09.00 INDEX ​​​บทบาท การกำกับ ควบคุม ภายใน 200 สมาชิกวุฒิสภา

30.06.24 | 08:26 น.

09.00 INDEX บทบาท การกำกับ ควบคุม ภายใน 200 สมาชิกวุฒิสภา

การได้รับเลือกของ ส.ว. “สายน้ำเงิน” เป็นจำนวนมากกว่า 100 ยึดพื้นที่ 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” ได้กว่าร้อยละ 60 กำลังเป็นคำถามใหญ่ในทางการเมือง

​นั่นก็คือ มีความแตกต่างระหว่าง 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” กับ 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า”หรือไม่

​หากมองผ่านบทบาทของพรรคการเมือง “สายน้ำเงิน “ที่อยู่ในปีกเดียวกันกับฝ่ายที่ยึดครองอำนาจบนพื้นฐานแห่ง “รัฐประหาร” ก็อาจไม่เห็นความแตกต่างมากนัก

​กระนั้นหากมองจากฐานที่มาและมององค์ประกอบใหม่ภายใน 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” ก็จะเห็นได้ในความต่างอันสะท้อนลักษณะก้าวหน้ายิ่งขึ้นในทางการเมือง

Advertisement

​ภายใน 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” เด่นชัดยิ่งว่าเป็นการดำรงอยู่ภายใต้โครงสร้างแห่งระบอบอันมาจาก “รัฐประหาร” อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” ไม่เป็นเช่นนั้น

​อย่างน้อยก็ยังมีคนอย่าง นางอังคณา ลีละไพจิตร ยังมีคนอย่าง น.ส.นันทนา นันทวโรภาส และยังมีคนอย่าง นายประภาส ปิ่นตบแต่ง แม้จะไม่มากนักแต่นี่คือองค์ประกอบ “ใหม่”

​เป็นองค์ประกอบใหม่ที่สาย “สีน้ำเงิน” จำเป็นต้อง “ใส่ใจ”

ด่านสำคัญสำหรับบทบาทและความหมายของ 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” จึงมิได้อยู่ที่การเปรียบเทียบบทบาทและความหมายกับ 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” เท่านั้น

​หากแต่ยังจะวัดถึงทิศทางและแนวโน้มต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าจะดำเนินไปอย่างไร

​ยิ่งกว่านั้น ยังอยู่ที่กระบวนการเลือก “องค์กรอิสระ”

​ความแตกต่างเป็นอย่างมากยังอยู่ที่ 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” คำนึงถึงความต้องการของคสช.อย่างเป็นด้านหลัก ขณะที่ 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” ยังต้องคำนึงถึงกระแสสังคม

​ถึงอย่างไรรากฐานที่มาของ 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” อาจเป็น “การเลือก” มิได้เป็น “การเลือกตั้ง” แต่ในที่สุดก็มิอาจปฏิเสธบทบาทและความหมายอันจะมีแรงสะเทือนจาก “การเลือกตั้ง”

​อย่างน้อยที่สุดพรรคการเมืองอันเป็นแหล่งกำเนิดให้กับสมาชิกวุฒิสภา “สายสีน้ำเงิน” ก็ต้องอยู่กับการเลือกของประชาชน

การต่อสู้ระหว่างพลังการเมืองอันมีพื้นฐานอยู่กับประชาชนอยู่กับการเลือกตั้งจึงแตกต่างไปจากการต่อสู้กับพลังแห่ง “อำนาจนิยม”

​เพราะว่า “อำนาจนิยม” อยู่เหนือ “การเลือกตั้ง”

​ภายในกระบวน “การเลือก” แม้จะแฝงกลิ่นอายของการใช้อิทธิพลผ่านนิยามทางการเมืองอย่างที่เรียกว่า “กระสุน” แต่ก็มิอาจหลุดรอดไปจากการกดดันจาก “กระแส” ในทางการเมืองไปได้

​บทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์ บทบาทในการเรียกร้องและรุกไล่ในแต่ละประเด็นจึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง