เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ ห้อง ร.103 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา ‘Direk Talk LookForward มองโลก มองไทย มองไปข้างหน้า’ โดยเมื่อเวลา 09.00 น. ศ.ดร.ดันแคน แมคคาร์โก ประธานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง สาธารณรัฐสิงคโปร์ ขึ้นปาฐกถาในหัวข้อ Contending Citizens: Alternative meanings of popular participation in Thailand
ศ.ดร.ดันแคน กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในแง่หนึ่งนี่เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะประชาชนสำคัญมาก แต่บางคนกล่าวว่า ในช่วง 2540 เป็นยุคสูงสุดของประชาธิปไตยไทย แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็จะบอกว่า ความคิดแบบนี้ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยที่เราต้องการทุกวันนี้ มันล้าสมัยมาก เหมือนกับว่าเป็นไอเดียของคนชั้นสูงที่ดูถูกประชาชนโดยทั่วไป จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งข้อเสียของความคิดนี้คือการที่ประชาชนต้องออกมามีส่วนร่วมเพราะไว้ใจนักการเมืองไม่ได้ ซึ่งประเด็นนี้ชัดเจนมากในการออกมาประท้วงรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดย กปปส. ที่ออกมาเป่านกหวีด และมีการต่อต้าน ขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นต้น
“ในแง่หนึ่งความคิดของกปปส.ก็เป็นไอเดียที่ดี คือเราต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุลนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ปัญหาก็คือเมื่อถึงจุดที่ว่า มีการต่อต้านการเลือกตั้ง และไม่ยอมรับความชอบธรรมของนักการเมืองหรือใครที่มาจากการเลือกตั้ง โดยก็อ้างว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะมองว่าใครมีคุณธรรม ใครไม่มีคุณธรรม” ศ.ดร.ดันแคน กล่าว
ศ.ดร.ดันแคน กล่าวต่อไปว่า สำหรับ ‘คนเสื้อแดง’ เป็นผู้ที่มีความรู้สึกว่าไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควรจากการเป็นคนไทยหรืออาจมีความรู้สึกว่าไม่ได้เป็นพลเมืองไทย 100% ในแง่ที่ว่ามีคนดูถูกดูแคลน อาจเป็นคนต่างจังหวัด คนที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก
“คนเสื้อแดงอาจมีความรู้สึกว่าคนไทย 100% คือคนชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมคนเสื้อแดงจึงออกมาประกาศตัวว่าเป็นไพร่ ความคิดนี้ ข้อดีก็คือมีการยกย่องชนกลุ่มน้อยและผู้ถูกกดขี่ แต่ปัญหาคือถ้าเราเน้นความสามัคคีอัตลักษณ์แบบนี้จะเกิดเอกภาพทางการเมืองได้ยาก ความหลากหลายอาจเป็นสิ่งที่ดีแต่ในแง่หนึ่งก็อาจนำมาสู่ความขัดแย้งได้เช่นกัน” ศ.ดร.ดันแคน กล่าว

ศ.ดร.ดันแคน กล่าวว่า ตนได้คุยกับใครต่อใครหลายหลายคน และพยายามที่จะหาทางออก คำนึงถึงอนาคต แต่อาจยังไม่มีคำตอบที่เราต้องการ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมี 3 ไอเดียมานำเสนอถึงความเป็น ‘พลเมืองไทยรูปแบบใหม่’ ในอนาคต ว่าเป็นอย่างไร ดังนี้
1.Digital citizen เป็นพลเมืองดิจิทัล ถ้าเรามีเทคโนโลยีที่ดี จะสามารถแก้ไขปัญหาบางอย่างได้ ยกตัวอย่าง แอพพลิเคชั่น Traffy Fondue (ทราฟฟี่ฟองดูว์) เราเห็นขยะ ที่ไม่ควรจะไปอยู่บนถนน จึงหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปส่งเรื่องให้กทม.มาจัดการ การทำแบบนี้เราจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นพลเมือง เนื่องจากทำงานร่วมกับภาครัฐและใครๆก็ทำได้ ซึ่งต่อไปอาจจะไม่ได้มีแค่เรื่องของการถ่ายรูปขยะ แต่อาจมีการใช้แอพอื่นๆในการทำงานร่วมกับภาครัฐเช่น การทำประชามติ ทำแบบสำรวจต่างๆ นี่เป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่จะทำให้บางคนที่คิดว่าเป็นพลเมืองได้มีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ข้อเสียระบบพวกนี้อาจจะมากับการตรวจตราที่เพิ่มอภิสิทธิ์ให้กับกลุ่มธุรกิจ
2.Gen Z citizen ตนขอใช้คำนี้เพราะยังคิดคำแปลที่เหมาะสมไม่ออก ในแง่หนึ่ง คือการขยายปรับแนวคิดเรื่องความเป็นพลเมืองตื่นรู้ ซึ่งในปี 2540 มีการใช้คำว่าราษฎร และกลับมาสู่การยกย่องสมัยนิยมของคณะราษฎร 2475 Gen Z มักจะพูดถึงการเป็นพลเมืองโลก เป็นคนที่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษซึ่งนำไปใช้หาข้อมูลออนไลน์ได้ ในแง่หนึ่งเป็นราษฎร อีกแง่หนึ่งเป็นพลเมืองโลก ถือเป็นการรวบรวมแนวคิดทั้งสอง กลายเป็น ‘พลเมืองใหม่’ ซึ่งข้อดีคือการมีมุมมองต่อสิ่งภายนอกด้วยแนวคิดแบบ ‘หัวก้าวหน้า’ ส่วนข้อเสียคือส่วนมากมักอยู่ในโลกออนไลน์ และหมกมุ่นอยู่กับกลุ่มของตัวเอง
3.Creative Citizen ถ้าสมมติว่าเราไม่ต้องยุ่งกับสิ่งเดิมๆ แล้วเราไม่รู้จะไปทางไหนดี ซึ่ง Creative Citizen บางคนก็สนใจการเมือง บางคนก็ไม่ ไอเดียนี้เหมือนเปลี่ยนโลกให้เป็นการแสดงตัว
“นี่คือ 3 ไอเดียที่อยากจะเสนอ แต่ยังมีอีกหลายไอเดียที่ยังไม่ได้พูดถึง ซึ่งทุกไอเดียที่กล่าวมาต่างอยู่ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน” ศ.ดร.ดันแคน กล่าว


