หน้าแรก การเมือง ควันหลงอภิปรา...

ควันหลงอภิปรายงบประมาณ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

25.06.24 | 13:01 น.

ศึกอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมาในสัปดาห์ที่แล้วผ่านไปแล้ว

ผมคิดว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี่คือการอภิปรายงบประมาณที่น่าสนใจมากที่สุด

แม้ว่าอาจจะไม่ได้หวือหวาอะไรมากนัก

แต่ก็เป็นภาพที่ชัดเจนว่าถ้ารัฐบาลนี้ยังอยู่ในอำนาจ การอภิปรายเรื่องงบประมาณก็จะมีทิศทาง ท่วงที เช่นนี้แหละครับ

(แต่ถ้าก้าวไกลถูกยุบ พรรคใหม่คงมาทำหน้าที่แทนไป)

Advertisement

และการอภิปรายงบประมาณจะเป็นการต่อสู้กันระหว่าง เพื่อไทย กับ ก้าวไกล

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ก็หลบหลังเพื่อไทยสบายใจไป

ผมขอแทงสวนอีกประเด็นว่า อาจมีความเป็นไปได้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่หลายคนเชื่อว่าจะมีสีสรรค์ มากกว่าการอภิปรายงบประมาณอาจจะไม่จริง

เพราะว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีเงื่อนไขมากกว่า เช่น การอภิปรายจะลงมติหรือไม่
หรือจะอภิปรายทั้งคณะ หรืออภิปรายบางคนเท่านั้น

ที่ผ่านมาความสนใจเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจมีทั้งส่วนตัวอภิปรายไม่ไว้วางใจเองว่ามีการปะทะคารมแค่ไหน และในส่วนการเมืองหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าแต่ละพรรคจะมี
การลงคะแนนให้ รมต.แต่ละคนอย่างไร และมีการต่อรองการร่วมรัฐบาลจัดสรรตำแหน่งใหม่อย่างไร

แต่ในรอบนี้การอภิปรายงบประมาณผมคิดว่าน่าจะเป็นครั้งแรกที่การปะทะกันของสองพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดท้ายต้องมายืนคนละฝ่ายกัน แต่ก็น่าสนใจดีเพราะทางก้าวไกลนั้นคุมประเด็นใหญ่ได้ดี

แน่นอนว่าในมุมของเพื่อไทยอาจจะมองว่าไม่ค่อยแฟร์ในการตีประเด็นนี้

แต่ก็ถือว่าเป็นการต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกันดี

เพราะเพื่อไทยก็หวังว่าเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตจะเป็นเรือธงในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศ

(แต่สำหรับนายกฯเศรษฐา ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องหลักที่เขาอยากจะขาย เพราะยังมาไม่ถึง เขาน่าจะอยากนำเสนอผลงานที่เขาได้ไปต่างประเทศและดึงความสนใจที่จะลงทุนของต่างชาติมากกว่า)

และสำหรับก้าวไกล เมื่อมองเห็นว่าดิจิทัลวอลเล็ตนั้นจะเป็นเรือธงของเพื่อไทย และที่่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติสักที พร้อมทั้งมีอุปสรรคมากมาย ก็ย่อมจะเป็นเป้าใหญ่ที่จะพุ่งชน

แถมท้ายแอบหาเสียงไปซะเลยว่า ถ้าเป็นก้าวไกลจะบริหารเงินอย่างไร (ฮ่าๆ เขาไม่ได้ถาม และพรรคก็คอขึ้นเขียงจะถูกยุบหรือไม่ให้หวาดเสียวเล่นๆ)

การอภิปรายในรอบนี้จุดเด่นจึงเป็นเรื่องของการมีประเด็นหลักที่ชัดเจน

ส่วนจะมีประเด็นอื่นเข้ามาแค่ไหนก็ไม่ได้กลายเป็นประเด็นหลักเท่าไหร่

แต่ก็ยังคงเป็นคำถามให้ทางฝ่ายเพื่อไทยและรัฐบาลว่า ด้วยว่าต่างฝ่ายได้เวลาเท่ากันกับฝ่ายค้าน แต่ต้องแบ่งให้รัฐบาลชี้แจง และมี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลพูดด้วยนั้น จะต้องวางยุทธศาสตร์การสื่อสารให้ประชาชนมีความเข้าใจอย่างไร เพราะต้องคอยโต้แย้ง สนับสนุน และต้องให้รัฐบาลชี้แจงด้วย จะทำยังไงไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าออกมาเชียร์โต้งๆ หรือแก้เกมด้วยการประท้วงไปเรื่อยๆ

หรือไปโจมตีฝ่ายค้านแล้วสุดท้ายทัวร์ลงเสียเอง

ส่วนฝ่ายค้านเองก็มีหลายพรรค การประสานงานกันจะทำได้แค่ไหน จะเชื่อมร้อยทุกเรื่องเข้าด้วยกันได้อย่างไร

อย่าลืมว่าโลกสมัยนี้ไม่ใช่โลกที่คนเปิดถ่ายทอดการอภิปรายไปทั้งวันเพราะไม่มีอะไรดูอีกแล้ว เพราะเขามีคลิปสารพัดคลิปให้ดู

แม้กระทั่งสื่อที่ถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายค้านเอง ก็ยังออกมายอมรับว่าวันที่สองนั้นกร่อยไปหน่อย เว้นแต่คู่ของคุณวิโรจน์กับคุณสุทิน ซึ่งเอาเข้าจริงก็ต้องชื่นชมว่าในวันนั้นคุณสุทินสร้างมิติใหม่ในการอภิปรายด้วยความสุขุม ใจเย็น และไม่กลายเป็นดราม่าต่อ

โดยสรุปเราจะเห็นว่าการต่อสู้กันของทั้งสองพรรคที่เคยสู้กับระบอบประยุทธ์มาก่อน เมื่อวันที่ต่างอยู่คนละฝ่ายแล้วก็จะต้องสู้กันอย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของความเก๋าเกมประเภทที่ฉันไม่บอกใครว่าจะพูดว่าอะไร แต่จะมาอภิปรายยาวๆ

ดังนั้น ทีมยุทธศาสตร์สื่อสารของแต่ละฝ่ายจึงสำคัญ

และจะสำคัญไปถึงหลังจากที่อภิปรายงบประมาณจบไปแล้ว

จากเดิมที่เรามองว่าการเมืองเป็นเรื่องในรัฐสภา ไม่เช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่ออกไปที่ถนนเลย

วันนี้เราเห็นแล้วว่า การเมืองในรัฐสภาเองก็ต้องมียุทธศาสตร์ในการสื่อสารที่ชัดเจน และไม่ใช่เรื่องสภากับถนนเท่านั้น

แต่เป็นสภากับโลกออนไลน์มากกว่า (อย่างน้อยในช่วงนี้)

เขียนเช่นนี้เพื่อจะย้ำว่าการเมืองและการสื่อสารทางการเมืองเปลี่ยนไป อย่างในยุคนึงการเมืองไม่ใช่เรื่องที่พูดกันทุกวัน หรือพูดกันก็เต็มที่แค่ในหนังสือพิมพ์พร้อมกับคอลัมนิสต์ที่เน้นไปเรื่องของการวิเคราะห์เกมการเมือง

ต่อมาการเมืองขยายไปสู่หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ มีนักวิชาการมาเขียนคอลัมน์ด้วยศัพท์แสงและการวิเคราะห์ที่กว้างไกลมากขึ้น พูดถึงปัญหาระดับโครงสร้างมากขึ้น พูดถึงทุกเรื่องนั้นเชื่อมโยงกันมากขึ้น

บางช่วงการเมืองขยายสู่ท้องถนนในการชุมนุมที่ยืนระยะสั้นยาว

มาถึงการลงไปในรายการช่องดาวเทียม และวิทยุชุมชน พร้อมๆ กับการขยายตัวของโลกออนไลน์จนถึงวันนี้ที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยน

ช่องทีวีทั้งออนไลน์และออฟไลน์เต็มไปด้วยรายการวิเคราะห์การเมือง มีนักวิเคราะห์เวียนหน้าเวียนตาไปในหลายช่อง

บางคนวิเคราะห์ไม่ถูกสักเรื่องแต่คนก็มองว่าการวิเคราะห์ไม่ถูกอาจเป็นการตีปลาหน้าไซ

หรือต่อให้พูดไม่ถูก แต่พูดถูกใจคนชมคนฟังมันก็สะท้อนความรู้สึกบางอย่างที่ผู้คนอยากเห็นอยากฟัง

การพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ กลายเป็นเรื่องของความฝันของผู้คนที่หล่อเลี้ยงความหวังของพวกเขา หรือคิดไปในลักษณะที่บางคนไม่ชิน หรือเชื่อว่ามันจะต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้เท่านั้น

กลับมาประเด็นสุดท้ายของการอภิปรายงบประมาณ ผมกลับรู้สึกว่าถ้าเราเริ่มชินกับการอภิปรายงบประมาณเช่นนี้ เราก็อาจจะมีความเชื่อที่ว่า รัฐบาลและฝ่ายค้านต่างทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ ส่วน ส.ส.ทั้งสองฝ่ายที่อภิปรายห่วยแตก ก็ต้องรับผิดชอบตัวเองไปแล้วกัน

แต่ทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็คือ เรากำลังก้าวเข้าสู่มหกรรมการสื่อสารทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายมากขึ้น และภายใต้แรงกดดันทางการเมืองทั้งเรื่องคุณทักษิณจะเจออะไรบ้างกับกรณีคดีที่โดน การพิจารณาการดำรงตำแหน่งของคุณเศรษฐา การยุบหรือไม่ยุบพรรคก้าวไกล และเรื่องของผลว่าใครจะมาเป็น ส.ว.บ้าง

เราก็คงจะได้เห็นการต่อสู้ในยุทธศาสตร์การสื่อสารของทั้งสองฝ่ายมากขึ้น

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลก็คงหลบอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งเหล่านี้ต่อไปครับผม

และหลายเรื่องก็คงเป็นเรื่องที่ไม่พูดก็เหมือนได้พูดอยู่แล้วว่าไม่พูดนั่นแหละครับ