ปฏิกิริยาต่อการที่ พรรคก้าวไกล ประกาศไม่ยอมรับตำแหน่งใดเป็นพิเศษใน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2568 น่าศึกษา น่าวิเคราะห์
เนื่องจากไปไกลถึงขนาดเกิด fake news เสมือนว่าเท่ากับเป็นการปฏิเสธการร่วมเป็น “กรรมาธิการ”
บทสรุปเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย ว่างเปล่า ตรงกันข้าม มาจากบุคคลระดับ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และเคยเป็นรัฐมนตรีตำแหน่งสำคัญมาก่อน
“น่าเสียดาย เพราะหากพรรคก้าวไกลเห็นว่าการจัดงบประมาณตรงใดไม่เหมาะสมก็สามารถคัดค้านหรือให้คำแนะนำได้ แต่การไม่เข้าร่วมสังฆกรรมจึงเป็นการสร้างฉากการเมือง”
ในฐานะ “นักการเมืองไม่ควรทำตัวเป็นเด็กน้อย เอาแต่ใจตัวเอง เอะอะโวยวาย ร้องงอแง ตีอกชกตัวจะเอาให้ได้ ทั้งๆ ที่การพิจารณางบประมาณเป็นเรื่องของชาติ”
ในความเป็นจริง พรรคก้าวไกล เป็นอย่างที่หลายระดับภายใน พรรคเพื่อไทย คิดเองเออเองกระทั่งสร้าง fake news จริงหรือ
คำตอบจากพรรคก้าวไกลอย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอ
ต้องยอมรับว่า ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2568 พรรคก้าวไกลได้สร้างปรากฏการณ์เล็กๆ แต่สั่นสะเทือนในทางการเมืองจริง
ลำพังการเสนอชื่อ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ เป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลก็สร้างความตื่นตะลึงอย่างยิ่งแล้ว
ขณะเดียวกัน พรรคก้าวไกลยังแสดงออกอย่างเป็นทางการ และอย่างเป็นที่ปรากฏว่าจะเข้าเป็นกรรมาธิการโดยไม่รับตำแหน่งอื่นใด ไม่ว่ารองประธาน ไม่ว่าโฆษก ไม่ว่าเลขานุการ
แม้ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเคยเข้าสู่กระบวนการอย่างที่เคยทำกันมา แต่เมื่อเข้าสู่ปีงบประมาณ 2566 ก็ได้เริ่มปฏิเสธ ยืนยันจะทำหน้าที่ “กรรมาธิการ” อย่างเดียว
ท่าทีของพรรคก้าวไกลในการเชิญ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ที่ถือว่าเป็น “คนนอก” ก็ก่อความหงุดหงิดเป็นอย่างสูงอยู่แล้ว
การยืนยันไม่รับ “ตำแหน่ง” ในคณะกรรมาธิการยิ่งท้าทาย
น่าเชื่อว่า ความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของพรรคก้าวไกลมิได้มีแต่เพียงพรรคเพื่อไทยเท่านั้น หากเป็นบรรยากาศโดยรวม
การปฏิเสธ “ตำแหน่ง” เท่ากับเป็นการทะลวง “แก่นแกน”
กระทบต่อสถานะแห่ง 18 รองประธาน 9 โฆษก และ 8 เลขานุการ อันเคยเป็นหน้าตา ศักดิ์ศรี กระทั่งมีการเบียดขับและแย่งชิงกันอย่างลึกซึ้งในแต่ละปี
การถอยออกมาของพรรคก้าวไกลไม่เพียงเป็นการปฏิเสธ หากแต่ยังเป็นการท้าทายอย่างชนิดตีกลางแสกหน้า

