หมายเหตุ – นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ฉายภาพเศรษฐกิจไทย ในงาน “Meet the Press ผู้ว่าฯ พบสื่อ” ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้ ธปท. เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ธปท.ทราบดีว่าเศรษฐกิจไม่ได้ดีขนาดนั้น ตัวเลขการฟื้นตัว
ค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่เศรษฐกิจก็มีการฟื้นตัว และฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ระดับศักยภาพที่คาดการณ์ไว้ เป็นการฟื้นตัวในแง่ของภาพรวม ในแง่ของตัวเลขรวม อาทิ จีดีพี แต่การฟื้นตัวในภาพรวม ซ่อนความลำบาก ความทุกข์ของประชาชนไม่น้อยในหลายกลุ่มด้วยกัน พบว่ามีหลุมรายได้หายไปมหาศาล รายจ่ายมีแต่เพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ สวนทางกับรายจ่ายที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น กลุ่มที่เห็นชัดว่ามีปัญหา คือ กลุ่มอาชีพอิสระที่รายได้หายไปเลย ตอนนี้แม้ภาวะเงินเฟ้อต่ำ แต่ไม่ได้
หมายความว่าราคาของถูกลง กลับกันราคาของขึ้นไปแล้วและไม่ลง เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน รายได้เพิ่มขึ้นมาส่วนหนึ่ง แต่ทุกอย่างแพงขึ้นเยอะ อีกเรื่องคือ หนี้สูง สร้างภาระต่อคน มีผลต่อการดำเนินนโยบาย
ภาคการท่องเที่ยวยังไม่กลับมา ภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง การแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการแข่งขันที่มาจากจีน
เข้ามาซ้ำเติม เป็นปัญหาจากฝั่งอุปทาน ของที่เคยเป็นพระเอกเก่าๆ ได้รับแรงกดดัน เป็นตัวถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ความน่าเป็นห่วงตอนนี้คือ การแข่งขันจากสินค้าจีนที่จะเข้ามา เพราะกำลังการผลิตจีนมีอยู่มาก แต่อุปสงค์ในประเทศยังไม่โต ทำให้สินค้าจีนส่งออกไปข้างนอกมากขึ้น บวกกับการส่งออกไปประเทศแถบยุโรป หรือสหรัฐลำบาก เพราะมีมาตรการกีดกันทางการค้า จึงส่งมาในอาเซียนมากขึ้น อาทิ สินค้า
กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ทำให้เจอการแข่งขันกับจีนเยอะ
ย้อนกลับไปดูเมื่อปี 2547-2556 การเติบโตของกำลังแรงงานอยู่ที่ 1.2% การเติบโตของผลิตภาพการผลิตอยู่ที่ 2.6% ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ที่ 3.8% รวมเป็นจีดีพีโตที่ 4% ต่อมาปี 2557-2566 กำลังแรงงานลดลงมาโตที่ 0.04% การผลิตเท่าเดิม 2.6% ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ที่ 2.7% ทำให้
จีดีพีโตลดลงอยู่ 2.8% ทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยลดลง จีดีพีรวมไม่ได้โตเฉลี่ย 4-5% แล้ว แต่โตอยู่ 3% แทน จากการขยายตัวของแรงงานไทยลดลงแทบเป็น 0% การเติบโตของผลผลิตใกล้เคียงเดิม ทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยในอนาคตเติบโตได้ 3% บวกลบเล็กน้อย แต่ไม่ใช่ว่าตายตัวหรือปรับเปลี่ยนไม่ได้ ต้องมีการปรับในเชิงโครงสร้าง อาทิ เพิ่มจำนวนและพัฒนาศักยภาพแรงงานมากขึ้น การลงทุนหรือเทคโนโลยี แต่ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะกระตุ้นให้ตายมันก็อยู่เท่าเดิม เนื่องจากโครงสร้างไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยน
ด้าน ดอกเบี้ย ทุกคนตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบ ทำไมไม่ลดดอกเบี้ย คำตอบคือ ต้องดูปัจจัยอื่นควบคู่ไปด้วย อาทิ การเติบโตของเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน ไม่มีสูตรตายตัวว่าเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบและต้องลดดอกเบี้ย
แม้ดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่ทุกคนโฟกัส แต่เป็นเครื่องมือที่หยาบ ใช้แล้วกระทบกับหลายส่วน สารพัดอย่าง เป็นเครื่องมือที่ต้องออกแบบให้ตอบโจทย์หลายโจทย์ ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ เสถียรภาพการเงิน ยกตัวอย่างลูกหนี้กับผู้ฝากเงิน ลูกหนี้อยากเห็นดอกเบี้ยต่ำ ผู้ฝากอยากได้ดอกเบี้ยสูง ต้องหาจุดที่สมดุลกันให้ได้ หรือผู้ส่งออกกับผู้นำเข้า คนส่งออกอยากเห็นบาทอ่อน ดอกเบี้ยต่ำ เอื้อให้ส่งออกราคา
ดีขึ้น แต่ผู้นำเข้าไม่อยากเห็นบาทอ่อนและดอกเบี้ยต่ำเกินไป เพราะกระทบอัตราแลกเปลี่ยน เราในฐานะ
ผู้บริโภคไม่อยากเห็นเงินเฟ้อสูงเกินไป เพราะกระทบทุกคน ต้นทุนผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าปรับสูงขึ้น ขีดการแข่งขันระหว่างต่างประเทศก็ลำบากขึ้น
ในอดีตแบงก์ชาติเคยเจอข้อครหาว่า Behind The Curve หรือการที่ธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป เมื่อเทียบกับแนวโน้มของเงินเฟ้อ แต่ตอนนั้นเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แม้เงินเฟ้อจะขึ้นไปสูงเกือบ 8% อย่างตอนนี้อยู่ช่วงของการเปลี่ยนผ่าน การตัดสินใจเรื่องนโยบายต้องมองไปข้างหน้า Outlook Dependent ต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะแนวโน้มในระยะถัดไป ไม่ใช่เพียงภาวะปัจจุบัน ขณะนี้พอมองไปข้างหน้า เศรษฐกิจค่อยๆ ทยอยฟื้นเข้าสู่ระดับศักยภาพ ไตรมาส 1/2567 ออกมา 1.5% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนไตรมาส 2 คาดโตได้เกิน 2% โดยครึ่งหลัง เศรษฐกิจมีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีขึ้น ในไตรมาส 3 คาดจีดีพีโตใกล้ 3% ไตรมาส 4 โตใกล้ 4% ซึ่งเป็นระดับศักยภาพของไทย
ขณะที่ ประเด็นเงินเฟ้อที่ผ่านมา ตัวเลขเงินเฟ้อติดลบ คาดจะค่อยๆ กลับเข้ามาไตรมาส 4/2567 ครึ่งแรกของปีเงินเฟ้อยังคงที่ ครึ่งหลังคาดอยู่ที่ 1.1% เข้ากรอบล่างของกรอบเงินเฟ้อของแบงก์ชาติโดยน้ำหนักอีกเรื่องที่ต้องชั่ง คือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งแบงก์ชาติเป็นห่วงมาก ต้องชั่ง 2 อย่าง คือ ดอกเบี้ยสูง คนเป็นภาระหนี้เยอะ แต่ในทางกลับกัน หากดอกเบี้ยต่ำเกินไป การกู้ยืมจะโตไปเรื่อยๆ เสถียรภาพทางฝั่งการเงินเสื่อมไป ส่วนหนึ่งที่เริ่มไต่ขึ้นมาในอดีต เพราะเราลดดอกเบี้ยแล้วปล่อยดอกเบี้ยต่ำนาน
ถามว่า จะลดดอกเบี้ยหรือไม่ มองว่าดอกเบี้ยที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กำหนดไว้เหมาะสมกับที่แบงก์ชาติเห็น แต่ถ้าแนวโน้มที่แบงก์ชาติเห็น ในอนาคตหากสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆ เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แบงก์ชาติพร้อมปรับเปลี่ยน ไม่ได้ปิดประตูแต่อย่างใด อีกเรื่องที่ต้องย้ำ คือ ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือเดียวที่ต้องตอบโจทย์หลายโจทย์ ทั้งเงินเฟ้อ จีดีพี เสถียรภาพการเงิน และเสถียรภาพด้านต่างประเทศด้วย เงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง วิธีช่วยเรื่องดอกเบี้ย คือ หาเครื่องมืออื่นมาประกอบ อย่างมาตรการทางการเงิน อาทิ นโยบายดูแลความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน อย่างมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) มาตรการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) อัตราแลกเปลี่ยน และมาตรการทางการเงิน เพื่อแบ่งเบาภาระดอกเบี้ย
อาทิ มาตรการแทรกแซงทางการเงินให้เหมาะสมตอบโจทย์บ้านเรา การผ่อนปรน LTV ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ที่เป็นพระเอกคือ มาตรการทางการเงินช่วงโควิด-19 ออก พ.ร.ก.ซอฟต์โลนและฟื้นฟู ช่วยผู้ประกอบการ
เอสเอ็มอีที่หดตัวตลอดเป็นบวก การปรับโครงสร้างหนี้ช่วยลูกหนี้ 16 ล้านบัญชี รวม 5.5 ล้านล้านบาท มาตรการ Responsible Lending หรือการให้สินเชื่อที่เป็นธรรม
ในแง่สินเชื่อและลูกหนี้ หากมีปรับลดดอกเบี้ย ผลต่อลูกหนี้สินเชื่อรายย่อย ไม่ใช่ทุกคนได้รับประโยชน์ เพราะ 40% อ้างอิงกับอัตราคงตัว อาทิ สินเชื่อรถยนต์ บัตรเครดิต แต่พอปรับโครงสร้างหนี้ ช่วยให้ภาระลูกหนี้เบาลง จากลดดอกเบี้ย โอกาสตัดเงินต้นมากขึ้น หากหนี้มีปัญหา การปรับโครงสร้างหนี้จะส่งผลต่อลูกหนี้ได้มากกว่า โดยการยืดอายุหนี้ เป็นวิธีการปรับโครงสร้างหนี้แบบหนึ่ง ต้องหารือกันอีกรอบ เพราะอาจเจอภาระปลายทางหลังไม่มีรายได้ ต้องพิจารณาจะชำระได้หมดจริงๆ เพราะส่งผลต่อการถือครองสินทรัพย์ต่างๆ หากพิจารณาในแง่สินเชื่อเห็นการชะลอลงหลายหมวด ทำให้การเข้าถึงสินเชื่อเป็นปัจจัยสำคัญ การชะลอตัวคาดการณ์ได้จากวัฏจักรของมัน เมื่อเวลาผ่านไปการชะลอตัวของสินเชื่อไม่ได้มาจากเกณฑ์แบงก์ชาติที่เข้มข้น สิ่งที่กังวลคือการชะลอตัวและปัญหา
เข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี
แนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของสหรัฐ ที่จับตามองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยลง โอกาสที่แบงก์ชาติจะลดดอกเบี้ยลงตาม ไม่อยากให้มองดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือเดียว มีเครื่องมืออื่นที่ยังช่วยได้ และเหมาะสมกับคนที่ลำบากจริงๆ มากกว่า โดยกรอบนโยบายการดูดอกเบี้ยและกรอบเงินเฟ้อ ไม่ได้ดูต่างประเทศ หรือส่วนต่างเป็นหลัก ไม่ได้เป็นอะไรที่ต้องขึ้นลงตาม สิ่งที่ดูเป็นหลักคือ ภาพรวมเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ เสถียรภาพการเงิน แต่เราเป็นประเทศเล็กและเศรษฐกิจเปิดมากๆ หนีไม่พ้นที่ต้องดูเสถียรภาพด้านต่างประเทศด้วย ทั้งส่งออก นำเข้า ท่องเที่ยว เพราะมีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศมาก ซึ่งการลดดอกเบี้ยของเฟด เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องจับตามองผล
ต่อไทย ตอนนี้ประเด็นดอกเบี้ยเป็นเรื่องร้อนแรง คนถามเรื่องการปรับลดเยอะ แต่หากดูการสำรวจความกังวลของผู้ประกอบการธุรกิจ มีปัจจัยอะไรเป็นอุปสรรค พบว่าดอกเบี้ยเป็นปัจจัยอันดับ 10 ที่ผู้ประกอบการกังวล อันดับ 1-2 เป็นต้นทุนที่ปรับขึ้นและความสามารถการปรับราคาสินค้ามากกว่า ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เชื่อว่าอุปสรรคคือ การเข้าถึงสินเชื่อ
ส่วน แนวทางการปรับกรอบเงินเฟ้อของกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างหารือร่วมกัน กระบวนการจะไปถึงไตรมาส 4/2567 การปรับกรอบเงินเฟ้อเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน ต้องชั่งน้ำหนักหลายอย่าง การปรับกรอบเงินเฟ้อโดยมีเหตุผลว่า 1% ต่ำเกินไป กรอบเงินเฟ้อไม่ได้ไปบังคับคนขนาดนั้น เงินเฟ้อที่ต่ำมาจากปัจจัยด้านอุปทาน การอุดหนุนพลังงาน การแข่งขันทางธุรกิจ จากการสอบถามผู้ประกอบการ คือ ต้นทุนขึ้นเยอะ ความสามารถแข่งขันด้านราคา ไม่ได้มาจากกรอบเงินเฟ้อ แบงก์ชาติไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ ที่ห้ามไม่ให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาได้ ส่วน ความกังวลการเข้าสู่ภาวะเงินฝืด เงินเฟ้อที่ไม่ได้สูงไม่ได้เป็นปัญหา ไม่ได้นำไปสู่ภาวะเงินฝืด สะท้อนจากราคาสินค้าที่ลดลง การชะลอตัวของเศรษฐกิจ การบริโภคและอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัว
ขณะที่เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำของไทยไม่ได้มีความเสี่ยง ทำให้เกิดภาวะเงินฝืด เพราะการบริโภคยังขยายตัว 7% ในปี 2566 และยังโตต่อเนื่องในปัจจุบัน

