‘ปานปรีย์-วุฒิสาร’
มองทิศทางศก.-การเมืองไทย
หมายเหตุ – สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติจัดเวทีปาฐกถาพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 27 ปี โดยนายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวปาฐกถาเรื่อง ทิศทางเศรษฐกิจไทย ส่วน นายวุฒิสาร ตันไชย อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปาฐกถาทิศทางการเมืองไทย ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม
ปานปรีย์ พหิทธานุกร
อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ
ประมาณ 15-16 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับปัญหาหลายเรื่อง ทั้งวิกฤต และความรุนแรงต่างๆ เริ่มตั้งแต่การเกิดวิกฤติซับไพรม์ ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเขย่า เกิดความเปราะบาง เกิดสงครามการค้า สหรัฐอเมริกาเริ่มขัดแย้งกับจีน เรื่องนี้เป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งของเศรษฐกิจ และการค้าโลก ทำให้เกิดการกีดกันการค้าที่ชัดเจนขึ้น และกระทำโดยผู้ที่มีอำนาจระดับโลก ฉะนั้น ระเบียบการค้าโลกเสื่อมความขลัง
ต่อมาได้เผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้โลกหยุด รวมทั้งไทย ที่ไม่รู้จะเดินไปทางไหน สำหรับไทย คิดว่ายืดหยุ่น และมีความพร้อมแก้ไขสถานการณ์ได้ระดับหนึ่ง ถัดมาเกิดสงครามยูเครน-รัสเซีย และสงครามอิสราเอล-ฮามาส ปะทุความรุนแรงขึ้น ฉะนั้น เรื่องเหล่านี้ ทำให้เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน และหวั่นไหวมาก
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่เสริมเข้ามา ทั้ง technology disruption สร้างความพลิกผันต่อธุรกิจอย่างสูง อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น มีผลต่อเศรษฐกิจ สังคม เกษตรกร สุดท้าย ภูมิรัฐศาสตร์ ที่สำคัญมากในการกำหนดชะตากรรมแต่ละประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งการค้า และการลงทุน
ทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทิศทางเศรษฐกิจ ถ้าเดินไม่ถูกทาง จะทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจต่อประเทศนั้นๆ ค่อนข้างรุนแรงในภาวะนี้
เมื่อพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจไทย พบว่าไทยพึ่งพารายได้จากการส่งออกสูงถึง 70% รวมทั้ง การลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากในประเทศไม่เพียงพอที่จะอุ้มชูเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจไทยเป็นลักษณะเปิด ขึ้นอยู่กับการส่งออก และการลงทุนจากต่างประเทศ ที่สร้างรายได้ให้กับไทยได้มาก
การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ส่งผลให้การส่งออก และการลงทุนของไทยเริ่มประสบปัญหา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การค้าโลกปี 2567 จาก 3.2% เหลือ 3% และปรับลดคาดการณ์ส่งออกของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จาก 4.1% เหลือ 3.7% เนื่องจากสงคราม รวมทั้ง สงครามกลุ่มฮูตี สร้างความเสียหายการขนส่งทางเรือในทะเลแดง มูลค่าส่งออกไทยในไตรมาส 1/2567 ลดลง 0.2% เนื่องจากการส่งออก และการลงทุนไม่เพิ่มขึ้น ส่วนจีดีพีไทยขยายตัวต่ำ โดย IMF คาดการณ์ว่าจีดีพีไทยปี 2567 จะโตเพียง 2.2-2.7% รวมถึง ธนาคารโลก หรือ world bank ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยปี 2567 เหลือ 2.4% ทั้งหมดนี้น่าเป็นห่วงว่าทำไมไทยขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน
นอกจากนั้น หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นสู่ระดับกว่า 60% การใช้จ่ายภาครัฐมีข้อจำกัด และหนี้สินครัวเรือนมีแนวโน้มถึงระดับ 90% ของจีดีพี ซึ่งน่ากังวล แต่ยังไม่มีนโยบาย หรือมาตรการใดๆ ที่ชัดเจนออกมาแก้ปัญหา
ฉะนั้น ทิศทางเศรษฐกิจสำคัญมาก ทำให้วางแผนล่วงหน้าให้แก่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะราชการ ภาคธุรกิจ นักลงทุนไทย และต่างประเทศ ความชัดเจนเรื่องแรงงานไทย รวมถึง การศึกษา เด็กที่เข้าระบบการศึกษายังไม่ทราบทิศทางของประเทศ สอดคล้องกับการวางหลักสูตรต่างๆ เพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่
หากภาครัฐ และภาคเอกชน จัดสรรงบประมาณ และทรัพยากรให้สอดคล้องกับเป้าหมายของทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน อีกทั้ง ความเหลื่อมล้ำจะได้รับการดูแลเพิ่มขึ้น เสริมสร้างขีดความสามารถ
ส่วนปัญหาทิศทางเศรษฐกิจไทย แบ่งเป็น 1.เครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้ง 4 ด้าน ทำงานไม่เต็มที่ การบริโภค และการส่งออกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การลงทุนนั้น มีการเคลื่อนย้ายฐานการผลิต หนี้สาธารณะ และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง 2.โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังปรับตัวได้ช้า รับรู้ปัญหาแต่ไม่มีแผน หรือมาตรการแก้ไขชัดเจน 3.ปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง เปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้ง ทำให้นโยบายการพัฒนาประเทศขาดความต่อเนื่อง 4.ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 5.ความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ที่ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถของธุรกิจไทย รวมถึง ต้นทุนทางพลังงานที่ผันผวน ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตของไทย และประชาชนได้รับความเดือดร้อน
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ เกิดการตั้งคำถามว่ารัฐบาลควรมีนโยบาย และมาตรการอย่างไร เพื่อปรับทิศทางการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยท้าทายต่างๆ ของโลก
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ภูมิรัฐศาสตร์มีความสำคัญอย่างไร ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร กระทบต่อความเป็นอยู่อย่างไร รวมถึง การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีก้าวเร็วขึ้นมาก และไปไกลแล้ว ซึ่งนักลงทุนที่ติดตามอยู่ จะคิดว่าเราช้ามาก ประเทศที่ไปเร็วกว่าจะได้เปรียบมาก รวมถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ความสามารถในการแข่งขัน นี่คือปัญหาในทิศทางเศรษฐกิจของไทยที่ต้องให้ความสำคัญ
ข้อเสนอทิศทางเศรษฐกิจไทย มีดังนี้ 1.ความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกไม่หยุดนิ่ง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความยืดหยุ่นในการปรับตัวของนโยบายไทยสำคัญมาก เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่สำคัญ 2.วิสัยทัศน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ดำเนินมาถูกทาง แต่ยังขาดมาตรการรองรับชัดเจน ขาดการผลักดันสู่รูปธรรม และยังมีกฎต่างๆ ที่ต้องแก้ไขให้ทันสมัย
3.การที่ไทยอยู่ในช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital Economy, Clean and Green Economy แต่จะต้องไม่ละทิ้งอุตสาหกรรมเก่า ต้อง Re-Balance อุตสาหกรรมเก่าให้เข้าสู่ระบบการเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ 4.นโยบายเศรษฐกิจไทยต้องตอบสนองการเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจโลกได้ 5.เรียนรู้การแข่งขันจากต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และสิงคโปร์
ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การบริหารเศรษฐกิจต้องคำนึงถึงผลกระทบ VUCA World เป็นคำย่อของความผันผวน, ความไม่แน่นอน, ความซับซ้อนและความคลุมเครือ ปัจจุบันนี้ ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก คือ ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศ
โดยไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรง เหลืออยู่อย่างเดียวคือการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เพื่อการเจริญเติบโต ซึ่งไทยควรสนับสนุนอุตสาหกรรมเก่าให้เดินไปได้ และช่วยพัฒนาความพร้อมความสามารถยกระดับขึ้นสู่เศรษฐกิจใหม่ได้
ทั้งหมดนี้คือเศรษฐกิจไทยโดยรวม และจะขยายตัวขึ้นได้ ต้องขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจที่ถูกต้อง การวางนโยบาย และมาตรการการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญท้ายสุดคือ There is no tomorrow ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยด่วน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป
วุฒิสาร ตันไชย
อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
ช่วงก่อนปี 2540 พูดเรื่องพรรคมาร กับพรรคเทพ วันนี้พูดเรื่องคนรุ่นใหม่ กับคนรุ่นเก่า เราพูดถึงขั้วทางการเมือง แต่ไม่ได้พูดสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก คือมีเจตจำนงทางการเมืองอย่างไร ถ้าถามว่าการเมืองไทยดีขึ้นหรือไม่ เราอาจเห็นไทยใช้รัฐธรรมนูญเปลืองกว่า 20 ฉบับ อายุเฉลี่ย 7-8 ปี ถ้ามองด้วยสายตาที่เป็นธรรมมากขึ้น อยากบอกว่ารัฐธรรมนูญเปลี่ยนไปเรื่อย เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
กลไกตั้งแต่ปี 2540 ออกแบบอีกแบบหนึ่ง มีองค์กรอิสระเกิดขึ้น โดยให้วุฒิสภาเป็นคนแก้ปัญหา ขณะเดียวกันก็บอกว่าสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ต้องเป็น กลาง ต้องไม่หาเสียง ทำได้แค่แนะนำตัว สุดท้ายพบว่ามีการครอบงำ และต้องแก้รัฐธรรมนูญอีก
ถึงวันนี้ก็ยังแก้เรื่อง ส.ว. เราได้คนมาอีกแบบ แต่ไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่ของวุฒิสภา คือเปลี่ยนคุณสมบัติ เปลี่ยนวิธีได้มา แต่ไม่ได้เปลี่ยนเรื่องหน้าที่ คือกรองกฎหมาย และตั้งองค์กรอิสระ ดังนั้น พัฒนาการทางการเมือง มีทั้งก้าวหน้า และถอยกลับ เช่น ก้าวหน้าในรัฐสวัสดิการ การศึกษา หลักการเข้าถึงการบริการของรัฐ แต่อาจไม่ก้าวหน้าอีกด้านหนึ่ง คือเรื่องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
ประเทศไทยถ้าไม่คิดจะทำอะไรใหม่ ก็จะคุ้นเคยกับฉากทัศน์เดิม กลับมาอยู่กับสิ่งที่คุ้นเคย เราจะยอมรับโดยดี เพราะสังคมยังขาด Core Value ที่สำคัญต่อความเชื่อเรื่องประชาธิปไตย
ข้อเสนอทางออกไปสู่อนาคตของการเมืองไทย คือจะต้องเข้าใจว่าอำนาจประชาธิปไตยเป็นของปวงชน จุดสำคัญที่สุดอันดับแรก ต้องเชื่อก่อนว่าประชาชนบริสุทธิ์ใจที่จะใช้อำนาจ รวมถึงการแบ่งอำนาจ และการถ่วงดุล เวลาพูดการแบ่งอำนาจ คีย์เวิร์ดสำคัญคือการได้สัดส่วน หรือสมดุล ผมคิดว่าเรายังไม่สมดุล อาจจะวางน้ำหนักไว้ทางใดทางหนึ่งมากเกินไปหรือไม่
หากมองย้อนกลับไปที่เรื่องมายาคติ และวิธีคิด ที่มองว่าทุกคนจะโกง เราจะเขียนกติกาป้องกันเยอะ แต่ถ้ามองว่าทุกคนดี ก็จะเขียนกติกาให้สามารถเปิดเผยให้คนอื่นดูได้ เมื่อทำไม่ดี ก็จะมีปัญหาเอง ซึ่ง 2 อย่างนี้ไม่เหมือนกัน
ขณะนี้ถ้าใครอยากดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ ลองไปดูว่ามีคุณสมบัติกี่ข้อ อาจมี 5-6 ข้อ แต่ลักษณะต้องห้ามมี 20 กว่าข้อ นี่คือวิธีคิดของการออกแบบ หากจะพิจารณาหาทางออก ต้องพิจารณา 3-4 เรื่อง คือการออกกติกาที่เป็นสากล โทษผู้เล่นไม่ได้ เหมือนการเล่นฟุตบอล ประกอบไปด้วยกติกากับผู้เล่น 2 ฝ่าย มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน แต่ขัดแย้งกัน คือต้องการชนะ ดังนั้น จะเล่นตามกติกาเพื่อการชนะ
โจทย์นี้อธิบายหลายเรื่อง เช่น กติกาการเลือกตั้ง ออกบัตรใบเดียว แต่จะเห็นพรรคการเมืองบางพรรค เสนอให้โหวตเตอร์เลือก 2 แบบ เรื่อง ส.ว.วันนี้ วิเคราะห์ว่าใส่เสื้อสีอะไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แล้วก็บอกว่าเลิกดีกว่า ขอเลือกใหม่
สิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นคือ เล่นตามกติกาที่ออกแบบ และเล่นด้วยเป้าประสงค์เพื่อที่จะชนะ แต่เขามีวิธีที่จะชนะ ฉะนั้น การออกกติกาต้องคิดว่าวิญญูชนคนทั่วไปเห็นว่าขาว รวมถึงคนสำคัญที่มักลงมาเล่น คือกรรมการ จะต้องกำกับกติกา ทำให้เกิดความเป็นธรรม เป็นเรื่องสากล และต้องมีเครื่องมือที่เที่ยงธรรม
ดังนั้น การออกแบบกติกาเป็นเรื่องใหญ่ และกติกาที่หนีไม่พ้น คือรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้ามองกลับไปดูพัฒนาการพรรคการเมืองไทย เกิดง่าย โตยาก แต่ตายง่าย ยุบพรรคง่าย ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค หากกรรมการบริหารพรรคทำผิดต้องลงโทษ แต่ไม่ใช่ยุบพรรค เพราะพรรคเป็นเรื่องของประชาชน ไม่ควรต้องมารับผิดชอบ
สำหรับการออกแบบกติกาที่เป็นธรรมทุกเรื่อง คีย์เวิร์ดสำคัญคือ ต้องเห็นภาพกติกาที่เป็นองค์รวม จะออกแบบว่ากลไกใดควรมีอำนาจแค่ไหน ใครถ่วงดุลใคร ทุกคนต้องตรวจสอบได้ ที่ผ่านมาอาจรู้สึกว่าการเมืองถูกตรวจสอบเยอะจากองค์กรอิสระ แต่ต้องมององค์รวม เรียกว่าแกรนด์ ดีไซน์ (Grand Design) คือ เจตจำนงที่จะออกแบบกติกาทำให้ยั่งยืน ไม่ต้องแก้บ่อย บนความเชื่อพื้นฐานที่จะออกกติกาอย่างเป็น กลาง ผู้เล่นแข่งขันกัน คนคุมกติกาต้องคุมให้ดี เพราะหลายกติกาให้ความสำคัญกับวิธีการ แต่ไม่บรรลุเป้าหมาย ต้องออกกติกาที่เป็นกลาง เป็นธรรม แล้วปล่อยให้เล่นในกติกาที่เป็นสากล ซึ่งสำคัญที่สุด อยากเห็นกติกาที่จะออกแบบใหม่มีแนวทางแบบนี้
รวมถึง การเสริมสร้างสถาบันทางการเมืองให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง เช่น กลไกรัฐสภา กลไกที่จะออกแบบให้พรรคการเมืองเติบโตอย่างยั่งยืน ต่อเนื่อง และกลายเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนเข้ามามีส่วนสำคัญ
เรื่องสำคัญต่อมา คือการเมืองจะดีขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่า Social control เพื่อสร้างการควบคุมทางสังคม หรือการทำให้การเมืองเป็นระบบเปิด ซึ่งบทบาทสื่อมวลชนสำคัญมาก
ประชาธิปไตยเป็นเรื่องความพยายามของทุกคน เพราะการพัฒนาการเมืองไม่ใช่หน้าที่แค่นักการเมือง หรือพรรคการเมือง แต่เป็นหน้าที่ของประชาชน สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา ผมยืนยันว่ามองโลกบวกว่า การเมืองไทยดีกว่าเก่าหลายเรื่อง เช่น Political Disruptor คือการที่มีพรรคการเมืองใหม่เข้ามา ทำให้การเมืองเปลี่ยน
ถ้ายังอดทนต่อไป ต้องยอมให้ถูกบ้าง ผิดบ้าง ยอมให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขโดยไม่ไปใช้อำนาจอื่น การเมืองจะยังมีแสงสว่างที่ปลายทาง

