‘เรืองไกร’จ่อยื่นสรรพากร ’17 ก.พ.’ สอบเงินภาษีขายที่ดินพ่อ’บิ๊กตู่’

16.02.17 | 14:38 น.

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า หลังจากติดตามศึกษาการขายที่ดินของพ่อนายกรัฐมนตรี จนได้ข้อมูลที่เพียงพอทำให้พบว่า การขายที่ดินดังกล่าวเป็นการขายที่สูงกว่าราคาประเมินประมาณ 402 ล้านบาทเศษ และนายกฯ ได้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายที่ดินว่ามีราคาขายที่ 600 ล้านบาทไว้ในการยื่นแบบแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อป.ป.ช.ด้วย แต่จากการตรวจสอบหมายเหตุประกอบงบการเงินของบริษัทผู้ซื้อพบว่า มีการบันทึกบัญชีต้นทุนที่ดินรวมค่าใช้จ่ายไว้ที่ 623 ล้านบาทเศษ ซึ่งเมื่อคำนวณหักค่าธรรมเนียมและค่าอากรแล้วยังมีตัวเลขปริศนาเกินมาอีก 16 ล้านบาทเศษ และเมื่อนำที่ดินแต่ละแปลงมาคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก็จะได้ตัวเลข 16 ล้านบาทเศษที่ใกล้เคียงกัน จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า บริษัทผู้ซื้อบันทึกต้นทุนที่ดินโดยรวมค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายของผู้ขาย คือ พ่อนายกฯ ไปด้วย ดังนั้น จึงน่าเชื่อต่อไปว่า ในการขายที่ดิน 600 ล้านบาทนั้น บริษัทผู้ซื้อได้มีการออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กับผู้ขายด้วย เงินค่าภาษีที่บริษัทผู้ซื้อออกให้ จึงต้องด้วยความหมายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ผู้ขายคือพ่อนายกฯ จะต้องนำไปเสียภาษีอีกทอดหนึ่งภายในวันที่ 31 มีนาคม 2557 หลังจากที่ขายที่ดินไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2556


นายเรืองไกรกล่าวว่า จากการตรวจพบข้อเท็จจริงของตัวเลขของผู้ขายที่นายกฯ แจ้งไว้ต่อ ป.ป.ช. 600 ล้านบาท แต่บริษัทมีตัวเลขต้นทุนที่ดิน 623 ล้านบาท โดยมีผลต่าง 16 ล้านบาทเศษเป็นค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายนั้น กรณีจึงมีเหตุให้ตนจะไปร้องขอให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษีที่ดินดังกล่าวว่า บริษัทผู้ซื้อได้ออกค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กับผู้ขายหรือไม่ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ถ้าออกให้ ผู้ขายได้นำเงินได้ไปเสียภาษีอีกทอดหนึ่งตามความในประมวลรัษฎากรมาตรา 39 หรือไม่ ถ้ายังไม่มีการเสีย ก็เท่ากับว่า กรมสรรพากรต้องทำการประเมินเรียกเก็บภาษีให้ครบถ้วนพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับต่อไป หากนำเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย 16 ล้านบาทเศษ มาถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ก็จะต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้ารวมทั้งสิ้นประมาณ 5.23 ล้านบาทเศษ บวกเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน คำนวณถึงมีนาคม 2560 จะได้ประมาณ 2.82 ล้านบาทเศษ และหากมีการไม่ยื่นภาษีแล้วมีคนร้องให้สรรพากรไปตรวจสอบก็ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าประมาณ 10.46 ล้านบาท รวมเม็ดเงินภาษีพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับจะอยู่ประมาณ 18.51 ล้านบาทเศษ ซึ่งกรณีดังกล่าว ผู้เกี่ยวข้องเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันมีฐานะเป็นผู้ดูแลและจัดการงานแทนบิดาตามคำสั่งศาล จึงได้พิจารณาตรวจสอบโดยความละเอียดรอบคอบมาระยะเวลาหนึ่ง จนได้ข้อสรุปที่เพียงพอที่จะร้องขอให้มีการตรวจสอบภาษีกรณีดังกล่าว และเป็นหน้าที่กรมสรรพากรต้องเรียกเก็บภาษีต่อไป หากไม่ดำเนินการก็จะมีโทษทางอาญาตามมาได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องร้องขอให้กรมสรรพากรตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป