‘เศรษฐา’ เซ็น ‘บิ๊กต่อ’ กลับตร.คุมทัพสีกากี ‘วิษณุ’ แถลงผลสอบข้อเท็จจริงชุด ‘ฉัตรชัย’ ไม่ชี้ใครผิด-ถูก

21.06.24 | 06:23 น.

‘เศรษฐา’ เซ็น ‘บิ๊กต่อ’ กลับตร.คุมทัพสีกากี ‘วิษณุ’ แถลงผลสอบข้อเท็จจริงชุด ‘ฉัตรชัย’ ไม่ชี้ใครผิด-ถูก ติง ‘บิ๊กต่าย’ สั่ง ‘บิ๊กโจ๊ก’ ออกราชการวันเดียว 3 คำสั่งข้ามขั้นตอนต้องแก้ไข

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี แถลงกรณีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีความขัดแย้งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่มีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ เป็นประธานตรวจสอบในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ว่า เกิดความขัดแย้งภายใน ตร. ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจหรือไม่แน่ใจ และไม่พอใจต่อเหตุการณ์ นายกฯได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อประมวลเรื่องราวจะได้แก้ไขต่อไปในอนาคต คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ตั้งอนุคณะกรรมการหลายชุดและสอบพยานหลายคนกว่า 50 คน รวมถึงสอบสวนคู่กรณี ใช้เวลา 4 เดือน ผลสอบไม่ชี้ว่าใครถูกหรือผิด

นายวิษณุกล่าวว่า สรุปผลการตรวจสอบ พบว่า 1.มีความขัดแย้งและความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้นใน ตร.จริง 2.เรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวพันพร้อมกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และทีมงาน 3.ต้องส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ บางเรื่องส่งหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตำรวจ อัยการ ศาล ว่าไปตามขั้นตอนปกติ 4.บางเรื่องเกี่ยวพันกับนอกกระบวนการยุติธรรม เช่น ป.ป.ช. ปปง. และดีเอสไอ ที่รับไปดำเนินการแล้ว ไม่มีตกค้างอยู่ที่ ตร. 5.ให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กลับไปปฏิบัติราชการในหน้าที่เดิม ส่วนคดีต่างๆ ให้ดำเนินการไปตามสายงาน

นายวิษณุกล่าวว่า 6.พบความยุ่งยากสับสนของการสอบสวน ทั้งความสับสนในอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาว่าจะเป็นของตำรวจ ป.ป.ช. ปปง. ป.ป.ท. หรือดีเอสไอ คณะกรรมการได้เสนอแนะให้กระทรวงยุติธรรมและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจเรื่องอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจนว่า หากเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีก จะอยู่ในอำนาจของใคร ควรจะเป็นคู่มือให้ผู้เกี่ยวข้องได้เก็บไว้ว่าทุกหน่วยคิดเห็นตรงกัน มิฉะนั้นจะมีปัญหาโยนกันไปมาว่าเป็นอำนาจของใคร เป็นบทเรียนที่จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

นายวิษณุกล่าวว่า กรณีผลการสอบ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เคยสั่งมาในอดีตตามมาตรา 132 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2505 แต่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่ 2565 เพิ่มไว้หนึ่งมาตราว่า ในกรณีที่การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนและไปกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของบุคคลนั้น การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนจะต้องทำโดยคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะโดยคณะกรรมการสอบสวน แต่เรื่องนี้เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2567 ได้ออกคำสั่งซ้ำคำสั่งติดต่อกัน คือคำสั่งเรียก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กลับ ตร. ตามด้วยคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนทันที จึงเป็นปัญหาและได้ส่งเรื่องนี้ไปหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาและมีมติ 10 ต่อ 0 เห็นเป็นเอกฉันท์ว่า กรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะต้องทำโดยคณะกรรมการสอบสวน ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าไม่ถูกต้องและชอบธรรม จึงให้แก้ไขให้ถูกต้อง เป็นอำนาจของ ตร.

Advertisement

นายวิษณุกล่าวว่า นายกฯขอให้ทั้งสองฝ่ายปรองดองในทางราชการ ส่วนตัวใครจะทำผิดให้ว่าไปตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่การซูเอี๋ย หรือมวยล้มต้มคนดู เพราะมีคดีปักหลังกันทุกคน แต่ให้ทำงานร่วมกันต่อจากนี้ ไม่เช่นนั้น ตร.จะไม่มีหัว

ต่อมาที่รัฐสภา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกฯ
เรื่องให้ข้าราชการตำรวจ (พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล) กลับไปปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เรียบร้อยแล้วและส่งไปแล้ว