ผ่างบลงทุน9แสนล้าน
ความหวัง‘กระตุ้น-ฟื้น’ศก.ไทย?
หมายเหตุ – มุมมองนักวิชาการวิเคราะห์การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 วงเงินรวม 3.75 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะรัฐบาลจัดงบลงทุนกว่า 9 แสนล้านบาท จะสามารถช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้หรือไม่

ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่
ก ารประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 วงเงินรวม 3.75 ล้านล้านบาทวันแรก ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยฝ่ายค้านไม่ได้อภิปรายแบบดุเดือดเข้มข้นในเชิงลึกมากนัก อย่างน้อยเป็นการอภิปราย เพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณ และเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลเคยแถลงไว้ในรัฐสภาหรือไม่ เพื่อคัดค้าน ท้วงติง เสนอแนะให้รัฐบาลนำไปปรับปรุงแก้ไขและใช้งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์ต่อประเทศ หรือส่วนรวมมากที่สุด
กรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล จัดสรรงบประมาณปี’68 เพื่อการลงทุนวงเงินกว่า 900,000 ล้านบาทนั้น มองว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะงบดังกล่าว แบ่งเป็นงบประจำของกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งงบที่ใช้ชำระหนี้เงินกู้ของรัฐบาล รวมกว่า 80% เหลืองบลงทุนพัฒนาประเทศ ไม่เกิน 20% เท่านั้น หากเทียบกับอาเซียน บางประเทศมีงบลงทุน กว่า 30-40% ของงบทั้งหมด หรือสูงกว่าเกือบเท่าตัว ทำให้การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจดีกว่าไทย
นับตั้งแต่การรัฐประหารยึดอำนาจ ปี 2549 สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี หรือ 18 ปีที่ผ่านมา ประเทศยังไม่มีโครงการลงทุนใหม่ ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว ไม่มีการจ้างงานและกระจายรายได้มากนัก ส่วนใหญ่พึ่งภาคเกษตรและท่องเที่ยวเป็นหลักเพิ่งมาปัดฝุ่นโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีม่วง รถไฟฟ้าสายสีเขียว โครงการพัฒนาและขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 4 ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มในสมัยนายทักษิณยังเป็นนายกรัฐมนตรี หรือกว่า 20 ปีที่แล้ว ดังนั้นงบประมาณที่นายเศรษฐาเสนอในสภาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟู ต่อยอด และขยายโครงการในสมัยนายทักษิณ ที่ริเริ่มไว้เท่านั้น ยังไม่มีโครงการลงทุนใหม่ ที่เป็นรูปธรรมอย่างใด
ส่วนนโยบายแจกเงินดิจิทัล รายละ 10,000 บาทนั้น เป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นการลงทุน หรือใช้งบประมาณแบบไม่ยั่งยืน เหมือนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย ที่เชื่อมต่อไปยังลาวและจีนได้ เพื่อเชื่อมระบบรางขนส่งผู้โดยสาร สินค้า ลำเลียงผลผลิต และท่องเที่ยวได้ ดังนั้นรัฐบาลควรลงทุนการคมนาคมทางบก เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาวดีกว่า
ส่วนภาคเหนือ ต้องส่งเสริมและลงทุนสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ที่เชียงใหม่เพื่อเป็นศูนย์การบินระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหรือฮับ และเชื่อมการขนส่งทางบก หรือทางรถไฟกับจังหวัดใกล้เคียง เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ที่ผ่านมา มีการลงทุนสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า 7 รอบพระชนมพรรษา และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเท่านั้น ยังไม่มีโครงการพัฒนาและลงทุนใหม่เช่นกัน ขณะเดียวกัน ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้ทยอยถอนลงทุนและย้ายฐานการผลิตจากไทย ไปเพื่อนบ้านมากขึ้น อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ เนื่องจากเสถียรภาพการเมืองมั่นคง มีทักษะฝีมือ บางประเทศค่าจ้าง หรือค่าแรงน้อยกว่า ดังนั้นรัฐบาลต้องพัฒนาแรงงานทักษะฝีมืออย่างจริงจัง และพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ไปพร้อมกัน
ดังนั้น นายเศรษฐา ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องนำทีมเศรษฐกิจไปเชื่อมความสัมพันธ์กับนานาชาติ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในวงการทูตพาณิชย์เพื่อแสวงหาไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งการค้าลงทุน การศึกษา และท่องเที่ยว ที่สำคัญต้องเปิดตลาดใหม่ เพื่อการส่งออก พร้อมสร้างพัฒนาเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อเป็นผู้นำ และตอบสนองความต้องการ หรือตอบโจทย์แข่งขันในเวทีโลกได้ ซึ่งนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง
ประเมินภาพการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 วงเงินรวม 3.75 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 1 นั้น มองว่า การวางแผนใช้งบประมาณของรัฐบาล มีการเพิ่มตัวรายจ่ายเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถกระตุ้นขึ้นมาได้อีก ถือเป็นส่วนดีเพราะจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยที่ยังเติบโตช้ามากอยู่ในตอนนี้ จีดีพีไทยปี 2567 น่าจะขยายตัวได้ถึง 3% หากไม่มีดิจิทัลวอลเล็ตเข้ามาช่วย จีดีพีอาจจะขยายตัวเพียง 2% กว่าๆ เท่านั้น รวมถึงมีการให้ความสำคัญกับงบประมาณในการลงทุนเพิ่มเติม เพราะที่ผ่านมางบในการลงทุนมีการจัดตั้งไว้ค่อนข้างน้อย
สิ่งที่ต้องพึงระวังเป็นเรื่องงบประมาณตัวนี้ทำให้การขาดดุลงบประมาณสูงถึง 4.7% และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไปที่ 64% จากเดิมอยู่ประมาณ 62% แต่หากบวกลบกันแล้วพบว่า งบประมาณส่วนนี้สามารถกระตุ้นจีดีพีให้เติบโตได้มากขึ้น และแม้มีการเพิ่มหนี้สาธารณะให้สูงขึ้น แต่หากไม่เกินเพดานที่ตั้งไว้ 70% รวมถึงรัฐบาลสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล ตัวนี้จะสามารถลดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางศักยภาพการคลังและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นมาได้
การกระตุ้นเศรษฐกิจตามงบประมาณที่ตั้งไว้ อาทิ การตั้งงบเพื่อดำเนินโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต เป็นการกระตุ้นเพียงปีเดียวเท่านั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ การเพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผลของการใช้งบประมาณเชื่อมโยงกับเอกชน เพื่อให้การขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ ปีนี้จีดีพีโตได้ 3% ปี 2568 ต้องโตมากกว่าเดิม คือใช้ดิจิทัลวอลเล็ตผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตมากขึ้นต่อไปอีกหลายปี และสิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อให้การขยายตัวของเศรษฐกิจมีความยั่งยืนมากขึ้น
งบการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน อาทิ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรไทย ที่เป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาฯ พัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจไทยอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องจัดงบประมาณเพิ่มมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน อีกส่วนเป็นเรื่องการรีสกิลแรงงานในปัจจุบันให้เท่าทันเทคโนโลยีและทักษะใหม่มากขึ้น ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้เรียกว่ายังอยู่ค่อนข้างน้อย รวมถึงจะต้องจัดตั้งงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการวิจัย ที่มีค่อนข้างน้อยทั้งในอดีตที่ผ่านมา และในตอนนี้ด้วย ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
หากประเมินในภาพรวมมองว่า ตัวงบประมาณที่จัดตั้งไว้ในขณะนี้ ถือว่าสอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะอ่อนตัวลง แต่รัฐบาลต้องทำ 2 เรื่องคือ พยายามใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด รวมถึงร่วมมือกับภาคเอกชนในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น จะสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเอกชนที่มีมากกว่าเดิม เพราะเมื่อเชื่อมั่นก็จะยอมลงทุนเพิ่ม ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความเสี่ยงที่จะเกิดจากความกังวลในแง่เสถียรภาพทางการคลังได้
หากประเมินเฉพาะงบประมาณลงทุน 9 แสนล้านที่จัดตั้งไว้นับเป็นเม็ดเงินสูงสุดในรอบ 17 ปี ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมามีการจัดตั้งไว้ประมาณ 20% ของภาพรวม ซึ่งถือว่ายังเป็นเม็ดเงินที่น้อย หากเทียบกับประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว งบลงทุนจะตั้งไว้ประมาณ 35% ของภาพรวม ทำให้แม้รัฐบาลมีการจัดตั้งงบประมาณลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่ได้เพียงพอ เพราะงบลงทุนที่ดีควรจะอยู่ประมาณ 35% แต่กับการเปลี่ยนแปลงการจัดตั้งงบลงทุนที่เพิ่มขึ้นแบบนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว เพราะทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ตั้งงบลงทุนไว้ต่ำมาก โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องวางแผนต่อเนื่องคือ จะทำอย่างไรให้งบประมาณลงทุนที่ตั้งไว้เพิ่มขึ้นมานั้น ถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องกำหนดให้คุณภาพของโครงการมีคุณภาพสูงที่สุด เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในเศรษฐกิจ เป็นตัวคูณที่เพิ่มมากกว่าเดิม
เน้นย้ำว่า การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย จะต้องเร่งดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้เพื่อพัฒนาให้เห็นผลในระยะยาวต่อไป โดยสิ่งที่ต้องเพิ่มคือ ขีดความสามารถในเรื่องเทคโนโลยี หรือที่มีการพูดถึงเรื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการอัพสกิลและรีสกิลของบุคลากรในประเทศ โดยหากมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจ ทั้งด้านอุตสาหกรรมและบริการ อย่างภาคการท่องเที่ยว จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้

