชการที่มีสถานะมีตำแหน่งหน่อยก็จำเป็นจะต้องจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัว หรือสร้างบ้านที่มีรั้วสูงและระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดีเพียงพอที่จะรักษาชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองไว้
อย่าให้ประเทศเราหลุดไหลลงไปถึงระดับสิ้นไร้นิติรัฐระดับนั้นเลย เพราะถ้าขนาดนั้นก็นึกไม่ออก ตอบใครไม่ได้เหมือนกันว่าแล้วจะยังมีความจำเป็นต้องจ่ายภาษีให้ “รัฐ” ไปทำไม ด้วยเหตุผลที่ยังคงเหลืออยู่น้อยเต็มที

