09.00 INDEX บทบาท การกำกับ ควบคุม ภายใน 200 สมาชิกวุฒิสภา
การได้รับเลือกของ ส.ว. “สายน้ำเงิน” เป็นจำนวนมากกว่า 100 ยึดพื้นที่ 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” ได้กว่าร้อยละ 60 กำลังเป็นคำถามใหญ่ในทางการเมือง
นั่นก็คือ มีความแตกต่างระหว่าง 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” กับ 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า”หรือไม่
หากมองผ่านบทบาทของพรรคการเมือง “สายน้ำเงิน “ที่อยู่ในปีกเดียวกันกับฝ่ายที่ยึดครองอำนาจบนพื้นฐานแห่ง “รัฐประหาร” ก็อาจไม่เห็นความแตกต่างมากนัก
กระนั้นหากมองจากฐานที่มาและมององค์ประกอบใหม่ภายใน 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” ก็จะเห็นได้ในความต่างอันสะท้อนลักษณะก้าวหน้ายิ่งขึ้นในทางการเมือง
ภายใน 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” เด่นชัดยิ่งว่าเป็นการดำรงอยู่ภายใต้โครงสร้างแห่งระบอบอันมาจาก “รัฐประหาร” อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” ไม่เป็นเช่นนั้น
อย่างน้อยก็ยังมีคนอย่าง นางอังคณา ลีละไพจิตร ยังมีคนอย่าง น.ส.นันทนา นันทวโรภาส และยังมีคนอย่าง นายประภาส ปิ่นตบแต่ง แม้จะไม่มากนักแต่นี่คือองค์ประกอบ “ใหม่”
เป็นองค์ประกอบใหม่ที่สาย “สีน้ำเงิน” จำเป็นต้อง “ใส่ใจ”
ด่านสำคัญสำหรับบทบาทและความหมายของ 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” จึงมิได้อยู่ที่การเปรียบเทียบบทบาทและความหมายกับ 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” เท่านั้น
หากแต่ยังจะวัดถึงทิศทางและแนวโน้มต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าจะดำเนินไปอย่างไร
ยิ่งกว่านั้น ยังอยู่ที่กระบวนการเลือก “องค์กรอิสระ”
ความแตกต่างเป็นอย่างมากยังอยู่ที่ 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” คำนึงถึงความต้องการของคสช.อย่างเป็นด้านหลัก ขณะที่ 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” ยังต้องคำนึงถึงกระแสสังคม
ถึงอย่างไรรากฐานที่มาของ 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” อาจเป็น “การเลือก” มิได้เป็น “การเลือกตั้ง” แต่ในที่สุดก็มิอาจปฏิเสธบทบาทและความหมายอันจะมีแรงสะเทือนจาก “การเลือกตั้ง”
อย่างน้อยที่สุดพรรคการเมืองอันเป็นแหล่งกำเนิดให้กับสมาชิกวุฒิสภา “สายสีน้ำเงิน” ก็ต้องอยู่กับการเลือกของประชาชน
การต่อสู้ระหว่างพลังการเมืองอันมีพื้นฐานอยู่กับประชาชนอยู่กับการเลือกตั้งจึงแตกต่างไปจากการต่อสู้กับพลังแห่ง “อำนาจนิยม”
เพราะว่า “อำนาจนิยม” อยู่เหนือ “การเลือกตั้ง”
ภายในกระบวน “การเลือก” แม้จะแฝงกลิ่นอายของการใช้อิทธิพลผ่านนิยามทางการเมืองอย่างที่เรียกว่า “กระสุน” แต่ก็มิอาจหลุดรอดไปจากการกดดันจาก “กระแส” ในทางการเมืองไปได้
บทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์ บทบาทในการเรียกร้องและรุกไล่ในแต่ละประเด็นจึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง

