
⦁….มาติดโควิด ต้องหยุดงานเอาในจังหวะสถานการณ์บ้านเมืองเคร่งเครียด “เศรษฐา ทวีสิน” แม้จะสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ได้ ตามที่ใช้อยู่เป็นประจำ ซึ่งในเรื่องอื่นๆ ที่ส่งผลเฉพาะอารมณ์ทางการเมือง คงไม่กระไร แต่สำหรับ “พ.ร.บ.งบประมาณ” ที่เข้าสภาพอดี การให้ “รัฐมนตรีอื่น” ชี้แจงดูจะเสี่ยงไปสักหน่อย ยิ่งเป็นจังหวะที่ “ก้าวไกล” ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบโชว์เต็มที่ ด้วยแรงกดดันให้ต้อง “ทิ้งทวน”
⦁….ประเมินกันว่ายากที่ “ผู้ควบคุมอำนาจ” จะอนุญาตให้ “ก้าวไกล” ไปต่อ แต่ยิ่งถูกบีบให้เป็น “พรรคต้องห้าม” ยิ่งต้องสู้ แถมเป็นการสู้ที่ “เลิกมีความหวังในทุกกลไกอำนาจ” หนทางเดียวที่จะพลิกสถานการณ์คือ “เป็นหนึ่งเดียวกับอำนาจประชาชน” การแสดงออกอย่างท้าทาย ด้วยการย้ำแล้วย้ำอีกถึง “การถูกกระทำอย่างไม่ชอบธรรม” เป้าหมายอยู่ที่ “250 ส.ส.” เป็นอย่างน้อยในการเลือกตั้งครั้งหน้า ดังนั้น “อภิปรายงบประมาณรอบนี้” จึงเป็นภารกิจที่หวังผลไว้สูงมาก
⦁….ไม่ใช่แค่ที่ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ประกาศไว้ว่าจะชำแหละ “งบประมาณกองทัพ” ให้เห็นถึงกระเพาะ แต่คิวของ “ศิริกัญญา ตันสกุล” ที่ทำการบ้านมาอย่างหนัก เนื่องจากที่มาของเงินซึ่งไปเจียดจากที่ต่างๆ มารวบรวมเพื่อใช้แจกใน “ดิจิทัลวอลเล็ต” ด้วยเจตนาชี้ให้เห็นว่า “โครงการเรือธงของเพื่อไทย” สร้างความเสียโอกาสในการแก้ปัญหาอื่นๆ ของ “กระทรวงต่างๆ” แค่ไหน ขณะที่ “รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงนั้นๆ ได้แค่นั่งมองตาปริบๆ”
⦁….ตลาดหุ้นยังโงหัวไม่ขึ้น เพราะ “นักลงทุนต่างชาติ” รอจังหวะเทขายเจตนาทิ้งไทย “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนที่ได้รับความเชื่อถือ สรุปว่าเป็นเพราะ 3 โครงสร้างของประเทศที่ให้ “มองไม่เห็นอนาคตอย่างถาวร” หนึ่ง โครงสร้างประชากรที่คนแก่มากขึ้น สอง โครงสร้างการเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา สาม โครงสร้างของบริษัทในตลาดที่ไม่เอื้อต่อเทคโนโลยีที่จะทำให้ธุรกิจก้าวหน้าได้ เป็น “ภาพที่ชัดมาก” แต่ที่น่าเศร้ากว่าคือ “รู้ทั้งรู้” แต่ไม่มีใครแก้ไขได้ ไม่ว่าจะอยากทำแค่ไหน ด้วยบ้านนี้เมืองนี้ ห่วง “โครงสร้างจะถูกปรับ” มากกว่าห่วง “โอกาสการแก้ปัญหา และการพัฒนาประเทศ”
⦁….แม้จะทุลักทุเล น่าเวียนหัวกับ “วิธีเลือก” ที่ “กกต.” ทำได้แค่ออกตัวว่า “ทำตามกฎหมาย” แต่ “ผลการเลือก ส.ว.” ที่แท้จะพิศดารจนยากจะเข้าใจว่า “ทำแบบนี้เพื่ออะไร” ก็ออกมาแบบ “พอรับได้” แน่นอน “เป้าหมาย” ที่ต้องการให้ “ข้าราชการเกษียณ” ซึ่งความคิดความเชื่อถูกบล็อกในกรอบที่ “สั่งซ้ายหัน ขวาหัน” ได้ไม่ยาก แต่ “ความตื่นตัวของประชาชน” ที่ “ยอมเสียเงินสมัครเข้ามาท้าทาย” เป็นความน่าปลาบปลื้ม แม้แทรกเข้ามาไม่ได้มาก แต่ที่เข้ามาจะ “ทำงานได้มาก” และแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “คนของประชาชน” กับ “คนของกลไกแช่แข็งประเทศ” ได้ชัดเจน
⦁….อาทิตย์หน้า “26 มิ.ย.” รู้กัน “200 ส.ว.ชุดใหม่” โฉมหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่เห็นจากที่ผ่านจังหวัดเข้าสู่การเลือกระดับประเทศ แม้ยังมีกลิ่น “พวกไม่ศรัทธาอำนาจประชาชน” คลุ้งอยู่ แต่ไม่น้อยเลยที่เป็น “คนกลางๆ” ที่เป็นความหวังได้จะฟังความจำเป็นต้องนำพาประเทศให้พ้นจากการถูกแช่แข็งแล้วเข้าใจ ส่วนที่จะเป็น “หัวขบวนสร้างความเปลี่ยนแปลง” ย่อมมีอยู่ไม่น้อย อย่างน่าดีใจ
⦁….คนที่เข้าใจโลกการเมืองมากที่สุดชั่วโมงนี้ น่าจะเป็น “ทนายวันชัย สอนศิริ” อดีต ส.ว.เจ้าของไอเดียให้ “วุฒิสภา” มีอำนาจโหวตนายกฯ ที่ล่าสุดออกมาพูดแบบสวนความรู้สึกของผู้ที่แม้จะร่วมปฏิบัติการกันมาว่า “อดีตนายกฯท่านทักษิณที่ออกมาเดินสายเป็นเรื่องปกติ เพราะเขาให้กลับมาไม่ใช่มาเลี้ยงหลาน มาถือศีลกินเจ เขาให้กลับมาเพื่อนำประสบการณ์มาช่วยเหลือประเทศ หนึ่ง เพื่อช่วยท่านเศรษฐา สอง ทำเพื่อพรรคเพื่อไทย สาม พบปะเพื่อนฝูงเก่าและแฟนคลับ” ซึ่งถ้าทุกคนเข้าใจเช่นนี้ได้ ไม่เบี่ยงเบนด้วยเจตนาหวังผลอย่างอื่น ก็จบ!
ชโลทร





