หน้าแรก การเมือง พิธา ประเมินฉ...

พิธา ประเมินฉากทัศน์ คดียุบก้าวไกล ชี้กกต.ตีความแยกมาตรา 92-93 ทำเกิดสองมาตรฐาน

30.06.24 | 12:55 น.

‘พิธา’ มองยังไปไกลอีกเยอะ หาก ‘ก้าวไกล’ รอดถูกยุบ จะฟ้องกลับ ‘กกต.’ มองตีความแยกมาตรา 92, 93 ทำให้เกิดสองมาตรฐาน มั่นใจ ปม 44 ส.ส. ยื่นแก้ ม.112 ชี้ มีเจตนาดีกับระบอบประชาธิปไตย-อธิบายได้ ต้องให้โอกาสในการพิสูจน์ เหตุคดีก็ยังไม่ถึงที่สิ้นสุด

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีราบชื่อ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าพรรคก้าวไกล ไม่ได้กระทำตามข้อกล่าวหา จะมีการฟ้องร้องกลับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือไม่ ว่า ตนคิดว่ายังคงไกลไปเยอะที่จะคิดเรื่องนั้น เรื่องที่เราอยากจะขอย้ำและขอยืนยันว่า คำร้องของ กกต.นั้นชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีส่วนร่วม ไม่มีการถ่วงดุลและผิดขั้นตอนของทาง กกต.เอง ไม่ควรที่จะให้ตีความแบบ กกต.ว่าแยกมาตรา 92 กับ 93 กรณีนั้นทำให้เกิดสองมาตรฐาน บางพรรคถ้ากรณีที่ใช้ดุลยพินิจแล้วเกิดแยกขึ้นมา ตนยืนยันว่าไม่ได้กล่าวหา กกต.โดยตรง แต่โดยหลักการถ้ามีสองมาตรฐานแบบนี้ได้ ถ้า กกต.อยากจะยุบพรรคไหนเป็นพิเศษก็ส่งขึ้นทางด่วนใช้มาตรา 92 อย่างเดียว ถ้าพรรคไหนไม่อยากยุบเร็วอยากจะประวิงเวลาให้ก็ส่งไปทางธรรมดาใช้มาตรา 93 เข้ามาช่วย ตนมองว่า กกต.จะเลือกใช้แบบนี้ไม่ได้ทำให้เกิดสองมาตรฐานในประเทศไทย

“และไม่สามารถจะบอกว่าคดีนั้นจบถือว่าเอาคดีนั้นมาผูกพันกับคดีนี้ถือว่าเป็นหลักฐานนั้นเชื่อได้ว่าอันดุลพินิจล้วนๆ และเรื่องที่กฎหมายรุนแรงขนาดนี้ไม่สามารถที่จะใช้ดุลยพินิจโดยที่ไม่มีการถ่วงดุลได้ ต้องโฟกัสที่ตรงนี้ก่อน”

ส่วนกระบวนการชี้แจงอาจจะย้อนกลับไม่ได้แล้วพรรคก้าวไกลประเมินฉากทัศน์หลังจากนี้อย่างไร นายพิธาระบุว่า ก็มีหลายฉากทัศน์ ฉากทัศน์หนึ่งที่วันนี้เรานำเสนอโดยการเทียบเคียงคดี 15/53 ของพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นฉากทัศน์หนึ่งที่ศาลได้ยกคำร้องในคดีนั้น เพราะว่านายทะเบียนพรรคไม่ได้เสนอความเห็นก่อนถือว่าทำข้ามตามขั้นตอน ก็มีการยกคำร้องนั้นและก็ไม่ได้พิจารณาเรื่องอื่นอีก อันนี้ก็เป็นฉากทัศน์หนึ่ง หรืออีกฉากทัศน์หนึ่ง เดินหน้าต่อแล้วให้มีการไต่สวนแต่ตนคิดว่าถ้าดูตามการเทียบคดีของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 53 กับของเราก็จะเห็นว่ามันยิ่งต้องเป็นเช่นนั้นที่ต้องยกคำร้อง เพราะในคดีนั้นของ กกต.ตอนที่เป็นประธานแต่ตอนนี้เป็นนายทะเบียนพรรคเป็นเลขา กกต. ถ้าดูด้วยข้อกฎหมายตนมองว่าเป็นข้อผิดพลาดที่ทำให้เป็นผู้เสียหาย ทำให้ตนเป็นผู้เสียโอกาสในการชี้แจงในกระบวนการสำคัญที่ กกต.ร่างขึ้นมาเองในปี 66 ทำให้เราต้องเปรียบเทียบกับคดีอื่นๆ อย่างไทยรักษาชาติ ที่เกิดขึ้นก่อน ปี 66 ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย ตนพูดในเรื่องของกระบวนการไม่ใช่ในแง่ของผลลัพธ์

เมื่อถามว่ามองเรื่องของการรับรู้ของศาลมองเป็นการฟอกขาวให้ กกต.หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ตนไม่อาจก้าวล่วงไปที่ทางศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่สามารถก้าวล่วงไปในมุมของ กกต.ได้ ในขณะเดียวกันตนก็ทราบว่าศาลถามอะไรไปที่ กกต.ก็ทราบคำตอบ ตนตั้งใจที่จะแถลงข่าวอย่างตรงไปตรงมาและยึดที่ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายของฝั่งตน ไม่อาจไปก้าวล่วงไปที่ผู้ร้อง เน้นที่ฝั่งของตัวเองที่ถูกกระทบหรือถูกกระทำ ไม่ได้ต้องการที่จะไปก้าวล่วงในขอบเขตของคนอื่น

Advertisement

เมื่อถามว่าในส่วนตัวของพรรคก้าวไกลนั้นมั่นใจหรือไม่ว่ากรณีนี้จะถูกยุบพรรค นายพิธากล่าวว่า ถ้ามีความสม่ำเสมอในการใช้มาตรฐานในการทำคำร้องคดีและมาตรฐานในการตัดสินคดี ตนก็มีความมั่นใจ

เมื่อถามว่ากรณีนี้ตัวพรรคก้าวไกลมั่นใจว่าจะไม่ถูกยุบกับการที่เทียบคดีที่มีการร้อง ป.ป.ช. เรื่องของจริยธรรมที่มี ส.ส.ก้าวไกล 44 คน เข้าชื่อแก้ 112 เรื่องของคดีนั้นกับคดีนี้ อันไหนมีแนวโน้มว่าจะมีความเชื่อมั่นมากกว่ากัน นายพิธากล่าวว่า ตนเชื่อมั่นพอๆ กัน ยังเชื่อมั่นในตัวเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเจตนาของพวกเราที่มีเจตนาดีกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ว่าจะเป็นการกระทำใดที่ผ่านมาที่มีคำอธิบายได้ เราประกันตัวเพราะเป็นสิทธิที่เป็นหลักการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน การที่เรามีผู้ต้องหามาตรา 112 เป็นสมาชิกพรรคหรือเป็น ส.ส.พรรค ก็ต้องให้โอกาสเขาในการที่จะพิสูจน์ เพราะคดีก็ยังไม่ถึงที่สิ้นสุด