หน้าแรก การเมือง พิชาย วิเคราะ...

พิชาย วิเคราะห์ ‘เครือข่ายสายน้ำเงิน’ พรึบนั่ง ส.ว. จวกระบบล้มเหลว สกัดฮั้วไม่ได้

28.06.24 | 15:41 น.

พิชาย วิเคราะห์ ‘เครือข่ายสายน้ำเงิน’ พรึบนั่ง ส.ว. จวกระบบล้มเหลว สกัดฮั้วไม่ได้

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน เวลา 09.00 น. ที่ห้อง 322 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ร่วมกับ เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (We Watch) และคณะนิติศาสตร์ มธ. จัดเวที ‘ทางข้างหน้า? จากสิ่งที่เห็น’

โดยในช่วงเสวนาหัวข้อ ‘เลือก ส.ว. จะได้ประกาศผลหรือไม่ ปัญหาการฮั้ว กกต. จะสอยอย่างไร’ มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย กล่าวว่า จากการสังเกตการณ์ เลือก ส.ว. ในทั้ง 3 ครั้งนี้ ประเด็นแรก พบว่า ระบบการเลือก ส.ว. ซึ่งออกแบบโดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ มีวัตถุประสงค์อยู่หลักๆ คือ 1. ป้องกันการฮั้ว 2. ต้องการ ส.ว. ที่เป็นกลุ่มอาชีพไปสะท้อนปัญหา แต่ผลปรากฎชัดว่า ระบบนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถป้องกันการฮั้วได้แต่อย่างใด ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ มีการจัดตั้งของเครือข่ายนักการเมืองผู้มีอิทธิพล ที่มีอำนาจและเงินตรา การฮั้วที่ได้เห็นนี้ มีทั้งระดับจังหวัด ที่เป็นปัจเจกบุคคลในจังหวัดนั้นๆ ต่อไปนี้จะเรียกเล่นๆ ว่า ‘เครือข่ายสายน้ำเงิน’

รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย กล่าวต่อไปว่า ในประเด็นที่ 2 ส.ว. ที่ได้รับเลือกมาจำนวนมาก ชัดเจนว่าไม่ได้เป็นตัวแทนอาชีพอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างคนขับรถของอดีตนักการเมืองคนหนึ่ง มีอาชีพเป็นนักฟุตบอล ซึ่งไม่เป็นความจริง ช่างตัดเย็บไปเป็นสื่อมวลชนบ้าง
ถือเป็นการดูถูกประชาชนในเครือข่ายอย่างร้ายแรง เขาคงเห็นประชาชนไทยที่มองอยู่ไม่สนใจ แต่เป็นข้อผิดพลาดของเขาเอง ซึ่งเป็นการกระทำอย่างเหิมเกริมมากในการจัดตั้งครั้งนี้

Advertisement

“ผมคิดว่าเครือข่ายสายน้ำเงิน อาจมีความสัมพันธ์ทางอำนาจของกลุ่มบางกลุ่มที่อยู่ในสังคมไทย ซึ่งการที่เขามีความมั่นใจว่ามีความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจบางกลุ่มที่ทรงอิทธิพลของสังคมไทย ทำให้ กกต. ก็ไม่กล้าที่จะทำอะไร หรือตรวจสอบอะไรกับคนกลุ่มนี้ได้ เราคงคาดหวังยากว่าในอนาคต กกต. จะสามารถดำเนินการสอบ ส.ว. เครือข่ายนี้ ออกจาก ส.ว. ได้ เหมือนกับ กกต. ไม่สามารถทำอะไรกับ ส.ส. ที่อยู่ภายใต้สังกัดเครือข่ายนี้ ทั้งๆที่มีข้อร้องเรียนมากที่สุด ฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า อิทธิพลทางการเมืองของเครือข่ายนี้ ค่อนข้างมีมากในสังคมไทย
ส.ว. บางจังหวัดที่ได้จำนวนมากคือจังหวัดที่ ส.ส. พรรคภูมิใจไทยอยู่ หากเราวิเคราะห์เชิงสถิติ และหาค่าต่างๆ ทางความสัมพันธ์ มันคงมีค่าสารสัมพันธ์สูงแน่ ระหว่างจังหวัดที่มี ส.ส. พรรคการเมืองเด่น กับจำนวนผู้สมัครที่ได้รับเลือกเป็น ส.ว. มีความสัมพันธ์เชิง บวก ชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่า เครือข่ายสายน้ำเงินมีเครือข่ายที่มีศักยภาพสูงมาก ในการขับเคลื่อนระบบการจัดตั้ง ครั้งนี้เขาอาจมีทรัพยากรมาก มีกลุ่มอำนาจบางกลุ่มในสังคมไทย

อีกด้านหนึ่ง เราเห็นได้ว่า การเลือก ส.ว. ครั้ง เราเห็นถึงความแพ้อย่างย่อยยับ ของเครือข่ายสีแดง สะท้อนว่า สภาพของการจัดตั้งเครือข่ายสีแดงอ่อนแอลงจากเดิมมาก เป็นการบ่งชี้ว่า บารมีทางการเมืองตกต่ำลงเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน
การพ่ายแพ้ของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมตรี เป็นตัวบ่งชี้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น การที่เครือข่ายสายสีแดง ที่มีการประเมินว่า น่าจะเป็นเครือข่ายหลักน่าจะคุมเสียงสภาได้ แต่กลับไม่ใช่แล้ว กลุ่มอำนาจที่เล่นอยู่ข้างหลังอาจจะไม่ไว้วางใจเครือข่ายสีแดง และไม่ส่งให้เครือข่ายสีแดงยึดคุมทั้งสภาล่าง และสภาบน ก็เลยหนุนเสริมให้เครือข่ายสายน้ำเงินดำเนินการอย่างเข้มข้น เพื่อยึดคุมสภาบนให้ได้ และจะเป็นสภาที่ค่อยรักษาผลประโยชน์และสถานะของกลุ่มอำนาจเดิมเอาไว้ ท่ามกลางความท้าทายพลังใหม่ๆ ในสังคมในขณะนี้

เครือข่ายสายน้ำเงินเขาเป็นอุดมการณ์อนุรักษนิยม ในเชิงอุปถัมภ์อย่างชัดเจน เมื่อเข้ามีเสียงข้างากในสภา อย่างน้อย 100 เสียงขึ้นไป ก็หมายความว่า วุฒิสภา ชุดนี้ถูกครอบง้ำ ด้วยอนุรักษ์นิยมเชิงอุปถัมภ์เป็นหลัก แต่ว่ามันมีความเข้มข้นน้อยกว่าอนุรักษ์นิยมเชิงจารีตของ ส.ว. ชุดปัจจุบันที่กำลังหมดอายุ กลุ่มคนที่มีลักษณะอนุรักษนิยมอุปถัมภ์ อาจมีความสามารถในการปรับเปลี่ยน ในเชิงทัศนคติที่สูงกว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมเชิงจารีต อาจเป็นจุดหวังเล็กๆ ว่า ในอนาคตคนนกลุ่มนี้ อาจปรับเปลี่ยนจุดยืนได้บ้าง และอาจมีศักยภาพที่จะเป็นกลุ่มพันธมิตรกับกล่มเสรีประชาธิปไตยที่มีอยู่น้อยนิดในสภาบนในขณะนี้ แต่ดีกว่าไม่มีเลย” รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย กล่าวอีกว่า เราจะอนุมานภูมิทัศน์ทางการเมือง จากการเลือกตั้ง ส.ว. ครั้งนี้ไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2570 ภูมิทัศน์การเมือง จะจำแนกตามกระบวนการ กลุ่มแรกเป็นเครือข่ายสีแดง ในมุมมองตน เป็นประชานิยมฝ่ายขวา และการเลือก ส.ว. ครั้งนี้ เขาแพ้ในสนามการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งการแพ้ครั้งนี้ ที่กล่าวมาข้างต้น คือศักยภาพในการจัดตั้งขอบเครือข่ายนี้อ่อนแอลงมาก ในขณะเดียวกัน ในการเลือก ส.ส. เมื่อปีที่แล้ว ในสนามนโยบายและวิสัยทัศน์ ก็อ่อนแอลงเหมือนกัน จนแพ้ให้ฝ่ายเสรีปะชาธิปไตย

“จุดแข็งในอดีตที่เขาผงาดในสังคมไทย ปัจจุบันกลายเป็นจุดอ่อนไปหมดแล้ว การที่จะฝืนก็ค่อนข้างยากลำบาก คือในแง่ของการจัดตั้ง เขาสู้กลุ่มอนุรักษ์นิยมเชิงอุปถัมภ์ของฝ่ายสีน้ำเงินไม่ได้ในพื้นที่ แม้กระทั้งการเลือกตั้ง ส.ว. การเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2566 เครือข่ายสายน้ำเงินสูงกว่าสายสีแดงมาก”รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย กล่าวต่ออีกว่า พลังที่ 3 คือกลุ่มเสรีประชาธิปไตย ซึ่งตอนนี้เป็นฝ่ายค้านเสียงข้างมากที่สุดในสภา เครือข่ายนี้ประชาชนหนุนหลังมากที่สุด เพราะประชาชนต้องการ การเปลี่ยนแลงของโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

และแนวโน้วในการสนับสนุนของประชาชนมากขึ้นด้วย และการเลือก ส.ว. ในครั้งนี้ยิ่งเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งที่ทำให้ประชาชนได้เห็น ถึงสภาพที่เป็นอยู่ไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นปราถนา และนำไปสู่การเลือกตั้งปี 2570 ในอนาคต

“ผมขอเตือนเครือข่ายสายน้ำเงินว่า ถึงแม้ว่าคุณจะคุมเสียงข้างมากก็จริง แต่หากทำอะไรตามอำเภอใจมากจนเกินไป ประชาชนคงไม่ยอม และผมให้กำลังใจ 20 กว่าคน พวกคุณยังมีประชาชนอีก 20 ล้านคน ค่อยหนุนคุณอยู่ ที่ค่อยหัวหอกในการเปลี่ยนแปลงการเมืองในสภาบน ถึงแม้ว่าจำนวนจะไม่มากในขณะนี้ แต่ว่าการทำงานที่อยู่บนหลังพิงของประชาชนผมคิดว่า มันจะมีพลังมากกว่า 20 คน พลังที่มองไม่เห็นจากประชาชนจะเข้าไปช่วย ก็เป็นภาระหนักที่แบกความหวังของประชาชนเอาไว้” รองศาสตราจารย์ ดร.พิชายทิ้งท้าย