สแกนเลือกส.ว.จังหวัด พิรุธ‘ฮั้ว-บล็อกโหวต’?
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการสะท้อนผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ระดับจังหวัด เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ซึ่งมีผู้ผ่านเข้าสู่การเลือก ส.ว.ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิถุนายน จำนวน 3,000 คน โดยจะมีผู้ได้รับเลือกให้เป็น ส.ว. จำนวน 200 คน

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
และนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา
หากดูการเลือกตั้ง ส.ว.ระดับจังหวัดที่ผ่านมา ภาพรวมการรายงานของ กกต. ดูแล้วสามารถบริหารจัดการได้ สามารถบรรลุสำเร็จภารกิจ หากมองในมุมมองของผู้สมัคร ส.ว.หรือผู้สังเกตการณ์ รวมทั้งผู้หาข้อมูลของการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่ามีข้อสงสัยหลายประการในการฮั้ว การจัดการเลือกตั้ง ส.ว.ของกลุ่มที่มีความพร้อมในการระดมผู้ผ่านการเลือกตั้งระดับอำเภอ สู่การเลือกตั้งระดับจังหวัดเข้าไปบล็อกโหวตคนของพวกเขา ทำให้เห็นมองข้อมูลได้ 2 ด้าน ด้าน กกต.ทำงานอย่างเต็มความสามารถ มีข้อบกพร่องก็แก้กันไป แต่อีกด้านหนึ่งของผู้สมัครผิดหวัง พบว่ามีการบล็อกโหวตและฮั้วกันค่อนข้างมาก
หากมองในเรื่องของเลือกไขว้ จะพบว่าบางคนไม่ลงคะแนนให้กับตัวเอง มีคะแนนเป็นศูนย์ ในเรื่องนี้ทำให้เกิดข้อร้องเรียนว่า พ.ร.ป.การได้มาของ ส.ว.ว่ามีการขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจาก พ.ร.ป.การได้มาของ ส.ว.ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า การเลือกนั้นเลือกตัวเองก็ได้ แต่โดยหลักแล้วธรรมชาติของผู้ต้องการเป็น ส.ว. จะต้องมีเจตนาต้องการเป็น ส.ว.ตั้งแต่ต้น เห็นได้จากการจ่ายเงิน และเข้าสู่กระบวนการเลือก ส.ว. แต่ปรากฏว่าไม่ยอมเลือกตัวเอง จึงเกิดบัตรไม่เลือกตัวเอง แต่ไปเลือกคนอื่น ทำได้ในระเบียบข้อบังคับ แต่ด้วยเจตนารมณ์แบบนี้ จึงตั้งข้อสังเกตทำแบบนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือเปล่า เพราะผู้สมัครมีเจตนาจะเป็น ส.ว. แต่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตัวเอง จึงทำให้มองว่ามีการฮั้วกันหรือบล็อกโหวต หากมีพยานหลักฐาน มีข้อร้องเรียนช่วงนี้ เรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นใหม่อีกเรื่องหนึ่ง นำไปสู่การพิจารณาชั้นศาลฎีกา
กรณีที่มี ส.ว.บางคนได้ 9-10 คะแนน มีคะแนนผิดปกติ แต่ กกต.บอกทุกอย่างเรียบร้อย หากไปดูข้อมูลของกลุ่มคนเก็บคะแนนเกี่ยวกับการฮั้วหรือบล็อกโหวต ทำให้เกิดสมมุติฐานสัมพันธ์กับการฮั้วกัน เพราะคะแนนผิดปกติ โดยเฉพาะกลุ่มคนลง ส.ว.มีโปรไฟล์แล้ว สร้างความรับรู้ทางสังคม แต่ไม่มีคนรู้จัก รวมทั้งประสบการณ์ หรือจุดยืนทางการเมืองจะเข้าไปเป็น ส.ว.ไม่เด่นชัด แต่กลับได้คะแนนผิดปกติ อย่างนี้น่าคิด
ส่วนจะมีกลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น มองดูแล้วมีโอกาสเข้าไปชี้นำสูง หากดูจากหลายจังหวัด พบว่าเป็นคนของเครือข่ายพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคใหญ่ที่มีอำนาจในรัฐบาลชุดนี้ หากมองในทางการเมืองจะพบว่า มีความจำเป็นโดยเฉพาะการเมืองไทย จะต้องอาศัยจำนวนมือ จำนวนเครือข่าย จำนวนกลุ่มคนของตัวเอง ก็จะต้องทำให้มีคนในองค์กรหรือกลุ่มการเมืองให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.หรือ ส.ว. จึงมีความจำเป็นที่พรรคการเมืองใหญ่จะต้องเข้าไปจัดตั้งคนของตัวเอง เพื่อให้การทำงานของรัฐบาล หรือพรรคของตัวเองเป็นพรรคการเมืองใหญ่ เพื่อต้องการให้การทำงานราบรื่น จะมีทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ในเครือข่ายของตัวเอง การตรวจสอบจะเป็นไปได้ง่าย และทำให้การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น
การเลือก ส.ว.ครั้งนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น มองว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาในเรื่องเฉพาะข้อกฎหมาย ส่วนกรณีความไม่ชอบมาพากลในการเรื่องตั้ง ส.ว.มีหลักฐาน มีข้อร้องเรียน มีการบล็อกโหวต หรือผู้ลงสมัคร ส.ว.บางคนเสียสิทธิในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็จะต้องไปร้องเรียนศาลฎีกา
หากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือก ส.ว.ครั้งนี้กันมากๆ ไปที่ศาลฎีกา จะต้องดูศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ร.ป.การได้มาของ ส.ว.ปี 2561 ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร ถ้าไม่ขัดกระบวนการนี้จะต้องดำเนินการต่อไป ส่วนการเลือกตั้ง ส.ว.บางคนไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าหากมีการร้องเรียนไปที่ศาลฎีกา เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งนี้ไม่สุจริต ศาลฎีกาก็สามารถสั่งได้เช่นกัน แต่ก็ต้องมาดูว่าจะมีการร้องเรียนเป็นรายๆ ก็จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป แต่ถ้ามีการร้องเรียนให้การเลือกตั้ง ส.ว.เป็นโมฆะก็ต้องดูอีกครั้งหนึ่ง

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) วิทยาเขตล้านนา
การเลือก ส.ว.ระดับจังหวัดที่ผ่านมา ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการเลือก ส.ว.ดังกล่าว เพราะเปิดโอกาสให้จัดตั้งฮั้วหรือล็อบบี้เลือกกลุ่ม หรือผู้สมัครได้ ส่งผลให้การเลือกไม่ตอบโจทย์ประชาชน เพราะไม่มีส่วนเลือกดังกล่าว สังเกตผู้ผ่านการเลือกระดับจังหวัด 20 กลุ่มอาชีพส่วนใหญ่เป็นคนรู้จักกัน ฐานเสียงและเครือข่ายเดียวกัน จึงป้องกันการฮั้ว หรือจัดตั้งไม่ได้ ทำให้การเลือก ส.ว.ทุกระดับไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน อยากเห็นการเลือก ส.ว.เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง
ผู้ผ่านการเลือกระดับจังหวัด จังหวัดละ 40 คน มี 77 จังหวัด รวม 3,080 คน ต้องไปเลือกระดับประเทศ มองว่าการแข่งขันเข้มข้นมากขึ้น อาจมีการจัดตั้งหรือล็อบบี้กลุ่มใหม่ จัดประชุมที่โรงแรม รีสอร์ต หรือเซฟเฮาส์ เพื่อเลือกเป็น 1 ใน 10 คน ของ 20 กลุ่มอาชีพ เพื่อเป็น ส.ว. 200 คน มีรายชื่อสำรองอีก 100 คน รวมเป็น 300 คน อาจมีการเจรจาต่อรอง หรือเสนอผลตอบแทนหลักล้านบาท ถ้าเป็นนักธุรกิจ หรือผู้มีฐานะ อาจเสนอผลตอบแทน 5-10 ล้านบาทได้ เพราะคุ้มค่าและลงทุนน้อยกว่าการเลือกตั้ง ส.ส. ทำให้เป็น ส.ว.ชุดใหม่ ได้ง่ายกว่าเลือก ส.ส.
ภาพรวมการเลือก ส.ว.ระดับจังหวัดไปสู่ระดับประเทศ มองว่าเป็นธุรกิจการเมืองโดยนักลงทุนหรือนักธุรกิจ ลงมาเล่นการเมืองเอง โดยไม่ผ่านนักการเมืองอีกแล้ว เพราะเป็นง่ายกว่า ส.ส. หากลงทุนไปแล้วต้องเข้ามารักษา และแสวงหาผลประโยชน์เพื่อถอนทุนคืนให้ตนเองและพวกพ้อง เพราะเป็นผู้ออกกฎหมาย เพื่อเอื้อชนกลุ่มนั้น โดยใช้เศรษฐกิจเป็นตัวประกัน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์ใดๆ
ดังนั้น การเลือก ส.ว.ครั้งนี้ อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เพราะการเข้าสู่ตำแหน่งไม่ชอบธรรม และขัดเจตนารมณ์ประชาชน ที่สำคัญสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้สมัครด้วยกันเอง เพราะผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ผลงาน หรือบิ๊กเนมส่วนใหญ่ ไม่ผ่านการเลือกดังกล่าว เพราะแพ้การจัดตั้ง ที่มาจากอำนาจ บารมีและเงินตรา การเลือกครั้งหน้า อาจเห็นการเลือก ส.ว.แบบใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น

