หน้าแรก การเมือง พริษฐ์ ชี้ปัญ...

พริษฐ์ ชี้ปัญหางบการศึกษา ชง 3 ตัวเปลี่ยนเกม ขอแบ่ง 10% ดิจิทัลวอลเล็ต ยกระดับทักษะ-เรียนรู้

20.06.24 | 13:09 น.

พริษฐ์ เจอ 3 ปัญหาพัฒนาทักษะซ้ำกัน ชงตัวเปลี่ยนเกมยกระดับทักษะฉบับก้าวไกล พร้อมขอแบ่ง 10% จากดิจิทัลวอลเล็ตคงไม่มากเกินไป

เมื่อวันที่ 20 มิถุยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 เป็นวันที่สอง มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานในที่ประชุม

เวลา 11.10 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปรายโดยยกข้อความจาก Chat GPT มาอภิปราย ย้ำความสำคัญกับการลงทุน ยกระดับคน สะท้อนถึงความจำเป็นที่จะเรียนรู้ในทักษะใหม่ๆ เพื่อให้ตามทันและแข่งกับโลกได้ ก่อนระบุว่า ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศเราขณะนี้ต้องเผชิญกับวิกฤตทักษะ ตั้งแต่เกิดจนแก่ เด็กไทย 1 ใน 4 มีพัฒนาการที่ล่าช้าไม่สมวัย นักเรียน 2 ใน 3 คน ไม่สามารถนำความรู้จากห้องเรียนมาใช้งานได้จริง แรงงาน 3 ใน 4 ขาดทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐาน และผู้สูงอายุ 1 ใน 3 ต้องอยู่คนเดียวหรืออยู่กับคู่รักตามลำพัง ทำให้ความจำเป็นในทักษะการดูแลตัวเองนั้น สำคัญมากขึ้น

การที่จะรู้ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรให้ดูที่การลงทุนให้งบประมาณนั้นๆ ในการพัฒนา เท่าที่ดูในงบประมาณโครงการ 5,631 โครงการในงบประมาณปี 2568 นั้น ค้นพบว่ารัฐบาลจัดสรรงบสำหรับการศึกษา เรียนรู้ การยกระดับทักษะช่วงวัยอยู่ที่ 510,000 ล้านบาท กระจายไป 14 กระทรวง และช่วงวัยคือตั้งแต่เราเกิดจนเราแก่ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นทักษะพัฒนาในทั้งเด็ก และผู้สูงอายุก็จะเจอปัญหาเหมือนกัน 3 เรื่อง ดังนี้

Advertisement

1.งบเรียนรู้ที่ไม่เรียนรู้ เป็นการลงทุนงบไปกับชื่อ วัตถุประสงค์ที่ฟังดูดี แต่ถ้าไปดูไส้ในเป็นกิจกรรมที่ไม่น่าจะเป็นการส่งเสริมหรือยกระดับได้จริง 2.งบต่างคนต่างทำ เป็นลักษณะที่หน่วยงานภาครัฐทำงานซ้ำซ้อนกัน จนไม่รู้ว่าชื่อโครงการนั้นๆ เป็นหน่วยงานไหนกันแน่ที่รัฐผิดชอบ และ 3.งบคนเรียนไม่ได้เลือก คนเลือกไม่ได้เรียน เป็นการที่กระทรวงคิดแทนโรงเรียน เพราะเรามีทั้งกระทรวงที่คิดแทนโรงเรียนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีรัฐที่คิดแทนตลาดในการยกระดับทักษะแรงงาน ฉะนั้นการศึกษาเราจะตัดเสื้อให้เข้ากับเด็กแต่ละคนที่มีความชอบ ความถนัดไม่เหมือนกันไม่ได้เลย ตราบใดที่โรงเรียนหรือสถานศึกาษาที่มีความใกล้ชิดกับผู้เรียนยังไม่มีอำนาจในการตัดสินใจว่างบประมาณที่ใช้ในโรงเรียนของเขานั้นจะใช้ไปกับอะไร เพราะที่สังเกตเห็นคือเมื่อให้กับโรงเรียนก็จะเป็นการแบบ 5 ก้อน ซึ่งเป็นการสร้างข้อจำกัดของการใช้งบเป็นอย่างมาก

นายพริษฐ์กล่าวว่า หากเราอยากจัดงบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ เราปรับเล็กไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนใหญ่ และตนเรียกว่า ตัวเปลี่ยนเกมทั้ง 3 ตัว คือ ตัวเปลี่ยนเกมที่ 1 อัดฉีดงบนี้ให้ท้องถิ่นดูแลเด็ก 1,000 วันแรก เข้าใจว่าถ้าจะให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบนั้นก็เป็นไปได้ยาก แต่จะดีไหมถ้าให้ท้องถิ่นมาดูแลตรงนี้ ด้วยการปลดล็อกและสนับสนุนงบให้ท้องถิ่นสามารถมารับภารกิจดูแลเด็กในช่วง 1,000 วันแรกได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลาง และในเชิงงบประมาณจำเป็นต้องอัดฉีดอย่างน้อย 2 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนขยายวันเวลาเปิด เพื่อให้ศูนย์เด็กเล็กที่มีอยู่แล้วเปิดถึงเย็นได้ และขยายช่วงอายุเด็กที่ส่วนกลางสามารถอุดหนุนงบกับท้องถิ่นได้

โดยรวมเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีได้ด้วย ส่วนตัวเปลี่ยนเกมที่ 2 ในวัยเรียน คือการระเบิดงบประมาณการศึกษาขั้นพื้นฐานกระจายให้โรงเรียน ครู นักเรียน เราเชื่อว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงนัยสำคัญได้ หากเราแก้เรื่องประสิทธิภาพในการจัดสรรงบที่มีอยู่แล้ว และเพื่อให้งบถึงมือโรงเรียนจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบ คือ ในส่วนของเงินอุดหนุนการจัดการศึกษา กระทรวงควรเปลี่ยนวิธีการส่งงบไปที่โรงเรียนที่จากปัจจุบันที่แบ่งเป็น 5 ก้อน แยกออกจากกัน เป็นการส่งเป็นก้อนเดียวไม่ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ เพื่อให้โรงเรียนไปตัดสินใจเองว่าจะบริหารจัดการอย่างไร และในส่วนของงบลงทุน ที่ปีนี้อยู่ที่ 8 พันกว่าล้านบาท ตนเสนอว่ากระทรวงควรหยุดคิดแทนโรงเรียนว่าจะลงทุนด้านไหน โรงเรียนไหนที่พร้อม และมีความต้องการก็จัดสรรงบเป็นก้อน ให้โรงเรียนตัดสินใจกันเอง และเพื่อให้งบถึงมือคุณครู เสนอว่าต้องระเบิด โดยให้คูปองแล้วไปคิดเองว่า จะพัฒนาทักษะด้านไหนให้ตอบโจทย์ห้องเรียน และเพื่อให้ถึงมือโรงเรียนควรจะมีงบส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนบางโครงการ เพื่อแปลงเป็นคูปองเปิดโลกที่สามารถเลือกเองได้

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ตัวเปลี่ยนเกมที่ 3 ลงทุนในเมกะโปรเจ็กต์เพิ่มทักษะ โดยการเพิ่มจากปัจจุบันเป็น 5 หมื่นล้านบาท โดยจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการลงทุนจากเบี้ยหัวแตก เป็นการลงทุนแบบบาซูก้ารวมทรัพยากรออัดฉีด และดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำงานด้วยกัน และจากที่รัฐคิดแทนตลาดอุดหนุนให้ผู้เรียน เป็นผู้เรียนสามารถเลือกเองได้ ฉะนั้น ยืนยันว่ารัฐสามารถทำได้ และถ้าท่านกังวลว่าเราจะหางบบประมาณมาจากไหน ได้ยินว่าปีนี้มีโครงการที่น่าจะใช้งบประมาณมากกว่าที่ตนพูดถึง 10 เท่า ด้วยเหตุผลที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ตนหวังว่าถ้าจะขอใช้งบประมาณ 10% ของมูลค่าโครงการนั้น เพื่อมาใช้ในการยกระดับทักษะของคนทุกช่วงวัย หวังว่าจะไม่เป็นการขอที่มากจนเกินไป

“ผมคิดว่างบปี 68 สะท้อนเห็นชัดว่ารัฐบาลเศรษฐา ยังคงเลือกที่จะลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง ถนน อาคาร ในขณะที่มีสิ่งที่เพิ่มในปีนี้แปลกปลอมจากปีก่อนๆ คือการลงทุนแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต แต่ปัญหาเหมือนเดิมคือการลงทุนในการยกระดับทักษะของคนในประเทศ” นายพริษฐ์กล่าว